ณัฐวุฒิย้อนรอย 1 ปี รัฐบาล MOA ยกเป็นประวัติศาสตร์ครั้งเดียวในรอบศตวรรษ เผยเบื้องหลังดีล ปชน.-ภท. บทเรียนสำคัญการเมืองไทย

วานนี้ (5 กันยายน) ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในวาระครบรอบ 1 ปี รัฐบาล MOA ใจความสำคัญระบุว่า ดีลที่พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 1 (143 เสียง) ยอมยกมือให้พรรคภูมิใจไทย พรรคอันดับ 3 (71 เสียง) จัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ขอเข้าร่วมบริหาร ถือเป็นปรากฏการณ์พิศดารทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปี นับตั้งแต่การอภิวัฒน์สยาม 2475 และอาจไม่มีทางเกิดขึ้นอีกตลอดกาล

ณัฐวุฒิระบุว่า ตนได้รวบรวมข้อมูลและคำบอกเล่าจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เรียบเรียงเป็นบันทึกช่วยจำเพื่อประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ข้อสังเกตเรื่องสัมพันธภาพระหว่างพรรคสีส้มกับพรรคสีน้ำเงิน ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่ยื่นอภิปรายนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ทั้งที่มีประเด็นร้อนเรื่องคดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดง

เค้าลางเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวนอกจอ ขยายความเองว่าพร้อมยกมือให้พรรคการเมืองอื่นเป็นแกนนำรัฐบาลเพื่อผ่าทางตัน จนเปิดทางไปสู่การพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย

ในขณะที่ฝั่งพรรคเพื่อไทย ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้ส่งบุตรสาวไปสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ก่อนที่ สส. พรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่งจะย้ายไปยกมือหนุนรัฐบาล MOA และศักดิ์ดาได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเวลาต่อมา

กระทั่งวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธาร พ้นจากตำแหน่ง พรรคประชาชนได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ แก่พรรคการเมือง คือ 1. ยุบสภาภายใน 4 เดือน 2. ทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. จากการเลือกตั้ง และ 3. พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป ซึ่งอนุทิน ชาญวีรกูล และแกนนำพรรคภูมิใจไทยได้เดินทางไปเจรจาถึงที่ทำการพรรคประชาชนและตอบรับข้อเสนอทันที

แม้ฝั่งพรรคเพื่อไทย นำโดย ภูมิธรรม เวชยชัย จะเดินทางไปเจรจาพร้อมรับข้อเสนอ และยื่นร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา ในวันที่ 2 กันยายน รวมถึงมีเสียงเรียกร้องให้รอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 กันยายนก่อน แต่พรรคประชาชนกลับเร่งแถลงข่าวเดินหน้าเซ็น MOA กับพรรคภูมิใจไทยในเช้าวันที่ 3 กันยายน ก่อนจะนำมาสู่การโหวตเลือกอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน ด้วยคะแนนเสียงจาก สส. พรรคประชาชนทั้ง 143 คน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญกลับมีคำวินิจฉัยว่าประชาชนไม่อาจเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ส่งผลให้เงื่อนไขหลักเรื่อง สสร. จากการเลือกตั้งของพรรคประชาชนต้องตกไปทันที

นอกจากนี้ ณัฐวุฒิเล่าถึงเบื้องหลังเพิ่มเติมจากคำบอกเล่าของบุคคลต่างๆ ทั้ง ปิยบุตร แสงกนกกุล, กรุณพล เทียนสุวรรณ, ธิษะณา ชุณหะวัณ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งสะท้อนว่า สส. แกนนำหลักของพรรคประชาชนและคณะก้าวหน้า ต่างเห็นพ้องและสนับสนุนแนวทางการประนีประนอมครั้งใหญ่ (Grand Compromise) ในการส่งพรรคสีน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาล

ณัฐวุฒิทิ้งท้ายด้วยว่า ตนไม่ได้ยึดติดกับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้จำเป็นต้องถูกบันทึกไว้ เพราะผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนั้นยังคงดำเนินอยู่ และเป็นบทเรียนสำคัญที่คนร่วมสมัยรวมถึงคนรุ่นหลังจะต้องศึกษากันต่อไป

ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/1Frh8kx4V9/

ABOUT THE PHOTOGRAPHER

ฐานิส สุดโต

บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD