ตลาดสัตว์เลี้ยงโลกเปิดช่องไทย ไต้หวันนำเข้าอันดับ 1 สหรัฐแตะ 1.58 แสนล้านดอลลาร์

ตลาดสัตว์เลี้ยงโลกกำลังขยายตัวต่อเนื่องจากกระแส “Pet Humanization” หรือการเลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง ขนมสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ และอุปกรณ์ไลฟ์สไตล์ กลายเป็นตลาดศักยภาพที่ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายการส่งออกได้มากขึ้น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP ประเมินว่า โอกาสของสินค้าไทยไม่ได้จำกัดเฉพาะตลาดเดิม แต่กำลังเปิดกว้างในหลายภูมิภาค ทั้งไต้หวัน สหรัฐ จีน และออสเตรีย โดยมีเงื่อนไขร่วมกันคือ ผู้ประกอบการต้องพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และตอบโจทย์สุขภาพสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดพรีเมียม อาหารเฉพาะทาง และสินค้าที่ออกแบบตามพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ

“สุนันทา” ชูงาน Taipei Pet Show เวทีเปิดตลาดสัตว์เลี้ยงไทย

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวพรพรรณ ภิรมย์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ส่วนที่ 2 ถึงผลการนำผู้ประกอบการไทย 20 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าใน Thai Pavilion ภายในงาน Taipei Pet Show 2026 ที่กรุงไทเป ระหว่างวันที่ 3-6 กรกฎาคม 2569

ผลการเข้าร่วมงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมีผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายจากไต้หวันให้ความสนใจจำนวนมาก มีผู้ประกอบการไต้หวัน 30 ราย ลงทะเบียนเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยทั้ง 20 ราย รวม 128 คู่เจรจาธุรกิจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามผลการเจรจาธุรกิจ

สินค้าที่ผู้ประกอบการไทยนำไปจัดแสดงครอบคลุมหลายกลุ่ม ตั้งแต่อาหารเม็ด อาหารเปียก ขนมสัตว์เลี้ยง อาหารฟรีซดราย อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหนังและสุขภาพ เครื่องดื่มสำหรับสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ทรายแมว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เสื้อผ้า และอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง โดยหลายแบรนด์ใช้วัตถุดิบระดับ Human Grade วัตถุดิบธรรมชาติ ปราศจากสีสังเคราะห์และสารกันเสีย พร้อมพัฒนาสูตรเฉพาะ เช่น สูตรโปรตีนสูง และสูตรลดอาการภูมิแพ้

Thai Pavilion ใช้ IP สัตว์เลี้ยงสร้างจุดเช็กอิน

นอกจากตัวสินค้า Thai Pavilion ยังโดดเด่นด้วยพื้นที่จัดแสดงภายใต้ธีมพิเศษจาก IP สัตว์เลี้ยงยอดนิยม ได้แก่ Cat Company และ Rudolph The Awesome ออกแบบบูธในสไตล์น่ารักสดใส ทำให้คูหาไทยกลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยมของงาน พร้อมมีกิจกรรมทดลองสินค้าและเกมแจกของรางวัล เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ไทยในตลาดไต้หวัน

สำหรับงาน Taipei Pet Show 2026 ปีนี้ เป็นงานขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมจัดแสดงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 480 ราย รวมกว่า 2,100 บูธ และมีแบรนด์สินค้าสัตว์เลี้ยงมากกว่า 2,200 แบรนด์จากทั้งในและต่างประเทศ โดยอาหารสุนัขและแมวเป็นสินค้าหลักที่ได้รับความนิยม ครอบคลุมตั้งแต่อาหารเม็ด ขนม อาหารพร้อมรับประทาน อาหารฟรีซดราย ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกส์ ไปจนถึงไอศกรีมสำหรับสัตว์เลี้ยง

นางสาวสุนันทากล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง จำเป็นต้องใส่ใจลักษณะและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น เพื่อคิดค้นสินค้าที่เหมาะสม เช่น สินค้าเจลบำรุงผิวหนังรอบดวงตาของแมว ซึ่งเกิดจากการสังเกตปัญหาผิวหนังรอบดวงตาแห้งกร้านของแมว ก่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดรอยแตกและอาการคัน จนได้รับความนิยมในเวลาต่อมา

ไต้หวันเลี้ยงสุนัข-แมวทะลุ 3.2 ล้านตัว ไทยครองนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 1

ตลาดไต้หวันเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะสินค้าสำหรับแมว ซึ่งมีอัตราการขยายตัวสูงและมีศักยภาพในการทำตลาด เนื่องจากผู้บริโภคไต้หวันมีกำลังซื้อสูง และให้ความเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงอย่างมาก

รายงานจากกระทรวงเกษตรไต้หวัน ระบุว่า จำนวนสุนัขและแมวที่เลี้ยงในครัวเรือนไต้หวันเพิ่มขึ้นทะลุ 3.2 ล้านตัวแล้ว ขณะที่ตลาดสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงของไต้หวันมีมูลค่ามากกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน โดยอาหารสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 53% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด

ตั้งแต่ปี 2561 ไทยสามารถแซงสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นแหล่งนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 1 ของไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยเข้าสู่ตลาดไต้หวันเติบโต 172% จาก 38.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2559 เพิ่มเป็น 104.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 34.8% ของแหล่งนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากทั่วโลก

สหรัฐ ตลาดใหญ่ 1.58 แสนล้านดอลลาร์ Pet Humanization ยังเป็นแรงขับหลัก

อีกตลาดสำคัญคือสหรัฐอเมริกา โดยนางสาวสุนันทาเปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนางสาวปิยะฉัตร พิมจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก ถึงผลสำรวจตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐ ซึ่งพบว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงยังเติบโตแข็งแกร่ง แม้จำนวนเจ้าของสัตว์เลี้ยงอยู่ในระดับทรงตัว

ข้อมูลจากรายงาน “2026 State of the Industry” ของสมาคม American Pet Products Association หรือ APPA ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมในปี 2568 อยู่ที่ 158,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 3.7% จากปีก่อนหน้า

โครงสร้างตลาดพบว่า กลุ่มอาหารและขนมสัตว์เลี้ยงยังเป็นกลุ่มหลัก มีสัดส่วนสูงที่สุด 43.2% ของมูลค่าตลาดรวม หรือประมาณ 68,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3% รองลงมาคือบริการด้านสัตวแพทย์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่า 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่มอุปกรณ์ สัตว์มีชีวิต และยา OTC มูลค่า 34,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และกลุ่มบริการอื่น เช่น การดูแลและฝากเลี้ยงสัตว์ มูลค่า 14,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

APPA คาดว่ามูลค่าตลาดปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 165,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และขยายต่อเนื่องเป็น 197,900 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกครอบครัว

เจ้าของสัตว์เลี้ยงสหรัฐใช้จ่ายเฉลี่ย 773 ดอลลาร์ต่อปี

ข้อมูลยังระบุว่า 71% ของครัวเรือนในสหรัฐ หรือประมาณ 94 ล้านครัวเรือน มีสัตว์เลี้ยง และมีประชากรผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีสัตว์เลี้ยงมากกว่า 187 ล้านคน โดยสุนัขและแมวยังเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมสูงสุด

เมื่อแยกตามกลุ่มผู้บริโภค กลุ่ม Millennials หรือ Gen Y อายุ 30-45 ปี เป็นฐานลูกค้าหลัก ขณะที่ Gen X อายุ 46-61 ปี เป็นกลุ่มที่เติบโตสูงสุด โดยเพิ่มจาก 25% เป็น 28% ของผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งหมด ส่วน Gen Z อายุ 14-29 ปี เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และ Baby Boomers อายุ 62-80 ปี มีสัดส่วนลดลง

ด้านการใช้จ่าย แม้เจ้าของสัตว์เลี้ยงเริ่มระมัดระวังมากขึ้น แต่ยังมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 773 เหรียญสหรัฐต่อปี เพิ่มขึ้น 2.9% โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง และยังให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการจำเป็น เช่น อาหารและการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง รวมถึงสินค้าที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น

นางสาวสุนันทากล่าวว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐยังเป็นตลาดที่มั่นคงและมีศักยภาพสูง โดย Pet Humanization ยังเป็นแรงขับหลัก ผู้ประกอบการไทยควรพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความจำเป็นพื้นฐาน มีความหลากหลายด้านรูปแบบ รสชาติ และฟังก์ชัน พร้อมปรับกลยุทธ์ด้านราคาและความคุ้มค่า และต้องศึกษาและปฏิบัติตามข้อกำหนดของ US Food and Drugs Administration หรือ U.S. FDA เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดสหรัฐ

จีนมีสัตว์เลี้ยงกว่า 140 ล้านตัว ตลาดทะลุ 8.11 แสนล้านหยวน

สำหรับตลาดจีน นางสาวสุนันทาเปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายนิติ ปทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ถึงผลสำรวจตลาดสัตว์เลี้ยงและธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในจีน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวสูงตามความนิยมเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้น

ในปี 2568 จีนมีสัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมวมากกว่า 140 ล้านตัว มูลค่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงมากกว่า 811,400 ล้านหยวน โดยตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนสูงที่สุด 52.2% รองลงมาคือธุรกิจการแพทย์สำหรับสัตว์เลี้ยง 28.5% ของใช้ในชีวิตประจำวัน 12.5% และธุรกิจบริการ 6.8%

อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของจีนแม้เริ่มต้นช้า แต่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากยุคแรกที่เป็นการรับจ้างผลิต ไปสู่การสร้างแบรนด์และนวัตกรรมของตนเอง โดยมีแนวโน้มใหม่ 4 ประการ ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงก้าวสู่ความเป็นแบรนด์ สินค้าสัตว์เลี้ยงมุ่งสู่ความอัจฉริยะ การพัฒนาอุตสาหกรรมรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ และแบรนด์ท้องถิ่นเร่งขยายสู่ตลาดสากล

นางสาวสุนันทากล่าวว่า ตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงจีนเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและเติบโตเร็ว แต่ยังมีความท้าทาย เช่น ผลิตภัณฑ์บางส่วนอยู่ในระดับกลางถึงล่าง ขาดการลงทุนด้านเทคโนโลยีหลัก ต้องพึ่งพาการนำเข้า ขาดบุคลากรเฉพาะทาง ผลิตภัณฑ์ไม่มีความแตกต่าง และผู้บริโภคบางส่วนต้องตรวจสอบส่วนประกอบ รายงานการทดสอบ และเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ

“จากแนวโน้มดังกล่าว ผู้บริโภคจีนจึงนิยมซื้อแบรนด์ที่มีมาตรฐานชัดเจน ได้รับการรับรองและมีระบบสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ระดับกลางถึงบน ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสของแบรนด์ต่างประเทศในตลาดจีน โดยผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์ส่งออกสินค้าสัตว์เลี้ยงมายังตลาดจีน ควรให้ความสำคัญในด้านคุณภาพตามมาตรฐานของธุรกิจสัตว์เลี้ยงในตลาดจีน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการในตลาดจีน จะทำให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน” นางสาวสุนันทากล่าว

ออสเตรีย Fur Babies บูม เจาะพรีเมียม-อาหารเฉพาะทาง

อีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพคือออสเตรีย โดย DITP ได้รับรายงานจากนางสาวจุฬาลักษณ์ เข็มทอง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา ถึงเทรนด์ “Fur Babies” ที่ผู้คน โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials ปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัวหรือลูก ดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งอาหารสุขภาพ การแต่งตัว และการรักษาพยาบาล

ปัจจุบันสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นกลุ่มที่ขยายตัวรวดเร็วและครองพื้นที่บนชั้นวางร้านค้าปลีกของออสเตรียเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากร คนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่แต่งงานและสร้างครอบครัวช้าลง ความต้องการมีบุตรลดลง แต่ความต้องการมีสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น

ทั่วออสเตรียมีแมวประมาณ 2 ล้านตัว สุนัขประมาณ 800,000 ตัว และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ กว่า 750,000 ตัว โดยมากกว่า 40% ของครัวเรือนในออสเตรียมีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อย 1 ตัว

กระแส Pet Humanization ทำให้เจ้าของยินดีจ่ายเงินเพื่อเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูงให้สัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยง รวมถึงอาหารพรีเมียมและอาหารเฉพาะทาง หรือ Therapeutic food ที่ออกแบบเพื่อจัดการปัญหาสุขภาพเฉพาะทางของสัตว์เลี้ยง เติบโตขึ้นราว 3.4% ต่อปี และคาดว่ามูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในออสเตรียจะสูงกว่า 631 ล้านยูโร หรือประมาณ 24,000 ล้านบาท ภายในปี 2028

ไทยควรเริ่มจาก Niche-Private Label-ออนไลน์

ออสเตรียนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากเยอรมนีเป็นหลัก โดยในปี 2024 มีมูลค่านำเข้าเฉพาะอาหารสุนัขและแมวจากเยอรมนีกว่า 307 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่แบรนด์ที่ครองตลาด ได้แก่ Mars Petcare ภายใต้แบรนด์ Pedigree, Royal Canin และ Whiskas, Nestlé Purina ภายใต้แบรนด์ Felix และ Gourmet รวมถึงแบรนด์ท้องถิ่นและ Private Label เช่น สินค้าจาก Fressnapf และ Austria Pet Food GmbH

นางสาวสุนันทากล่าวว่า ตลาดออสเตรียยังเติบโตต่อเนื่องจากยุคดิจิทัล การซื้อขายออนไลน์ และความใส่ใจสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ไร้สารกันเสีย และสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน โดยการเติบโตไม่ได้จำกัดเฉพาะสุนัขและแมว แต่ขยายไปถึงสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก เช่น กระต่ายและนก

“ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในออสเตรียยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยที่มีการส่งออกไปตลาดยุโรปอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสหภาพยุโรปได้อย่างเคร่งครัด อาจพิจารณาขยายโอกาสเข้าสู่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพและพรีเมียมในออสเตรีย โดยเจาะตลาดผ่านกลุ่มสินค้าเฉพาะทาง เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเฉพาะทาง และอาหารสูตรพรีเมียม เพื่อลดการแข่งขันกับแบรนด์รายใหญ่ในตลาด Mass โดยการเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดผ่านการรับจ้างผลิต Private Label ให้กับห้างค้าปลีก หรือการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เฉพาะกลุ่ม เช่น Zooplus.at จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดได้รวดเร็วและลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดในระยะทดลองตลาดให้กับสินค้าไทยได้” นางสาวสุนันทากล่าว

สินค้าสัตว์เลี้ยงไทยต้องยกระดับจากรับจ้างผลิตสู่แบรนด์คุณภาพ

ภาพรวมตลาดไต้หวัน สหรัฐ จีน และออสเตรีย สะท้อนว่า สินค้าสัตว์เลี้ยงไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มขนาดเล็กอีกต่อไป แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตตามโครงสร้างสังคมใหม่ ทั้งครัวเรือนเดี่ยว คนเมือง คนแต่งงานช้าลง และผู้บริโภคที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว

โอกาสของผู้ประกอบการไทยอยู่ที่การใช้จุดแข็งด้านคุณภาพการผลิต มาตรฐานอาหารสัตว์เลี้ยง วัตถุดิบธรรมชาติ และความสามารถในการพัฒนาสูตรเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งสูตรสุขภาพ สูตรโปรตีนสูง สูตรลดภูมิแพ้ อาหารพรีเมียม อาหารเฉพาะทาง และสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับสัตว์เลี้ยง

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดโลกจะไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดที่มาตรฐาน ความปลอดภัย นวัตกรรม การตรวจสอบย้อนกลับ และความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์เลี้ยงกับเจ้าของในแต่ละตลาด

โจทย์ต่อไปของสินค้าไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดส่งออก แต่ต้องยกระดับจากผู้ผลิตที่มีคุณภาพ ไปสู่แบรนด์ที่ผู้บริโภคต่างประเทศจดจำได้ โดยใช้เวทีแสดงสินค้าอย่าง Taipei Pet Show การเจาะตลาดพรีเมียมในยุโรป การทำตามข้อกำหนด U.S. FDA ในสหรัฐ และการสร้างมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับในจีน เป็นเครื่องมือเปิดทางให้สินค้าสัตว์เลี้ยงไทยขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน