เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (13) ตื่นหรือหลับบังคับได้

คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (13) ตื่นหรือหลับบังคับได้

บทความโดย : Lordofwar Nick www.marumura.com

สวัสดีครับท่านผู้อ่านใน “ทิพยอำนาจ” นั้น มีเนื้อหาอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งทีแรกอ่านแล้วก็ไม่สะกิดใจอะไร แต่พออ่านๆ ไป เจอส่วนที่คิดว่า น่าจะมีประโยชน์มากกับคนสมัยนี้ จึงอยากจะขอเอามานำเสนอตรงนี้นะครับ


วิธีสร้างทิพยอำนาจ บุพเพนิวาสานุสสติ ระลึกชาติก่อนได้

ทิพยอำนาจข้อนี้ หมายถึงความสามารถในการนึกทวนคืนไปในเบื้องหลัง เพื่อสืบสาวเรื่องราวของตนเองที่เป็นมาแล้วในอดีตกาลนานไกล สามารถรู้ได้ว่าตนเองเคยเกิดเป็นอะไรมาแล้วบ้าง อย่างถ้วนถี่ในสาระสำคัญของชีวิต เช่น กำเนิดอะไร มีชื่อและสกุลว่ากระไร มีผิวพรรณอย่างไร มีอาหารอย่างไร เสวยสุขทุกข์อย่างไร อยู่ ณ ที่ไหน มีกำหนดอายุเท่าไร ตายจากนั้นแล้วเกิดเป็นอะไรต่อมา ฯลฯ ดังนี้ สามารถในการนึกทวนคืนเบื้องหลังนี้ ย่อมเป็นไปตามสมควรแก่กำลังของญาณ อันเนื่องด้วยวาสนาบารมี ตั้งแต่ ๑ ชาติไปถึง ๑๐๐-๑,๐๐๐-๑๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ชาติ จนถึงจำนวนหลายอสงไขยกัป.

(ย่อ)

ความสำคัญของทิพยอำนาจข้อนี้ อยู่ที่ตัว อนุสสติ คือความนึกลำดับเหตุการณ์ของชีวิตอย่างละเอียดลออ สติธรรมดาสามารถนึกทวนเหตุการณ์ในเบื้องหลังของชีวิต และทำการควบคุมกิริยาการของชีวิตมิให้พลั้งพลาดได้เพียงในปัจจุบันเท่านั้น ถึงกระนั้นก็มิได้เป็นอย่างละเอียดลออ ผู้มีการอบรมสติดีจึงจะสามารถนึกทวนเหตุการณ์ของชีวิตได้ละเอียด ทั้งสามารถควบคุมชีวิตในปัจจุบันได้ดีด้วย สติที่สามารถดังว่านี้ ท่านเรียกว่า สติเนปักกะ เป็นสติที่สามารถรักษาตัวให้ปลอดภัยหรือปราศจากความผิดพลาดได้ดี จัดเป็นคุณธรรมอันหนึ่ง ซึ่งทำให้ได้ที่พึ่งหรือเป็นตัวที่พึ่งทีเดียว ทั้งในด้านการครองชีพ ทั้งในด้านการประพฤติศีลธรรม ส่วนสติที่มิได้รับการอบรมดีจะไม่สามารถนึกทวนเหตุการณ์ของชีวิตได้ละเอียดลออ และหย่อนความสามารถในการควบคุมชีวิตมิให้ผิดพลาดด้วย สิ่งที่ทำคำที่พูดแล้วแม้เพียงล่วงมาปีสองปีก็ลืมเลือนเสียแล้ว เช่นนี้เป็นสติที่มิได้รับการอบรม ส่วนสติที่ได้รับการอบรมจะสามารถนึกได้ ถึงสิ่งที่คิดกิจที่ทำคำที่พูดแล้ว แม้ล่วงมาตั้งนานปีดีดักก็ไม่ลืมเลือน บางคนนึกได้ดีจนถึงความเป็นไปในวัยเด็กอ่อนเพียง ๓ – ๔ ขวบความสามารถเช่นนี้มีได้น้อยคน.


ครับ ความสามารถในการนึกย้อนความทรงจำ จริงๆ ก็เป็น “อินดิเคเตอร์” วัด “ระดับความมีสติ” ได้นะครับ ผมมักทดสอบสติของลูกๆ ด้วยคำถามที่ง่ายที่สุดคือ…”ตอนกลางวันกินข้าวกับอะไร”

ถ้าแค่กลางวันนี่เองยังนึกนาน แสดงว่าขณะกินข้าวอยู่ สติไม่ได้รับรู้กับการกินจริงๆ ย่อมเป็นเพราะไปสนใจเรื่อยเจื้อยกับเรื่องอื่น เช่นเล่นเกมเล่นมือถือมากไป

ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่มีมือถือและอินเตอร์เน็ตเป็น “เครื่องปรนเปรอความบันเทิง” พร้อมกับ “สร้างความทุกข์กังวล” ตลอดเวลา หากไม่รู้เท่าทันจิตก็ไหลไปกับอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ มากมายจนไม่มีสติอยู่กับตัว พอสติบกพร่อง สมาธิก็บกพร่อง ปัญญาจะเข้าใจอะไรก็บกพร่องตามไปด้วย บางทีเวลาผมดูพวกคลิปวิดีโอสอง BJJ ตอนค่ำนี่ ถึงกับต้องปิดมือถือไปเลย ไม่งั้นจิตมันจะซัดส่าย คอยหยิบแต่มือถือมาอ่านไลน์อ่านข่าว สภาพแวดล้อมที่มีแต่ความบันเทิงและเรื่องโลกๆ พรรค์นี้เป็นอุปสรรคต่อการฝึกจิต ผมเริ่มไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมพระนักปฏิบัติถึงต้องเดินธุดงค์ไป ปลีกตัวให้ไกลจากสังคม

ลองนึกถึงนิทานเซนเรื่อง “วางร่มไว้ตรงไหน” ด้วยนะครับ


ทีนี้จะได้กล่าวถึงเหตุผลของการระลึกชาติได้อีกที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การระลึกชาติได้นั้น ความสำคัญอยู่ที่ อนุสสติ คือความนึกลำดับ หรือความสำนึกได้ ซึ่งได้มีติดต่อกันในทุกขณะของจิตทั้ง ๓ เขต (คือ จิตในสำนึกเป็นจิตในขณะมีความสำนึกรู้สึกตัวเต็มที่ อย่างในปกติเวลาตื่นอยู่ จิตกึ่งสำนึกได้แก่จิตในขณะครึ่งหลับครึ่งตื่น ส่วนจิตนอกสำนึกหมายถึงจิตในขณะหลับสนิทซึ่งปราศจากสำนึกรู้สึกตัว) ดังปราชญ์ปัจจุบันแบ่งไว้ที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าทำได้ตามนั้นจะเกิดผลดีหลายประการ.

(๑.) ทำให้มีสติ เป็นสติรักษาตัวอย่างเยี่ยม
(๒.) ทำให้มีอิทธิพล สามารถบังคับความหลับและความตื่นได้
(๓.) ทำให้สามารถรู้อะไรๆ ได้ดีเป็นพิเศษ

ความหลับหรือความปราศจากสติอันเป็นปฏิปักษ์กับความตื่นตัว ความสำนึกตัวนั้นมี ๒ ประเภท คือ

(๑.) ความหลับโดยธรรมดา ซึ่งได้แก่การพักผ่อนหลับนอนเพื่อบรรเทาความมึนเมื่อยของกายประเภทหนึ่ง กับ
(๒.) ความหลับใหลด้วยอำนาจกิเลส ซึ่งได้แก่ความประมาทมัวเมา ไม่สำนึกตัว ปล่อยตนไปตามอารมณ์ระเริงไปตามเรื่องจนลืมตนลืมตัวประเภทหนึ่ง.

ความหลับประเภทแรก เป็นสิ่งจำเป็นของชีวิตทุกชีวิต แม้แต่พระอรหันต์ก็จำต้องพักผ่อนกายในการนอนหลับเหมือนกัน ถ้าหลับมากเกินไปก็ให้โทษทำให้ชีวิตเป็นหมัน ถ้าหลับน้อยเกินไปก็ให้โทษทำให้ร่างกายอิดโรยมึนเมื่อยอ่อนแอ ไม่สามารถในการงานทั้งทางกายและทางใจ ถ้าหลับพอดีย่อมบรรเทาความมึนเมื่อยของร่างกายได้ ทำให้ร่างกายมีกำลังสามารถในการงานทั้งทางกายและทางใจ ผู้ทำงานหนักต้องหลับถึง ๘ ชั่วโมงจึงจะพอดี ผู้ทำงานเบาหลับเพียง ๔ – ๖ ชั่วโมงก็พอ ความหลับถึงแม้จะจำเป็นแก่ชีวิตและให้คุณในเมื่อประกอบพอดีก็ตาม ปราชญ์ทางจิตศาสตร์ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง กั้นกางมิให้เกิดความรู้กระจ่างแจ้งทางจิตใจขึ้นได้ จึงหาหนทางเอาชนะให้ได้ วิธีเอาชนะความหลับนั้นมีหลายวิธี ดังต่อไปนี้

๑. เอาสติกำหนดจดจ่อที่จุดหลับ คือซอกคอใต้ลูกกระเดือก ผ่อนสติให้อ่อนลงๆ พอมีอาการเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับ พึงรวมกำลังสติแล้วเลื่อนขึ้นไปกำหนดจดจ่อที่จุดตื่น คือตรงหน้าผากเหนือหว่างคิ้วเล็กน้อยจะรู้สึกหายง่วงทันที พอจิตใจแจ่มใสหายง่วงแล้วพึงกำหนดที่จุดหลับอีกครั้นจะหลับพึงเลื่อนขึ้นไปกำหนดที่จุดตื่นอีก ทำอย่างนี้วันละหลายๆ เที่ยว ก็จะเกิดอิทธิพลในการบังคับความหลับและความตื่นของตนได้ตามต้องการ ทีนี้เวลาจะหลับจริงๆ ต้องทำสติกำหนดเวลาตื่นให้แน่นอนไว้ แล้วเอาสติกำหนดจดจ่อตรงจุดหลับ บังคับด้วยใจว่าจงหลับ แล้วทำสติตามจิตไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหลับไป ก็จะหลับอย่างมีสติรู้ทันในขณะจะหลับ เมื่อชำนาญดีก็จะรู้ทันในขณะหลับ และจะรู้ทันในขณะตื่น ทั้งตื่นตรงเวลาที่กำหนดไว้ด้วย เป็นอันได้ฝึกทั้งสติทั้งในขณะตื่นอยู่ ทั้งในขณะกำลังจะหลับ ทั้งในขณะหลับ เมื่อฝึกชำนาญมีสติทันทั้ง ๓ ขณะนั้นแล้วชื่อว่ามีสติติดต่อตามกำกับจิตทุกขณะให้อยู่ในระเบียบอันดี.

๒. หรือฝึกสติตามหลักสติปัฏฐาน ดังกล่าวแล้วในบทที่ ๔ จนมีสติติดต่อสืบเนื่องกัน ทันความเคลื่อนไหวของกาย, ความรู้สึกสุขทุกข์เฉยๆ, จิตที่แปรลักษณะไปตามสิ่งสัมปยุตต์, และเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นๆ ตามความจริง สตินั้นก็จะมีกำลังใหญ่เป็นมหาสติ สามารถควบคุมความเป็นไปของกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในระเบียบ และให้จิตใจเกิดคุณลักษณะดีเด่นยิ่งขึ้นจนถึงดีที่สุด หลุดพ้นจากความเป็นทาสของทุกสิ่ง ถึงความเป็นอิสระที่สุดในอวสาน ถ้าฝึกสติได้ดีตามหลักนี้แล้ว จะประสพผลสำเร็จในทางทิพยอำนาจทุกประการ.

๓. หรือฝึกสติตามหลักอนุสสติ ๑๐ ประการ มีพุทธานุสสติ เป็นต้น ดังกล่าวไว้ในบทที่ ๓ นั้นประการใดประการหนึ่ง หรือหลายประการตามแต่จะเลือกใช้อันใด ฝึกสติให้ต่อเนื่องด้วยอาศัยนึกถึงสิ่งที่จะปลุกเตือนจิตใจให้สำนึกตัวเป็นเบื้องต้นก่อน เมื่อจิตใจเกิดสำนึกตัวแล้ว ดำรงอยู่ในความสงบเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นจิตใจสะอาดแจ่มใส ชื่อว่าได้ผลในการฝึกสติตามแบบนี้ ต่อนั้นพึงอาศัยจิตใจอันบริสุทธิ์นั้นเจริญทิพยอำนาจ หรือเจริญวิปัสสนาญาณตามจิตใจประสงค์ ก็จะสำเร็จประสงค์นั้นทุกประการ.
เมื่อปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวมานี้ รับรองได้ว่าสามารถเอาชนะความหลับได้แน่นอน จะเกิดมีอิทธิพลเหนือความหลับ จะให้หลับเวลาใดก็ได้ ไม่ให้หลับเลยก็ได้ แม้จะรู้สึกง่วงแสนง่วงถ้าตั้งใจจะไม่หลับแล้วความง่วงจะวิ่งหนีทันที และในขณะเดียวกันกับที่ฝึกสติเพื่อเอาชนะความหลับประเภทธรรมดานี้ ก็เป็นอันได้เอาชนะความหลับประเภทที่ ๒ ไปในตัวด้วย ความประมาทซึ่งเป็นความหลับภายในกินลึกถึงใจนั้น จะถูกกำจัดออกไปจากจิตใจ จิตใจจะเกิดสำนึกตัว ทำสิ่งควรทำ พูดคำควรพูด คิดเรื่องควรคิด บังคับจิตใจให้อยู่ในระเบียบวินัยอันดี ไม่มีการปล่อยตนไปตามอารมณ์สุดแต่ใคร่ จะรู้จักพิจารณาหน้าหลังยั้งคิดความผิดพลาดใหญ่หลวงในชีวิต ก็จะมีขึ้นไม่ได้ด้วยอำนาจสติคุ้มครอง.


ผมเองยังไม่เคยลองการเพ่งจิตที่ใต้ลูกกระเดือกนะครับ แต่การเพ่งจิตที่หว่างคิ้วนี่ ถ้าทำสมาธิกำหนดรู้ลมหายใจไม่ว่าจะนั่งหรือนอน พอถึงจุดหนึ่ง จิตมันจะโน้มนำมาเพ่งจุดนั้นของมันเอง แต่ทำแล้วก็คลาย คลายแล้วก็หลับไปเองได้


จิตใจที่สติ อนุสสติคุ้มครองแล้วด้วยดี จักเป็นจิตใจผ่องใสบริสุทธิ์สะอาด มีพละอำนาจเข้มแข็งมีเอกภาพสมบูรณ์ เป็นจิตใจในระดับสูงพ้นจากภาวะต่ำต้อย เมื่อต้องการนึกลำดับถึงเหตุการณ์ของชีวิตที่ล่วงมาแล้ว ก็จะนึกเห็นได้ตลอดทุกระยะทุกตอนของชีวิต เหมือนบุคคลปีนขึ้นไปอยู่บนที่สูง สามารถมองดูได้ไกล แลเห็นอะไรๆ ในที่ต่ำได้ดีฉะนั้น จิตใจอันสมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะดังกล่าวนี้แหละสามารถสร้างอนุสสติญาณ ระลึกรู้จักความเป็นมาของตนในอดีตหลายร้อยหลายพันชาติได้ ในเมื่อจำนงจะสร้างขึ้น ซึ่งมีวิธีการโดยเฉพาะดังจะได้แสดงต่อไปข้างหน้านี้.

เหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต จะประทับภาพพิมพ์ไว้ที่ดวงใจนั้นเอง ในระยะแรกๆ ภาพนั้นจะโผล่ขึ้นในความรู้สึกให้นึกถึงอยู่เนืองๆ ครั้นล่วงกาลมานานภาพเหตุการณ์นั้นๆ ก็ค่อยจางไปจากความรู้สึกนึกเห็น แต่ไปสถิตมั่นอยู่ในดวงจิต เมื่อมีอะไรมาสะกิดก็จะนึกเห็นขึ้นมาได้ใหม่อีก นี้เป็นเรื่องในภายในชีวิตปัจจุบัน ทีนี้เราลองทำความเชื่อต่อไปอีกว่าจิตใจเป็นธรรมชาติไม่รู้จักตาย ได้ผ่านการเกิดการตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เหตุการณ์ที่เขาได้ผ่านพบมาในชีวิตนั้นๆ ก็ย่อมประทับเป็นภาพพิมพ์อยู่ที่จิตใจนั้นเอง ถ้ามีอะไรมาสะกิดให้นึกขึ้นได้ ก็จะสามารถนึกเห็นเหตุการณ์ของชีวิตในชาติก่อนๆ นั้น เช่นเดียวกับในชาติปัจจุบัน การที่คนโดยมากนึกถึงเหตุการณ์แห่งชีวิตในชาติก่อนไม่ได้ก็เพราะถูกชาติปัจจุบันปกปิดไว้ คือในระหว่างปฏิสนธิในครรภ์มารดาเท่ากับเข้าไปอยู่ในที่คับแคบมืดทึบเป็นเวลานานถึง ๑๐ เดือน หรืออย่างน้อยก็ราว ๗ – ๘ เดือน ครั้นคลอดออกมาก็ต้องอยู่ในอัตภาพที่อ่อนแอขาดความสามารถในการนึกคิดเป็นเวลาหลายปี เมื่อเป็นเช่นนี้จึงลืมเหตุการณ์ที่ตนผ่านมาในชีวิตก่อนๆ เสีย อัตภาพซึ่งเป็นที่อาศัยของจิตใจนี้เป็นสิ่งหยาบ มืดทึบ ไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะใช้นึกถึงเหตุการณ์ย้อนหลังไปไกลๆ ได้ความบังเกิดของอัตภาพ พร้อมกับความคิดนึกรู้สึกอันสัมปยุตต์ในอัตภาพนั้นแหละเรียกว่าชาติเป็นตัวปิดบังความรู้ระลึกชาติหนหลัง หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า ปฏิสนธิปิดบังความรู้ระลึกชาติหนหลังได้ ถ้าสามารถทำสติให้ทะลุปฏิสนธิไปได้เมื่อไรเป็นระลึกชาติได้เมื่อนั้น ฉะนั้นจุดโจมตีสิ่งกั้นกางมิให้ระลึกชาติได้ ก็คือปฏิสนธิ.


สิ่งต่างๆ ที่มัน “ผ่านหูผ่านตา” (จริงๆ ผ่านจมูกผ่านลิ้นผ่านกายสัมผัสผ่านธรรมารมณ์ด้วย) จะขณะรู้ตัวเต็มที่ก็ดี ไม่ค่อยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดี จิตวิทยาสมัยใหม่เขาจะบอกว่า ล้วนถูกบันทึกไว้ใน “จิตใต้สำนึก” และไอ้สิ่งที่ถูกบันทึกนี้แหละ ที่เราบางทีไม่รู้ ไม่เท่าทันมัน จนมันทำให้เราป่วยทางจิต มีบุคลิกภาพหรือมีพฤติกรรมนิสัยต่างๆ ที่ไม่ดี ถ้าเหตุแห่งการป่วยทางจิตหรือนิสัยพฤติกรรมที่ไม่ดี มันมาจากสิ่งทั้งหลายที่ถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกดังว่า วิธีจะแก้มันก็คือ ต้องดำดิ่งลงไป (dive into) ยังที่เก็บความทรงจำที่ถูกบันทึกไว้ เพื่อรับรู้การมีอยู่ของมัน เผชิญหน้ากับมัน และก้าวข้ามมันด้วยจิตใจที่มั่นคง ปัญญาที่ไม่หวั่นไหว สิ

สำคัญเราต้องรู้ว่า สิ่งที่บันทึกไว้ อะไรหยิบมาใช้ประโยชน์ได้ อะไรที่ควรปล่อยผ่านโยนมันทิ้งไป คิดสิ่งที่ควรคิด แล้วเราจะเป็นคนที่พูดสิ่งที่ควรพูด ทำสิ่งที่ควรทำ มันจะเป็นการช่วยเหลือทั้งตัวเองและสังคมด้วย ทุกวันนี้สังคมเดือดร้อนวุ่นวายเพราะคนเรา คิดสิ่งที่ไม่ควรคิด พูดสิ่งที่ไม่ควรพูด ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ในทางกลับกันก็ ไม่คิดสิ่งที่ควรคิด ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด ไม่ทำสิ่งที่ควรทำ
นั่นแหละครับ


เมื่อได้ทราบจุดโจมตีในการฝึกเพื่อระลึกชาติได้เช่นนี้แล้ว ควรทราบวิธีโจมตีต่อไป ท่านให้คำแนะนำแก่ผู้ฝึกเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ไว้ว่า

๑. พึงฝึกสติอบรมจิตใจตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้ว ด้วยอาศัยอิทธิบาทภาวนา ๔ ประการจนได้สมาธิตามลำดับชั้น ถึงฌานที่ ๔ เป็นอย่างน้อย พึงให้ชำนาญในฌานอย่างดีดังกล่าวไว้ในบทที่ ๒ จนมีเจโตวสี คือมีอำนาจทางใจเพียงพอ มีใจบริสุทธิ์สะอาดนิ่มนวลเหนียวแน่น ไม่เปลี่ยนแปลงไปง่าย ควรแก่การทำความนึกทวนลำดับเหตุการณ์ได้ตั้งนานๆ หลายชั่วโมง.

๒. เข้าสู่ที่สงัดซึ่งเป็นที่อากาศโปร่ง ปลอดภัย ตนมีอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่ถูกรบกวนในระหว่าง นั่งในท่าที่สบายที่นั่งได้ทนตามแบบดังกล่าวไว้ในบทที่ ๒ แล้วทำความสงบใจถึงระดับฌาน ๔ แล้วจึงทำสตินึกทวนลำดับเหตุการณ์แห่งชีวิตประจำวัน ถอยคืนไปในเบื้องหลังที่ผ่านมาในชั่วชีวิตปัจจุบันนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน จับตั้งแต่ตอนต้นเริ่มนั่งภาวนานี้คืนไปจนถึงวันวาน วันก่อน สัปดาห์ก่อน ปักษ์ก่อน เดือนก่อน ปีก่อน โดยลำดับๆ จนถึงเวลานอนในครรภ์มารดา ถ้าติดขัดตรงไหนต้องหยุดทำความสงบนิ่งนานๆ เสียก่อน แล้วจึงนึกต่อไปจนเห็นสภาพของตนอยู่ในครรภ์มารดา ตอนนี้ต้องนึกให้เห็นแจ่มแจ้งที่สุด นึกแล้วนึกอีก แจ่มแล้วแจ่มอีกทุกระยะของสภาพในครรภ์นั้นจนทะลุไป คือเห็นเหตุการณ์ก่อนเข้าปฏิสนธิในครรภ์ ชื่อว่าตีด่านสำคัญสำเร็จแล้ว.

๓. พึงเข้าสมาธิถึงฌานที่ ๔ แล้วนึกทวนเหตุการณ์ของชีวิตโดยนัยข้อ ๒ จนทะลุด่านปฏิสนธิ มองเห็นเหตุการณ์ก่อนเข้าปฏิสนธิได้แล้ว พึงทำสติทวนตามไปว่า ก่อนแต่จะมาปฏิสนธินั้นอยู่ไหน มีสภาพเป็นอย่างไร ก็จะเห็นเหตุการณ์ต่างๆ เป็นภาพชีวิตที่ล่วงแล้วเป็นตอนๆ เหมือนภาพบนจอภาพยนตร์ ก็จะรู้ขึ้นพร้อมกับภาพนั้นๆ ว่าเป็นอะไรกับตน ถ้าไม่รู้พึงนึกถามขึ้นในใจแล้วสงบอยู่ ก็จะรู้ขึ้นตามความเป็นจริง ชื่อว่าสำเร็จบุพเพนิวาสานุสสติญาณสมปรารถนา ต่อจากนั้นจะไม่เป็นการลำบากในการระลึกชาติหนหลัง เมื่อต้องการทราบแล้ว ทำความสงบใจนึกถามดูภาพชีวิตในอดีตที่ต้องการทราบ ก็จะปรากฏแก่ตาใจเสมอไป เป็นจำนวนหลายร้อยหลายพันชาติทีเดียว.

วันนี้ก็นะครับ ก่อนจากกัน ฝากด้วย ถึงตอนที่ 10 อันเป็นตอนจบละ ก่อนจะขึ้นซีรี่ส์ใหม่ ACANI-X งานนี้น้องๆ จักรวาลมาร์เวล กันเลยทีเดียว

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าสวัสดีครับ

บทความโดย : Lordofwar Nick www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (12) หูพันลี้ ตาพันลี้
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (11) วิชาอ่านใจ
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (10) จาก เอ็ด กีน ถึง “โคโดคุชิ” และ “ป้ามหาภัย”!! ความโดดเดี่ยวที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจได้!?
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (10) ข้าคือคลื่นหย่ายยย
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (9) โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์!! ส่วน “พีรดนย์” ดัน (ต้อง) ตกกระไดพลอยโจนมาเป็น “ไอ้มดขาว Termite” ซะอย่างงั้น!!

#เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (13) ตื่นหรือหลับบังคับได้

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้ซึ่งเขาให้มาเรียนหนังสือแต่เผลอไปเรียนดาบอิไอด้วย (แถมไอคิโดอีกเล็กน้อย) ณ ปี 2025 เดินมาในวิถีแห่ง BJJ มาได้ครึ่งทางแล้ว (พร้อมกับฟื้นฟูการฝึกดาบอิไอด้วย) และยังตั้งใจศึกษา ธรรมะ ปรัชญาชีวิต ผ่านการฝึกในโรงยิม (และที่บ้าน) เช่นเดิม