1 ปีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การค้าชายแดนเสียหายแสนล้าน เวียดนาม-จีนยึดตลาดสินค้ากัมพูชา ทดแทนสินค้าไทย
เมื่อวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ศึกษาดูงานเรื่อง ‘การพิจารณาศึกษาปัญหาทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และผลกระทบต่อสิทธิประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา’ โดยมีตัวแทนผู้ประกอบการเข้าให้ข้อมูลผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ นับตั้งแต่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกลางปี 2568 จนถึงปัจจุบัน
จารุวรรณ เหมยากร นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ ตัวแทนกรมศุลกากร ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง ในปี 2567 การค้าชายแดนจังหวัดสระแก้ว มีมูลค่าเฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2568 ที่มีการปิดด่านการค้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม มีมูลค่าการค้าชายแดนสะสมทั้งปีอยู่ที่ 9.01 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้ ประเทศไทยได้ดุลการค้าชายแดนมาโดยตลอด ในปี 2568 มีตัวเลขนำเข้าสินค้าจากประเทศกัมพูชา 2.35 หมื่นล้านบาท และตัวเลขการส่งออกสินค้าราว 6 หมื่นกว่าล้านบาท อุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทยคือ รถยนต์และสินค้าอุปโภคบริโภค ในขณะที่ตัวเลขการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาปี 2569 นั้น ตัวแทนกรมศุลกากรระบุว่า คงเหลือ 0 บาท
ข้อมูลจากกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา แสดงให้เห็นว่า ประเทศจีนยังคงครองสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังกัมพูชาสูงถึง 40-48% ของสินค้านำเข้าทั้งหมด ตามมาด้วยอันดับ 2 และ 3 คือเวียดนามและไทยตามลำดับ โดยเวียดนามเน้นการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป วัสดุก่อสร้าง และวัตถุดิบสิ่งทอ ขณะที่ไทยเด่นเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป และยานยนต์ โดยผู้ประกอบการชาวไทยที่ส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังกัมพูชากำลังถูกกีดกัน และคาดการณ์ว่าสัดส่วนการส่งออกสินค้าเหล่านี้ จะตกไปอยู่ในมือของเวียดนามและจีน แม้ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยจะได้รับความนิยม และมีคุณภาพสมเหตุสมผลกับราคา เมื่อเทียบกับสินค้าจากประเทศอื่น
ตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคได้เดินทางไปยังกัมพูชา และเข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการในที่ประชุมว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องส่งออกสินค้าผ่านทางด่านพรมแดนช่องเม็ก ประเทศลาว จากนั้นนำสินค้าไปผ่านด่านสตึงเตรง ประเทศกัมพูชา ทำให้การส่งออกสินค้าแต่ละครั้งนั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1-1.5 แสนบาท ทั้งนี้ เหตุความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้ยอดขายธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการลดลงเหลือเพียง 20-30%
มากไปกว่านั้น ช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฮุน เซน (Hun Sen) ออกมาเคลื่อนไหวและเน้นย้ำเรื่องการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าทางบกจากไทย รวมถึงช่องทางผ่านลาวด้วย ทำให้ตอนนี้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทยไปยังกัมพูชาไม่มีรายได้ และต้องเผชิญกับปัญหาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับทางธนาคารไม่ได้
“วันนี้ผู้ประกอบการชายแดนไม่รู้จะไปทางไหน ให้เราไปเปิดตลาดใหม่ หาลูกค้าใหม่ มันก็ไม่ใช่พื้นที่เรา และพื้นที่ตรงนั้นก็มีผู้ค้าที่เขาเป็นเจ้าของตลาดอยู่แล้ว” ตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคกล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ
ด้าน รุ่งนภา ไท้เชียง เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมที่พักและการท่องเที่ยวก็ได้รับความเสียหาย แทบไม่มีรายได้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสระแก้วเป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลักชายแดนฝั่งตะวันออก คนจากภายนอกแวะเวียนเข้ามาที่สระแก้วเพื่อจับจ่ายใช้สอย แต่วันนี้แทบไม่มีคนจากภายนอกเดินทางเข้ามา ทำให้รายได้ของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหายไปแทบทั้งหมด แต่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังคงเท่าเดิม
รุ่งนภากล่าวว่า หากภาครัฐไม่มีนโยบายเยียวยาผู้ประกอบการชายแดน อย่างน้อยก็ควรมีมาตรการยกเว้นรายจ่าย เช่น เรื่องการส่งเงินสมทบประกันสังคมของฝั่งนายจ้าง ค่าเช่าที่ดินที่ส่วนใหญ่เป็นที่ของ รฟท.ยังเรียกเก็บค่าเช่าในอัตราที่สูง นอกจากนี้ สระแก้วยังถูกหั่นงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว โดยสั่งยกเลิกการจัดงานกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะความกังวลเรื่องสถานการณ์การสู้รบที่อาจกลับมาได้ทุกเมื่อ
“แล้วเศรษฐกิจในสระแก้วจะขับเคลื่อนต่ออย่างไร” รุ่งนภากล่าว “เมื่อชายแดนปิด เศรษฐกิจในประเทศก็ไปต่อไม่ได้ และรัฐบาลไม่เคยสนใจปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการชายแดนเลย”
ฝั่ง สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว มองว่า ขณะนี้เศรษฐกิจในจังหวัดไม่เพียงตกต่ำลงเท่านั้น แต่แทบจะเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทั้งที่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา สระแก้วเป็นพื้นที่ที่ได้ประโยชน์จากการค้าขายกับกัมพูชา และมีแรงงานในภาคเกษตรกรรมที่ไม่มีคนไทยทำงานมาช่วยผลักดันเศรษฐกิจ สุรศักดิ์มองว่า ตราบใดที่ผู้นำไทย-กัมพูชายังไม่เปิดการเจรจาเรื่องการค้าชายแดน การกลับมาเปิดด่านก็ไม่มีทางเป็นไปได้
โดยในประเด็นแรงงาน ณัฐวุฒิ หวังพนาวงศ์ นายกสมาคมการค้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุความขัดแย้งในปี 2567 มีแรงงานกัมพูชารูปแบบไป-กลับตามฤดูกาลทั้งสิ้น 44,771 คนในประเทศไทย และแรงงานกัมพูชาในระบบ MOU ทั้งสิ้น 564,357 คน ที่กำลังจะครบกำหนดการอนุญาตทำงานภายในปี 2569 นี้ ณัฐวุฒิให้ข้อเสนอแก่คณะกรรมาธิการว่า ควรพิจารณาต่ออายุการทำงานของแรงงานกัมพูชาที่อยู่ภายในประเทศอยู่แล้ว เพื่อช่วยพยุงสถานการณ์ให้ผู้ประกอบการที่ยังจำเป็นต้องใช้แรงงานเหล่านี้อยู่
ด้านรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นว่า ปัญหาของผู้ประกอบการชายแดนตอนนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดหรือปิดด่านการค้าเท่านั้น แต่วันนี้ปัญหาดังกล่าวขยายไปถึงการกีดกันทางการค้า และความเกลียดชังทางเชื้อชาติ สิ่งที่ทางภาครัฐและภาคการเมืองจำเป็นต้องพิจารณาช่วยเหลือภาคธุรกิจชายแดน ครอบคลุมถึงเรื่องการพักชำระหนี้ การยกเว้นภาษีต่างๆ และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับคนชายแดน เพราะถ้าหากในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ ยังไม่มีมาตรการใดเพิ่มเติมจากภาครัฐออกมา มีแนวโน้มว่ากลุ่มธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนจะค่อยๆ หายไปทั้งหมด และสิ่งที่จะตามมาคือ ความซบเซาระยะยาวของพื้นที่ชายแดน เนื่องจากภาคธุรกิจต่างถอนตัวออกจากพื้นที่ไป
Tags: เศรษฐกิจ, สงคราม, กัมพูชา, ไทย, ชายแดน, สันติสุข