ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงกว่า 100 จุด ส่งสัญญาณวอลล์สตรีทปรับตัวลงคืนนี้
ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 100 จุดในวันนี้ โดยถูกกดดันจากการดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ณ เวลา 20.10 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 122 จุด หรือ 0.24% สู่ระดับ 51,751 จุด
ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ยืนยันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะทำพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย (Opening Bell) ที่ NYSE ในวันนี้ (24 ก.ย.)
ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ NYSE มีข้อความระบุว่า Today on NYSE Live | Thailand PM Anutin Charnvirakul Rings Opening Bell as NYSE Recognizes UNGA หรือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย จะเป็นผู้ลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย ขณะที่ NYSE ให้ความสำคัญกับการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA)
พิธีลั่นระฆังดังกล่าวจะมีขึ้นในเวลา 09.26 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเวลา 20.26 น.ตามเวลาไทย ก่อนที่ตลาดจะเริ่มทำการซื้อขายในเวลา 09.30 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย
นายอนุทินนับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของไทยที่ได้รับเกียรติทำพิธีลั่นระฆังที่ NYSE
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยที่ทำพิธีลั่นระฆังที่ NYSE โดยเป็นการลั่นระฆังปิดตลาด (Closing Bell) ในวันที่ 23 กันยายน 2552 ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน ลั่นระฆังเปิดตลาด (Opening Bell) ในวันที่ 22 กันยายน 2566
การทำพิธีลั่นระฆังที่ NYSE ทั้งสามครั้งของนายกรัฐมนตรีไทยต่างเกิดขึ้นในช่วงการเดินทางมายังกรุงนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA เช่นเดียวกัน
นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ หลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดกล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 55.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 41.7% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย.ตามการคาดการณ์ของตลาด
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนก.ค.2566 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 6 ครั้ง รวม 1.75%
รายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ดีดตัวทะลุระดับ 93 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันนี้ และราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี
นายไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวในวันนี้ว่า เขาคาดว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเรา และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
ยิ่งไปกว่านั้น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ ขณะที่ความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานลดลงแล้ว นายบาร์กล่าว และเสริมว่า ในกรณีพื้นฐานที่ผมคาดการณ์ไว้ มีแนวโน้มว่าเราจำเป็นต้องปรับนโยบายเพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เราต้องการสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจ้างงานเต็มศักยภาพและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายดังกล่าว
นายบาร์กล่าวถึงการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเป็นการดำเนินการที่สำคัญสำหรับนโยบายการเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมในการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
นายบาร์กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าว ขณะที่เอสแอนด์พี โกลบอล รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.4 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 62 เดือน จากระดับ 56.0 ในเดือนส.ค. ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านราคาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2565
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ