แก่งกระจานน้ำล้น 102% เตรียมแผนรับฝนหนัก เปิด 3 ส่วนเยียวยาน้ำท่วม
สทนช.จับตาเขื่อนแก่งกระจาน ความจุ 102% น้ำผ่านทางระบายน้ำล้น เตรียมแผนเผชิญเหตุหากฝนหนัก ขณะที่ ปภ.แจงสิทธิช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งเงินทดรองราชการ เงินเยียวยาตามมติ ครม. และประกันภัยพิบัติ
3 ตุลาคม 2569 - เมื่อเวลา 10.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์แถลงข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัยแถลงสถานการณ์ประจำวัน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า สถานการณ์ลุ่มน้ำเพชรบุรี ขณะนี้เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 102% ของความจุ และมีน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้น หรือสปิลเวย์แล้ว โดยมีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า จากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา จ.เพชรบุรี อาจมีฝนตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตร รัฐบาลจึงได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีให้จัดเตรียมฉากทัศน์กรณีมีฝนตกหนักเหนือเขื่อนแก่งกระจาน และอาจจำเป็นต้องระบายน้ำในอัตราสูงสุด 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประสานจัดทำแผนเผชิญเหตุแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้มีความเสี่ยงจากน้ำล้นเขื่อน
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงลดลงต่อเนื่องวันละ 200-300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เช่นเดียวกับแม่น้ำน่านและแม่น้ำสะแกกรัง อย่างไรก็ตาม ยังคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนลดลง
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีขีดความสามารถรองรับน้ำได้ โดยในช่วงที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักระหว่างวันที่ 4-7 ตุลาคม และ 11-14 ตุลาคม ยังมีช่องว่างในการบริหารจัดการน้ำ ขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไม่มีความจำเป็นต้องระบายน้ำจำนวนมากออกจากทั้งสองเขื่อน
ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 111% ของความจุ แต่เป็นการเก็บน้ำเกินความจุชั่วคราว หรือการหน่วงน้ำ ซึ่งเคยดำเนินการในปี 2565 โดยล่าสุดปริมาณน้ำไหลเข้าและปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนอยู่ในระดับสมดุลกัน
ด้านสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกมีแนวโน้มลดลง แต่ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ตอนล่าง เช่น อ.องครักษ์ จ.นครนายก อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี อ.บางน้ำเปรี้ยว และพื้นที่อีก 3-4 อำเภอใน จ.ฉะเชิงเทรา เนื่องจากคลองสียัดซึ่งรับน้ำฝั่งตะวันออกของ จ.ฉะเชิงเทรา มีน้ำล้นออกมาด้วย รวมทั้งต้องเฝ้าระวัง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และพื้นที่รอยต่อ จ.สระแก้ว หากมีฝนตกเพิ่มขึ้น
ขณะที่ น.ส.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ชี้แจงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนแรก เป็นเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดและกรุงเทพมหานคร สำหรับผู้ประสบภัยที่เข้าเงื่อนไขตามระเบียบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เช่น บ้านพัง เครื่องมือประกอบอาชีพเสียหาย และการเสียชีวิต โดยกรณีบ้านพังได้รับเงินช่วยเหลือ 88,600 บาท และกรณีเสียชีวิตได้รับ 35,700 บาท
ส่วนที่ 2 เป็นเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 กันยายน 2569 ซึ่งขยายพื้นที่ช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 24 จังหวัด โดยกรณีบ้านพักอาศัยเสียหายได้รับ 9,000 บาท บ้านถูกน้ำล้อมได้รับ 5,000 บาท และกรณีเสียชีวิต รัฐบาลเยียวยาญาติและครอบครัวผู้เสียชีวิตศพละ 2 ล้านบาท
ส่วนที่ 3 เป็นระบบประกันภัยพิบัติและค่าสินไหมทดแทน มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 โดยกรณีที่อยู่อาศัยคุ้มครองวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังต่อภัย และสามารถขอชดเชยความเสียหายเพิ่มเติมได้ไม่เกิน 90,000 บาท หากมีหลักฐานประกอบตามเงื่อนไข ส่วนกรณีน้ำล้อมจะได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท และสามารถได้รับเพิ่มเติมไม่เกิน 95,000 บาท
ด้านการคุ้มครองชีวิตและร่างกาย ประชาชนไทยที่มีเลขประจำตัวประชาชน กรณีเสียชีวิตได้รับค่าชดเชยรายละ 2 ล้านบาท และกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรได้รับค่าชดเชย 200,000 บาทต่อคน
สำหรับการแจ้งเคลมประกันภัยพิบัติ สามารถดำเนินการได้ 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ www.thainatcat.org, LINE OA “@ThaiNATCAT”, ThaiNATCAT Call Center โทร. 02-012-5555 และจุดรับแจ้งเคลมในพื้นที่ โดยสามารถยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID และเมื่อเอกสารครบถ้วน เงินค่าสินไหมจะโอนผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก คาดว่าจะโอนภายใน 15 วันหลังบริษัทประกันได้รับข้อมูลครบถ้วน
ปภ.ยังเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพส่ง SMS แอบอ้างการลงทะเบียนรับความช่วยเหลือ โดยยืนยันว่า SMS ของระบบประกันและ ปภ.จะไม่มีการแนบลิงก์ ขอเลขบัญชีธนาคาร หรือให้ส่งสลิปโอนเงินเพื่อแลกกับการเร่งช่วยเหลือ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามสายด่วนนิรภัย 1784