10 ปี SDGs ไทย เรามาไกลแค่ไหน? : ถอดบทเรียนและความท้าทายก่อนถึงเป้าหมาย 2030 กับ ดนุชา พิชยนันท์
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2015 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประชาคมโลก เมื่อประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ทั้ง 193 ประเทศ ร่วมรับรอง ‘วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030’ (2030 Agenda for Sustainable Development) ซึ่งกำหนด ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย ให้บรรลุภายในปี 2030 ในฐานะพันธสัญญาร่วมกันเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่ร่วมให้การรับรองวาระดังกล่าว โดยยึดหลักสำคัญของ SDGs คือ ‘การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เป็นแกนในการขับเคลื่อนนโยบายและการพัฒนา นับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา
ในเชิงการดำเนินงานของภาครัฐ มีหน่วยงานหลักหลายแห่งร่วมรับผิดชอบ หนึ่งในนั้นคือสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งมีบทบาทในการประสานงาน ขับเคลื่อน และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลักดันการนำ SDGs ไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโลกที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ การขาดแคลนทรัพยากร และความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ซับซ้อน จึงทำให้การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป และมีโจทย์ที่ประเทศไทยต้องปรับทิศทางการพัฒนาจำนวนมาก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินต่อบนเส้นทางของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
ในห้วงเวลาสำคัญนี้ วันโอวัน ชวนพูดคุยกับ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อทบทวนการขับเคลื่อน SDGs ของประเทศไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สำรวจข้อจำกัดและบทเรียนจากการทำงานในฐานะหน่วยงานหลักในการประสานการขับเคลื่อน รวมถึงมองไปข้างหน้าถึงความท้าทายและโจทย์สำคัญในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนถึงเส้นตายของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2030

ประเทศไทยใช้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มาครบ 10 ปีแล้ว ในฐานะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกรอบ SDGs ของประเทศไทย หากชวนทบทวนถึงนิยาม ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ คุณตีโจทย์ดังกล่าวอย่างไร
‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ หรือการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) เป็นแนวคิดการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมุ่งให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างประโยชน์แก่คนทุกกลุ่มในสังคม ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้การพัฒนาส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด กล่าวคือการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาไปสู่ผู้คนอย่างทั่วถึง
เหตุผลที่แนวคิดดังกล่าวถูกให้ความสำคัญมากขึ้นเป็นผลมาจากตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลประโยชน์ของการพัฒนาเศรษฐกิจมักกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีทุนหรือเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ เมื่อแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนถูกนำมาใช้จึงเป็นความพยายามสำคัญในการทำให้ผลลัพธ์ของการพัฒนาแผ่ขยายไปถึงคนระดับฐานรากมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราต้องคำนึงคือ ‘การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ’ ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจไม่สมเหตุสมผลถ้าเรามุ่งทำให้ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีอยู่แล้วลดระดับลงมาเพื่อให้ช่องว่างแคบลง ซึ่งแนวทางที่เป็นไปได้มากกว่าคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสของคนที่อยู่ด้านล่าง ผ่านการสร้างอาชีพ การเพิ่มรายได้ และการพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้พวกเขาสามารถขยับสถานะทางเศรษฐกิจของตนเองได้ วิธีดังกล่าวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากโจทย์ดังกล่าว เราจึงเกิดการพัฒนากลไกและมาตรการต่างๆ ขึ้นในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ ‘กลไกประชารัฐ’ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน กล่าวคือนอกจากที่รัฐจะมีหน้าที่ในการเข้าไปช่วยเหลือชุมชนแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการเสริมสร้างศักยภาพ สร้างอาชีพ และพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชุมชนร่วมกันด้วย ซึ่งในกรณีของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่ง แนวทางในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ถูกมองเพียงในมิติของกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR แบบดั้งเดิม แต่เรามองว่ากลไกเช่นนี้จะเป็นการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมในเชิงปฏิบัติ ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจร่วมกันว่าทุกภาคส่วนควรมีส่วนช่วยให้ผู้คนสามารถมีรายได้ มีอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอันเกิดจากแนวคิดนี้คือ การนำไปสู่การเกิดขึ้นขององค์กรรูปแบบใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะกิจการเพื่อสังคม (social enterprise) ซึ่งเติบโตอย่างชัดเจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือองค์กรเหล่านี้ไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไรเป็นหลัก แต่มีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาสังคมและพัฒนาชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพในชุมชน การช่วยเหลือผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วย การสนับสนุนเกษตรกรหรือการพัฒนาสินค้าและเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งบทบาทของกิจการเพื่อสังคมและองค์กรลักษณะนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสให้กับผู้ที่เคยขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทรัพยากร ความรู้ และตลาดได้มากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็ส่งผลให้ฐานรากของสังคมมีความเข้มแข็งขึ้น และคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยรวมดีขึ้นตามไปด้วย
ประเทศไทยใช้กรอบ SDGs มาครบ 10 ปีแล้ว คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) หลายด้านของประเทศไทยถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล หรือการลดระดับความยากจน อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายเป้าหมายที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาภายในหลายด้าน ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนบางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงอาจมีข้อจำกัดหรือความติดขัดอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐของไทยยังคงมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการผลักดันเป้าหมายเหล่านี้ร่วมกัน เห็นได้จากการนำหลักการ SDGs เข้าไปบูรณาการอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแผนปฏิบัติการของหน่วยงานภาครัฐแต่ละแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการจัดทำแผนงานระยะ 5 ปี และนำเป้าหมายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เพื่อให้ผลลัพธ์สามารถตอบโจทย์ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ได้
ดังนั้น หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคก็อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามกรอบ SDGs อยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี
ในมุมมองของคุณ ความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนกรอบ SDGs คืออะไร
หากมองลึกลงไปในการทำงานจริงจะพบว่าตัวชี้วัดแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นอย่างความยากจน ไม่ใช่เรื่องที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะรับผิดชอบได้เพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วนและหลายหน่วยงาน ซึ่งต้องยอมรับว่าการทำงานแบบบูรณาการข้ามหน่วยงานในระบบราชการไทยยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่พอสมควร
เนื่องจากแต่ละหน่วยงานต่างมีกระบวนการทำงานและข้อจำกัดภายในของตนเอง แม้ว่าจะมีการกำหนดหน่วยงานหลัก หน่วยงานสนับสนุน และกลไกความร่วมมือต่างๆ ไว้แล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อแต่ละหน่วยงานจัดทำโครงการหรือมาตรการของตนเองขึ้นมา บางครั้งก็อาจไม่ได้ประสานหรือเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่
นอกจากความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐแล้ว เรื่องกรอบเวลาและงบประมาณก็ถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ ตัวอย่างเช่น โครงการหนึ่งอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานถึง 7-8 แห่ง แต่ในปีงบประมาณเดียวกัน บางหน่วยงานอาจได้รับการจัดสรรงบประมาณ ขณะที่บางหน่วยงานอาจไม่ได้รับ หรือมีกรอบเวลาการดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การทำงานร่วมกันเกิดความล่าช้าหรือขาดความต่อเนื่องได้
ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านการประสานงานหรือข้อจำกัดด้านงบประมาณ สภาพัฒน์จึงต้องติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอว่า กำลังเผชิญปัญหาอะไรบ้าง ได้รับงบประมาณเพียงพอต่อการขับเคลื่อนงานหรือไม่ และมีอุปสรรคใดที่ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
การติดตามดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้เห็นภาพปัญหาร่วมกันและสามารถหาแนวทางแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายงบประมาณ รวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังต้องย้อนกลับไปพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน ว่าไทม์ไลน์การดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานมีความสอดคล้องกันมากน้อยเพียงใด เพราะหากแผนงานของแต่ละฝ่ายไม่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้น การขับเคลื่อนในภาพรวมก็อาจสะดุดได้
ในบางกรณี เราก็สามารถเข้าไปช่วยประสานหรือแก้ไขปัญหาให้หน่วยงานต่างๆ ได้ แต่บางครั้งก็มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ทันที โดยเฉพาะประเด็นด้านงบประมาณที่มีรายละเอียดอยู่มาก ส่งผลให้การดำเนินงานตามเป้าหมายหรือบางตัวชี้วัดของ SDGs อาจมีความล่าช้าอยู่บ้าง
นอกจากความท้าทายด้านการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ในมุมมองของสภาพัฒน์ยังมีความท้าทายอื่นๆ อีกหรือไม่
จากที่กล่าวไปตั้งแต่แรกว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเองก็ต้องดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างระมัดระวัง เพราะไม่สามารถเอนเอียงไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มากนัก ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลายประเด็นก็จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากต่างประเทศ ทั้งในด้านองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราสามารถเดินหน้าการทำงานในเรื่อง SDGs ได้ค่อนข้างเยอะ แม้ว่าจะยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่เรื่อง SDGs ก็เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยอยู่แล้ว ไม่มีใครปฏิเสธว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพียงแต่เมื่อผู้กำหนดนโยบายเข้ามา แต่ละรัฐบาลหรือแต่ละช่วงเวลาก็จะมีลำดับความสำคัญทางนโยบายของตัวเอง ส่งผลให้ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้การขับเคลื่อน SDGs ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือการเปลี่ยนผ่านของผู้กำหนดนโยบาย
รายงานผลการทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับชาติโดยสมัครใจ (Voluntary National Review: VNR) ปี 2025 เป็นรายงานที่แสดงผลการดำเนินการและเป็นกลไกติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศ สามารถสะท้อนว่าแต่ละปฏิบัติการมีหน่วยงานภาครัฐใดที่รับผิดชอบอยู่และมีความล่าช้าหรือไม่ จึงอาจกล่าวได้ว่ารายงานฉบับดังกล่าวเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ผู้กำหนดนโยบายหันกลับมาสนใจและติดตามการดำเนินงานในแต่ละประเด็นมากขึ้น

ตลอดการขับเคลื่อนกรอบ SDGs คุณมองว่าเครื่องมือหรือกลไกในการขับเคลื่อนใดมีประสิทธิภาพ และเครื่องมือหรือกลไกในการขับเคลื่อนใดอาจต้องปรับปรุง
สำหรับผม การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการหวังพึ่งกลไกของรัฐเพียงอย่างเดียว แทบเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะหลายครั้งที่ภาครัฐคิด อาจคิดแบบตรงไปตรงมาและใช้หลักการนั้นกับทุกเรื่อง ทุกสถานการณ์ แต่ในโลกปัจจุบัน การขับเคลื่อนต้องเป็นไปอย่างปรับแต่งตามความเหมาะสม กล่าวคือแต่ละชุมชนแต่ละสังคมย่อมต้องใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันออกไป
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการเข้าไปพัฒนาสินค้าของชุมชน เราก็ควรจะต้องเข้าใจก่อนว่าชุมชนนั้นมีศักยภาพอะไรบ้างในพื้นที่ที่จะสามารถพัฒนาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนได้ หรือว่าในชุมชนนั้นมีอะไรที่ทำอยู่แล้ว หากสินค้าที่ชุมชนมีมันได้ผล เราก็แค่เข้าไปช่วยปรับปรุงคุณภาพและดึงสินค้าเหล่านั้นเข้าไปหาตลาด เป็นต้น
ทว่า หลายครั้งเมื่อภาครัฐต้องการเข้าไปพัฒนาชุมชนมักจะทำให้ชุมชนทำสินค้าในลักษณะแบบเดียวกัน เห็นได้ชัดในช่วงที่โครงการ OTOP (หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์) เพิ่งเริ่มต้นในช่วงปี 2544 ที่พอมีชุมชนหนึ่งทำแชมพูอโลเวล่าแล้วประสบความสำเร็จ เราก็ทำแชมพูอโลเวล่ากันในหลายพื้นที่ ทั้งที่แก่นคุณค่าสำคัญของโครงการ OTOP คือการสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนที่ไม่สามารถหาจากที่อื่นได้
เพราะฉะนั้น การพัฒนาสินค้าของแต่ละชุมชนจึงต้องเน้นการปรับแต่งตามความเหมาะสมในแต่ละชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐทำได้ยาก เราจึงประสานความร่วมมือจากภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนมีความคล่องตัวมากกว่า เพราะบางชุมชนอาจต้องการเพียงกำลังคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนสะดวกในการเข้ามาช่วย
แม้บางเป้าหมายจะถือว่าไทยบรรลุแล้วในเชิงตัวเลข เช่น การลดความยากจน (SDG1) หรือการศึกษา (SDG4) แต่อาจไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่จริงของประชาชน สภาพัฒน์มองช่องว่างระหว่าง ‘ตัวเลขที่บรรลุ’ กับ ‘สิ่งที่ประชาชนรู้สึก’ อย่างไร
ในเชิงตัวเลขอาจบอกได้ว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว แต่ในเชิงคุณภาพอาจยังไม่ใช่ เพราะจริงๆ แล้วตัวชี้วัดทุกประเภทในโลกนี้ ไม่มีตัวชี้วัดไหนที่สมบูรณ์แบบ ทุกตัวชี้วัดย่อมมีข้อจำกัดหรือช่องโหว่อยู่เสมอ อย่าง GDP ที่ใช้กันทั่วโลกที่บอกว่าประเทศนี้โตร้อยละ 5 ประเทศนั้นโตร้อยละ 8 ซึ่งแม้ว่าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเติบโตในเชิงปริมาณได้ก็จริง แต่ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องการกระจายรายได้หรือความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจโดยตรง
เพราะฉะนั้น เวลาเราดูตัวชี้วัดหรือเป้าหมายต่างๆ ในการขับเคลื่อน SDGs เราไม่ควรภูมิใจกับตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองต่อไปว่าตัวเลขนั้นยังมีข้อจำกัดอะไรอยู่บ้าง เช่น เศรษฐกิจโตได้เท่านี้เพราะอะไร โครงสร้างเศรษฐกิจมีปัญหาหรือไม่ ถ้าปรับโครงสร้างแล้วจะเกิดผลอย่างไร และต้องนำตัวชี้วัดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำหรือการกระจายรายได้มาประกอบกันด้วย เพื่อหาคำตอบว่าทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตพร้อมกับกระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่ได้
หลักการเดียวกันนี้ใช้กับตัวชี้วัดด้าน SDGs เช่น เรื่องพื้นที่สีเขียว ตัวเลขที่เห็นไม่ได้หมายถึงพื้นที่ป่าทั้งหมด แต่อาจรวมถึงพื้นที่สีเขียวในเมืองด้วย เพราะกรอบตัวชี้วัดเปิดให้แต่ละประเทศกำหนดรายละเอียดการวัดเองภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน ดังนั้นทุกประเทศจึงมีข้อจำกัดของตัวชี้วัดในลักษณะคล้ายๆ กัน กล่าวคือสิ่งสำคัญคือ เราต้องดูทั้งปริมาณและคุณภาพควบคู่กัน หากดูเฉพาะตัวเลขเชิงปริมาณ เราอาจหลงดีใจกับผลลัพธ์ที่เห็น แต่เมื่อมองลึกลงไปในเชิงคุณภาพ ภาพที่ได้อาจแตกต่างออกไป
ตัวอย่างเช่น ผลการทดสอบ PISA ที่มักถูกอ้างว่าเด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ หากลองดูข้อมูลให้ละเอียดจะพบอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยคือ ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ กล่าวคือเด็กจากโรงเรียนชั้นนำหลายแห่งมีคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับนักเรียนญี่ปุ่น ขณะที่เด็กจากโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากกลับมีคะแนนต่ำกว่ามาก เมื่อนำทุกกลุ่มมาคำนวณรวมกัน ค่าเฉลี่ยของประเทศจึงออกมาไม่สูงนัก
ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นคือ ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดใดๆ ก็ตามไม่สามารถสะท้อนความจริงทั้งหมดได้ มันเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นภาพในระดับหนึ่งเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือต้องมองลึกลงไปว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน และอะไรคือสิ่งที่ตัวเลขเหล่านั้นกำลังบอกเราอยู่เบื้องหลัง
ในระยะต่อไปมีแผนปรับวิธีวัดหรือตัวชี้วัดให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้นหรือไม่
การปรับปรุงตัวชี้วัดให้ดีขึ้นนั้นทำได้เสมอ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีข้อมูลพื้นฐาน (baseline data) ที่เพียงพอรองรับด้วย ซึ่งผมมองว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือเราไม่ได้เป็นประเทศที่จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมากนัก ทำให้การทำงานเชิงนโยบายหรือการประเมินผลหลายเรื่องมีข้อจำกัด เวลาต้องการข้อมูลขึ้นมาใช้ เราต้องย้อนกลับไปดูว่ามีการเก็บข้อมูลนั้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ถ้ามีก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีก็ต้องพยายามหาข้อมูลอื่นมาใช้เป็นตัวแทนหรือ proxy แทน โดยเฉพาะข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทย ทั้งในแง่ระยะเวลาในการเข้าถึงข้อมูล ความครอบคลุมของข้อมูล และความต่อเนื่องของการจัดเก็บข้อมูล
ดังนั้น ถามว่าจะคิดตัวชี้วัดใหม่ได้ไหม คำตอบคือได้แน่นอน เราสามารถออกแบบตัวชี้วัดที่ละเอียดหรือแม่นยำกว่าเดิมได้เสมอ แต่คำถามสำคัญคือในทางปฏิบัติทำได้จริงหรือไม่ เพราะตัวชี้วัดที่ดีไม่ได้ต้องการเพียงแนวคิดที่ดีเท่านั้น แต่ต้องมีข้อมูลที่สามารถเก็บได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว มีข้อมูลย้อนหลัง หรือ time series เพียงพอที่จะทำให้เห็นแนวโน้มและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้น การคิดตัวชี้วัดขึ้นมาวันนี้แล้ววัดเพียงครั้งเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะตัวชี้วัดมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถติดตามพัฒนาการของสังคมหรือประเทศได้ในระยะยาว ซึ่งในบางกรณีเราอาจต้องลงทุนเก็บข้อมูลเพิ่มเติม แต่สำหรับตัวชี้วัดที่เป็นดัชนีเชิงประกอบ (composite index) อยู่แล้ว ก็สามารถพัฒนาต่อได้ด้วยการเพิ่มองค์ประกอบใหม่เข้าไป หากเห็นว่ายังมีมิติสำคัญที่ตกหล่น เช่น ดัชนีความก้าวหน้าของคน หรือ Human Achievement Index (HAI) ซึ่งประกอบด้วยหลายตัวชี้วัดย่อย หากพบว่ายังมีบางประเด็นที่สะท้อนได้ไม่ดีพอ ก็สามารถเพิ่มตัวแปรใหม่เข้าไปเพื่อให้ดัชนีสะท้อนความเป็นจริงได้ครบถ้วนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อีกโจทย์สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องการสื่อสารตัวชี้วัดให้คนทั่วไปเข้าใจ นักวิชาการอาจเข้าใจว่าดัชนี Gini ยิ่งเข้าใกล้ 1 ยิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำสูง และยิ่งเข้าใกล้ 0 ยิ่งสะท้อนความเท่าเทียมมากขึ้น แต่สำหรับคนทั่วไป ตัวเลข 0.335 บอกอะไรได้บ้าง? มันดีหรือไม่ดี? ปัญหาอยู่ตรงไหน? หรืออย่าง HAI ที่มีค่า 0.69 คนจำนวนมากอาจไม่เข้าใจว่าตัวเลขนี้หมายถึงอะไร และควรตีความอย่างไร
ผมจึงคิดว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การสร้างตัวชี้วัด แต่ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจด้วยว่าตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนอะไร ระดับความสำเร็จอยู่ตรงไหน และผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าพอใจหรือยัง ดังนั้น จุดสำคัญอาจไม่ใช่การเพิ่มจำนวนตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว แต่คือการวิเคราะห์ว่าตัวชี้วัดที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเรื่องใดบ้าง และต้องใช้ข้อมูลหรือเครื่องมืออะไรเพิ่มเติมเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น
ประเทศไทยที่ผ่านมามักให้ความสำคัญกับตัวเลขของตัวชี้วัดมาก แต่ให้ความสำคัญน้อยกว่าว่าตัวชี้วัดนั้นยังมีข้อจำกัดอะไร และในโลกความเป็นจริงยังมีมิติใดที่มันไม่สามารถสะท้อนได้ครบถ้วน ยกตัวอย่างเรื่องการศึกษา ตัวชี้วัดอาจบอกได้ว่าประเทศไทยมีคนจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ตัวเลขนี้ไม่ได้ตอบคือคุณภาพของการศึกษาเป็นอย่างไร เป็นต้น
สภาพัฒน์ต้องขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าต่างคนต่างทำ ด้านหนึ่งโจทย์เรื่อง ‘การบูรณาการ’ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนข้ามกระทรวง ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ที่หลายคนมองว่าการขับเคลื่อนเป้าหมายต้องเป็น ในมุมมองของคุณตีโจทย์เรื่องการบูรณาการอย่างไร
จริงๆ แล้วไม่ได้ถึงขั้นต่างคนต่างทำเสียทีเดียว ทุกฝ่ายก็ทำงานร่วมกันอยู่ เพียงแต่บางครั้งการทำงานอาจยังไม่สอดประสานกันมากเท่าที่เราอยากเห็น ในความเป็นจริง ผมมองว่าไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากอะไรมากเท่าไหร่นัก เพียงแต่ช่วงแรกต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจร่วมกันพอสมควร ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการทำงานเกี่ยวกับ OECD ซึ่งมีลักษณะการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหลายหน่วยงาน หลายภาคส่วน ขณะที่โครงสร้างระบบราชการไทยถูกออกแบบให้แยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานมาโดยตลอด
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขับเคลื่อน OECD หรือ SDGs หรือการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันข้ามหน่วยงานและข้ามประเด็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมคิดว่าหน่วยงานต่างๆ ก็เรียนรู้เรื่องนี้มาได้พอสมควรแล้ว ช่วงแรกอาจมีอาการ ‘ประสานงา’ มากกว่า ‘ประสานงาน’ อยู่บ้าง เพราะต่างฝ่ายต่างคุ้นเคยกับวิธีการทำงานของตัวเอง แต่เมื่อทำงานร่วมกันไปสักระยะ ทุกคนก็เริ่มเข้าใจบทบาทของกันและกันมากขึ้น การประสานงานจึงค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
เพราะฉะนั้น หากถามว่าในอนาคตจะยากลำบากกว่านี้หรือไม่ ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น สิ่งสำคัญคือการติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิดและช่วยกันแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างทางมากกว่า อย่างกรณี OECD ที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทุกหน่วยงานเริ่มเข้าใจรูปแบบการทำงานแล้ว ช่วงแรกหลายแห่งอาจยังไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไร ก็จะมาปรึกษากันอยู่เสมอ ผมก็มักจะบอกว่า หากคุณได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในคณะกรรมการหรือคณะทำงานชุดใดอยู่แล้ว คุณก็มีอำนาจในการเรียกประชุมและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครสั่งการทุกขั้นตอน
วิธีคิดแบบนี้เริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มตั้งแต่กระบวนการขับเคลื่อน SDGs แล้ว เพียงแต่ SDGs อาจยังไม่ได้มีความเข้มข้นมากเท่ากับ OECD เพราะสำหรับ OECD นั้น กระบวนการประเมินและการจัดทำแบบสำรวจมีรายละเอียดจำนวนมาก อีกทั้งหลายคำถามเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานพร้อมกัน ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะถูกออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะต้องการให้ทุกฝ่ายหันมาทำงานร่วมกัน
ผลที่เกิดขึ้นคือหน่วยงานต่างๆ ต้องมานั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมกันหาคำตอบมากขึ้น แม้ในระยะสั้นอาจดูเป็นภาระเพิ่มเติม แต่ในระยะยาวถือเป็นผลดี เพราะจะช่วยสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบบูรณาการให้เข้มแข็งขึ้น ผมจึงเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามประเด็น ซึ่งเคยเป็นเรื่องยากในระบบราชการไทย ก็จะค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิมในอนาคต
ในด้านหนึ่งการที่ไทยต้องปรับตัวเพื่อเข้า OECD ได้กลายเป็นแรงผลักดันของการขับเคลื่อน SDGs หรือไม่
จริงๆ แล้ว เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดของ SDGs กับ OECD ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะสุดท้ายต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาให้เกิดความครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (inclusivity) เห็นได้ชัดว่าในกรอบของ OECD เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ประสิทธิภาพของภาครัฐ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งหลายประเด็นก็สอดคล้องกับเป้าหมายของ SDGs อยู่แล้ว
ดังนั้น ในเชิงทิศทางของทั้งสองเรื่องจึงเดินไปในทางเดียวกัน เพียงแต่ความแตกต่างอยู่ที่ผลลัพธ์และแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากการยอมรับในระดับนานาชาติ สมมติว่าเราประกาศว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานตาม SDGs มากขึ้น ผู้คนก็อาจชื่นชมและยอมรับว่าเราเดินหน้าได้ดีในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่คำถามคือแล้วหลังจากนั้นจะเกิดอะไรต่อ
ในทางกลับกัน หากประเทศไทยสามารถแสดงให้เห็นว่าเราปรับตัวและดำเนินนโยบายต่างๆ จนสอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มีเพียงการได้รับคำชื่นชมเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจระหว่างประเทศด้วย กล่าวคือเมื่อประเทศหนึ่งสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล นักลงทุนก็จะมองเห็นความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความสามารถในการคาดการณ์กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน
นอกจากนี้ การยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับ OECD ยังช่วยให้การทำงานร่วมกับต่างประเทศง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดการลงทุน การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพราะทุกฝ่ายต่างใช้กรอบมาตรฐานเดียวกันในการสื่อสารและทำงานร่วมกัน ในมุมนี้ OECD จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งทางเศรษฐกิจด้วย

ในช่วงระยะเวลา 5 ปีสุดท้ายก่อนจะถึง ค.ศ. 2030 สภาพัฒน์มีแนวทางหรือมาตรการในการเร่งรัด
การขับเคลื่อน SDGs ของประเทศไทยอย่างไร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด
จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีกรอบเวลาเหลือแค่ 4-5 ปีข้างหน้าเท่านั้น ผมมองว่ามันเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพราะแม้วันหนึ่งเราจะบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้ครบแล้ว ก็ยังมีเรื่องของการรักษามาตรฐานและต่อยอดผลลัพธ์เหล่านั้นอยู่ดี
แน่นอนว่าเหลือระยะเวลาเพียง 4-5 ปีก่อนถึง ค.ศ. 2030 เราอาจต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งการประสานหน่วยงาน การสร้างความร่วมมือ และการปรับวิธีทำงานในหลายมิติ เพื่อเร่งให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจว่าการขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น SDGs หรือการปฏิรูปตามมาตรฐานสากล เป็นงานที่ทุกประเทศต้องอาศัยความต่อเนื่องทางนโยบาย หากภาครัฐยังให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ การผลักดันให้บรรลุเป้าหมายในช่วงเวลาที่เหลือก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ กล่าวคือประเด็นเหล่านี้ได้กลายเป็นแนวโน้มสำคัญของโลกไปแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศ ก็คงหลีกเลี่ยงการเดินไปในทิศทางนี้ได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโลกทุกวันนี้มีความไม่แน่นอนสูงมาก บางครั้งรัฐบาลวางแผนไว้อย่างดีว่าจะผลักดันเรื่องหนึ่ง แต่ก็อาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่นๆ เข้ามาแทรก จนทำให้การดำเนินงานต้องชะลอหรือเปลี่ยนลำดับความสำคัญไปชั่วคราว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วเองก็ไม่ได้สามารถบรรลุเป้าหมายหรือผ่านตัวชี้วัดทุกตัวได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในหลายด้านเหมือนปัจจุบัน รวมทั้งภาครัฐยังต้องเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความต่อเนื่องทางนโยบายในทุกสถานการณ์ด้วย
หาก SDGs สิ้นสุดลง กรอบการพัฒนาภายหลัง ค.ศ. 2030 ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือตัวชี้วัดที่ดีกว่า SDG ควรเป็นอย่างไร
ตัวชี้วัดของเป้าหมาย SDGs ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นกรอบกลางที่นานาชาติร่วมกันกำหนดขึ้นมา แต่วิธีการวัด แต่ละตัวชี้วัดเพื่อไปตอบเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่เราออกแบบเอง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าช่วงเวลานี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะหันกลับมาดูและพัฒนาตัวชี้วัดใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ด้วย
หากถามผมว่า หน้าตาของกรอบการพัฒนาภายหลังจาก ค.ศ. 2030 ควรมีหน้าตาอย่างไร ผมเชื่อว่า SDGs ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป เพราะประเทศไทยยังต้องมีเรื่องให้ขับเคลื่อนอีกมาก โดยเฉพาะคำมั่นสัญญาของไทยกับนานาชาติ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องถูกขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เราอาจต้องหันกลับมามองยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนว่าเราจะเดินไปสู่เป้าหมายเหล่านั้นอย่างไร โดยไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากเกินไป ซึ่งเป็นโจทย์ด้านยุทธศาสตร์ที่ต้องอาศัยความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืน
หากมองไปข้างหน้า ผมคิดว่าเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) เท่านั้น แต่ต้องสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง (resiliency) ควบคู่กันไปด้วย เพราะหากความสามารถในการแข่งขันตั้งอยู่บนฐานที่เปราะบางอาจกลายเป็นปัญหาเมื่อมีเหตุการณ์อะไรมากระทบ
ดังนั้น การสร้าง resiliency จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่รวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย สังคมไทยจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งและมีความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงร่วมกันมากขึ้น เพราะปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับความเปราะบางอยู่พอสมควร
หากประเทศไทยสามารถยกระดับทั้งความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของประเทศไปพร้อมกันได้ ประเทศก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้น เมื่อเผชิญวิกฤตหรือแรงกระทบจากภายนอกก็จะสามารถรับมือได้ดีขึ้น โดยไม่เกิดความเสียหายรุนแรงจนกระทบต่อคนส่วนใหญ่หรือภาคธุรกิจในวงกว้าง กล่าวคือแม้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบ แต่ความสามารถเหล่านี้จะกลายเป็นกลไกที่ช่วยชะลอหรือบรรเทาผลกระทบได้ที่เป็นระบบ ทำให้ภาครัฐมีเวลาในการบริหารจัดการและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
ขณะนี้อยู่ในช่วงการจัดทำและเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ทางสภาพัฒน์มี ‘ธง’ หรือทิศทางเบื้องต้นอย่างไรบ้างที่จะทำให้แผนนี้จะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนชุดใหม่เหล่านี้ได้
สำหรับการกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศนั้น ต้องยอมรับก่อนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพยายามในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 แต่ก็ทำได้ไม่มากนัก ซึ่งผมเชื่อว่าช่วงเวลานี้เป็นอีกจังหวะที่ดีเหมือนกัน เพราะบริบทไทยและโลกเร่งตัวมากขึ้นจนทำให้ทุกคนตระหนักมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านของประเทศ
ดังนั้น ทิศทางสำคัญของการวางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กลับมา แต่ไม่ใช่การเติบโตแบบเดิมที่เน้นเพียงตัวเลข GDP เท่านั้น หากต้องเป็นการเติบโตที่กระจายผลประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงและสร้างความยั่งยืนในระยะยาวไปพร้อมกัน
ในเบื้องต้น ผมคิดว่าจุดเน้นของแผนจะอยู่บนประเด็นสำคัญประมาณ 4-5 เรื่อง ประกอบด้วย
ประเด็นแรกคือ ‘เศรษฐกิจ’ โดยเมื่อพูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่ใช่การพูดกว้างๆ ว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างไร หากต้องลงลึกไปถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศควรส่งเสริมและต่อยอดอย่างจริงจัง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของไทย หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
แน่นอนว่าไทยอาจไม่ได้แข่งขันในระดับการผลิตชิปขั้นสูงที่สุดของโลก แต่เราควรมีฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ชิป และเซ็นเซอร์บางประเภทที่สามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมภายในประเทศได้ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากยุคโลกาภิวัตน์ไปสู่ยุคที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานของตนเองมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะความมั่นคงทางทหาร แต่รวมถึงความมั่นคงด้านการผลิตด้วย ปัจจัยการผลิตสำคัญหลายอย่างจึงมีแนวโน้มถูกดึงกลับไปยังประเทศต้นทางมากขึ้น
ประเทศไทยจึงต้องใช้จังหวะของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สร้างฐานการผลิตที่สำคัญของตนเองขึ้นมา พร้อมกับทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้น
ประเด็นที่สองคือ ‘การปรับโครงสร้างภาครัฐ’ ซึ่งต้องดำเนินควบคู่กันไป ภาครัฐจำเป็นต้องมีขนาดและบทบาทที่เหมาะสมมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา แต่การปฏิรูปกฎระเบียบต้องทำเพื่อสนับสนุนภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และประชาชนให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นที่สามคือ ‘สิ่งแวดล้อม’ ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น
ประเด็นที่สี่คือ ‘การพัฒนาทุนมนุษย์’ ซึ่งไม่ใช่เพียงการปฏิรูปการศึกษาในความหมายเดิม แต่ต้องมุ่งสร้างกำลังคนที่สอดคล้องกับความต้องการและสามารถทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ เพราะช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีผลิตภาพแรงงานยังอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอต่อการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว
และประเด็นสุดท้ายคือ ‘นวัตกรรมและงานวิจัย’ ซึ่งต้องเปลี่ยนจากการทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนั้น งานวิจัยควรเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงสนับสนุนการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world
Make SDGs Matter Making SDGs Matter SDGs การพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาอย่างยั่งยืน ดนุชา พิชยนันท์ ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒน์ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการ SDG Move
เรื่อง: ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา
กองบรรณาธิการ The101.World - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากภาคการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจภาพยนตร์ไทย ญี่ปุ่น และการเมืองไทยร่วมสมัย เป็นคนชอบฝันที่ใฝ่ฝันอยากเห็นและทำหลายอย่างในชีวิต
ภาพถ่าย: ธีรพัฒน์ แก้วชำนาญ
จบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชอบการถ่ายภาพบุคคล สนใจประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม เป็นคนตัวเล็ก เล่นบาสได้หน่อย จุดมุ่งหมายอยากมีรูปถ่ายซักใบที่เห็นแล้วรู้สึกว้าว