ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ การเดินทางไกลของ ‘คนใต้สะพาน’ สู่ ‘เมืองที่เป็นธรรม’
ในช่วงรอยต่อระหว่างทศววรษ 2530 ถึงต้น 2540 หากใครติดตามข่าวสาร อ่านรายงาน สารคดีตามหน้าสิ่งพิมพ์ นิตยสาร หรือดูสารคดีโทรทัศน์ ประเด็นหนึ่งที่คนทำงานสื่อยุคนั้นให้ความสนใจ และผลิตออกมาเป็นชิ้นงานสื่อสารอยู่บ่อยๆ คือ เรื่องราวชีวิตคนใต้สะพาน
หากจัดลำดับความยากจน ถัดจากคนไร้บ้านที่มีสถานะอยู่ชายขอบล่างสุด คนใต้สะพานก็คือกลุ่มคนจนเมืองที่อยู่ในวรรณะยากไร้ลำดับถัดมา ข้อมูลจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ระบุว่า ในปี 2542 มีผู้อยู่อาศัยใต้สะพานทั่วกรุงเทพฯ 68 สะพาน นับเป็นครัวเรือนประมาณ 800 ครัวเรือน และมีประชากรคนใต้สะพานรวมกันทั้งกรุงเทพฯประมาณ 2,600 คน

เรื่องราวชีวิตคนสะพานมีประเด็นน่าสนใจหลากหลายมิติโดยตัวมันเอง อาทิ ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ นำมาสู่ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด แหล่งเสื่อมโทรม และคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับ
ยังไม่มีคำตอบชัดว่า แล้วคุณชีวิตที่ดีที่มนุษย์ทั่วไปพึงได้รับคืออะไร แต่ในปี 2536 กรุงเทพมหานครก็เริ่มดำเนินนโยบายไล่รื้อ ย้ายคนออกจากใต้สะพาน ตามแนวทางการพัฒนาเมืองที่ต้องสะอาด เรียบร้อย สวยงาม ปลอดภัย ลดปัญหาอาชญากรรม สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ฯลฯ แต่ยังไม่มีทางออกและคำตอบเป็นรูปธรรมว่า จะทำอย่างไรกับคนที่เคยอยู่ตรงนั้น
คำถามพื้นฐานกว่านั้นคือ คนเหล่านี้ถูกนับเป็นหนึ่งในประชากรกรุงเทพมหานครหรือไม่
+ + +
หากค้นข้อมูลออนไลน์จากชื่อ ‘พีรธร เสนีย์วงศ์’ จะพบว่าบุคคลชื่อ-นามสกุลนี้ เป็นผู้มีชื่อเสียงมิใช่น้อย เขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อมาแล้วหลายสำนัก ประเด็นที่สื่อคุยกับเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่อง ร้าน 0 บาท แห่งชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่

อธิบายอย่างรวบรัด ร้าน 0 บาท คือร้านรับซื้อของเก่าในชุมชน คนที่ออกไปเก็บของเก่านำมาขาย จะได้รับสินค้ายังชีพ เช่น ข้าวสาร กะปิ น้ำปลา ไข่ ผงซักฟอก สบู่ ฯลฯ แทนการใช้เงินซื้อ หรืออีกทางเลือกคือสามารถรับเป็นคูปอง เพื่อใช้จ่ายกับร้านค้าเครือข่าย อาทิ ร้านตัดผม หรือร้านชำแห่งอื่นๆ ตามมูลค่าของเก่าที่นำมาขาย ซึ่งร้าน 0 บาทจะติดป้ายราคารับซื้อไว้หน้าร้านอย่างชัดเจน

แต่หากมีโอกาสพูดคุยเพื่อทำความรู้จักชายผู้นี้มากขึ้น จะพบว่าเส้นทางชีวิตเขานอกจากจะมีแง่มุมพลิกผันโลดโผน กระบวนการเรียนรู้ การคิดค้น ต่อสู้ต่อรองของเขา ก็มีหลายแง่มุมน่าศึกษา ยังไม่ต้องพูดถึงวิธีพูดจา ลีลาตอบคำถามที่แพรวพราว แบบคนคุ้นเคยกับไมโครโฟนและกล้อง
สำเนียงการพูดของพีรธร ให้ร่องรอยว่าเขาน่าจะมีพื้นเพเป็นชาวใต้ เขาบอกว่าเร่ร่อนเดินทางทำงานรับจ้างไปกับแม่ทั่วทั้งย่านจังหวัดตรัง พัทลุง ทุ่งสง ระนอง ชุมพร นามสกุลเสนีย์วงศ์ เป็นนามสกุลพ่อที่ในวัยเด็กเขาแทบไม่เคยรู้จักหน้า มารู้ตอนหลังว่าพ่อเคยเป็นทหารเรือ และเป็นกบฎแมนฮัตตัน จึงถูกตัดสาแหรก ‘ณ อยุธยา’ ออกจากนามสกุล
พบหน้าพ่อตอนบรรลุนิติภาวะ เรียนหนังสือการศึกษานอกโรงเรียน แล้วสมัครเป็นทหาร ครบกำหนดปลดประจำการก็ออกมาทำงานรับจ้าง เป็นคนขับรถ เป็นรปภ. เริ่มมีครอบครัวแต่รายได้ไม่พอค่าเช่า จึงย้ายมาอาศัยใต้สะพานนานาเหนือเป็นที่แรกราวปี 2530 ลูกสาวคนแรกของเขาก็เกิดและโตที่นั่น
+ + +
“เขาเรียกพวกผมว่าคนรู หลังคาบ้านผมราคาเป็นพันล้าน” แม้นว่าเขาจะพูดมุกนี้กับสื่อหลายครั้ง แต่มันก็เป็นหลักฐานแสดงความแพรวพราว คิดเร็ว มีชั้นเชิงสื่อสาร
เมื่อกรุงเทพมหานครมีนโยบายไล่รื้อชุมชนใต้สะพาน พีรธรเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าการต่อสู้ต่อรองเรื่องใหญ่ขนาดนั้นขืนทำคนเดียวไม่มีทางได้ผลลัพธ์ข้อเสนอที่ดี เมื่อนักวิชาการและเครือข่ายสมัชชาคนจน เข้ามาศึกษาร่วมหาทางออก เขาและครอบครัวจึงเข้าร่วมขบวนต่อสู้
หากกลับไปดูข้อมูลในยุคนั้นจะเห็นชื่อปรากฏในสื่อว่า อุทร เสนีย์วงศ์ ซึ่งก็คือชื่อเดิมของ ‘พีรธร’ เขาบอกว่าหากอยากรู้ความหมายของชื่อใหม่ ให้ลองอ่านถอยหลังตัวอักษรจากหลังมาหน้า
ชื่อที่เขาตั้งใหม่ให้ตนเอง มันแทนความในใจ
พ.ศ.2539 นายอุทรไปร่วมชุมนุมกับพี่น้องสมัชชาคนจน ผลักดันประเด็นที่อยู่อาศัยคนยากไร้ใต้สะพานเป็น 1 ใน 121 ประเด็นข้อเรียกร้องของขบวนเครือข่ายสมัชชาคนจนในการชุมนุมยืดเยื้อ 99 วัน หน้าทำเนียบรัฐบาล
ในที่สุด รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ก็มีมติตอบสนองข้อเรียกร้อง จัดสรรอนุมัติงบประมาณ 160 ล้านบาท ให้การเคหะแห่งชาติจัดหาซื้อที่ดินใหม่เพื่อรองรับเป็นที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่เคยอยู่ใต้สะพาน
ประเด็นที่มีการคิดอ่านร่วมกันต่อก็คือ หากเอาคนใต้สะพานเกือบ 3,000 คนมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียว น่าจะมีปัญหาหลายประการ ปัญหาเบื้องต้นสุดก็คือ ความสามารถในการดำรงชีวิต การเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ มีงานทำ มีอาชีพตามความถนัด ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่อยู่อาศัยและความคุ้นเคยพื้นที่
งบประมาณดังกล่าวจึงถูกกระจายจัดสรรที่ดิน 3 มุมเมืองในเขตกรุงเทพฯและฝั่งธนบุรี ได้แก่ ชุมชนอ่อนนุช ชุมชนสายไหม และชุมชนประชาอุทิศ 76 ฝั่งธนบุรี
คนใต้สะพานเริ่มเข้าไปปลูกสร้างบ้านพักในที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2544 มันเป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขามีโอกาสขยับเข้าใกล้มาตรฐานการมีชีวิตที่ดี
แต่อะไรๆ มันก็ไม่ได้สวยหรูเรียบง่ายแบบนั้น พีรธรเล่าว่า “ปีแรกๆ ที่มาอยู่ ที่นี่หยั่งกะเท็กซัส”

บัวรินทร์ เสนีย์วงศ์ หรือ พี่อ้อม ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของพีรธรเล่าว่า ปี 2544 ตอนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ นอกจากบรรยากาศจะดุดันเหมือนเท็กซัสแล้ว การอยู่อาศัยยังแร้นแค้น มีบ้านปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่มีใครมาไล่ก็จริง แต่ทุกคนต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ บ้านหลังแรกที่ปลูกสร้างเสร็จทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางไปขอทะเบียนบ้าน เพื่อขอติดตั้งน้ำประปาและไฟฟ้า ตอนนั้นบ้านหลังเดียวใช้น้ำไฟร่วมกัน 20 หลังคาเรือน


พีรธรเป็นคนช่างคิดช่างสังเกต เขาเริ่มต้นตั้งคำถามจากการขี่ซาเล้งไปตลาดนัดว่า คนที่มาตลาดนัดคือคนมีเงินมาซื้อของ แล้วถ้าคนไม่มีเงิน จะดำรงชีวิตอย่างไร
นั่นคือที่มาของร้าน 0 บาท ที่มีสมาชิกเริ่มต้น 3 คน เมื่อปี 2546 แต่ปัจจุบันมีสมาชิกเป็นชาวชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ จำนวนร้อยกว่าคน กลไกการทำงานก็ขับเคลื่อนตามมา จากเศรษฐกิจภายในชุมชน ไปสู่การจัดการสิ่งแวดล้อม และวนกลับมาสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ อยู่ในจุดสำคัญในระบบเศรษฐกิจรีไซเคิลของประเทศ เนื่องจากซาเล้งเป็นฟันเฟืองแรกในกระบวนการคัดแยกวัสดุก่อนเข้าสู่โรงงานรีไซเคิล แต่ที่ผ่านมาคนเหล่านี้ถูกมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจตั้งแต่ต้น นับตั้งแต่ถูกมองเป็นคนลักเล็กขโมยน้อยเมื่อขี่ซาเล้งเข้าไปในเขตหมู่บ้าน ถูกมองข้ามในเชิงนโยบาย ประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตขณะทำงานก็ไม่มีใครรับรู้ที่มา การประสานงานระหว่างร้าน 0 บาทกับสำนักงานเขต เพื่อให้มี ‘เสื้อกั๊ก’ ให้คนขี่ซาเล้งเก็บของเก่าใส่ จึงไม่ใช่การบอกความมีสังกัดเท่านั้น แต่หมายเลขโทรศัพท์หลังเสื้อกั๊กยังเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับหลายคน

ขณะเดียวกันการรวมตัวกันเป็นสมาชิกสหกรณ์ ก็ยังทำให้ร้าน 0 บาทสามารถ ‘กักเก็บมูลค่า’ ของขยะไว้ในชุมชนเอง แทนที่จะปล่อยให้ไหลออกไปสู่พ่อค้าคนกลางทั้งหมด เหมือนที่ พี่อ้อม บัวรินทร์ อธิบายให้เห็นภาพว่า
“ถ้ารวมตัวกันเอาไปขายในปริมาณมาก ราคาขายจะสูงขึ้น เช่น พลาสติกถ้าขายคราวละไม่เกิน 120 กิโล ได้กิโลละ 6 บาท แต่ถ้าเกิน 200 กิโลได้กิโลละ 16-17 บาท”
บทบาทหน้าที่ของร้าน 0 บาท และขบวนการซาเล้งแห่งชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ จึงไม่ใช่เพียงการแบ่งเบาภาระทางเศรษฐกิจภายในชุมชน หรือเป็นด่านหน้าในการคัดแยกขยะจากครัวเรือนและอุตสาหกรรม แต่ถ้าถามพีรธรว่าเมืองที่เป็นธรรมในทัศนะของเขาคืออะไร เขาก็จะตอบว่า

“มันก็เหมือนกับของเก่าหรือคนที่ทั่วไปเรียกว่าขยะ เมื่อเรายอมรับและมองเห็นคุณค่าของมัน เราทุกคนก็ควรได้รับประโยชน์จากมันแบบวินวิน”
- สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์