จากแบรนด์ที่ขาดทุนจนต้องพึ่งเงินสามี สู่กำไรครั้งแรกในรอบ 17 ปีของ Victoria Beckham ท่ามกลางตลาดสินค้าหรูที่ซบเซา
Victoria Beckham Holdings Ltd. ธุรกิจแฟชั่นและความงามของ วิกตอเรีย เบ็กแฮม อดีตสมาชิกวง Spice Girls ทำกำไรจากการดำเนินงานได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2008 หลังต้องเผชิญภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี
- จุดต่ำสุดที่ต้องขอเงินจากสามี
- สารคดีที่กลายเป็นเครื่องมือการตลาด และ ‘รองพื้น’ ที่คนรอคิว 25,000 ราย
- สวนทางตลาดสินค้าหรูที่กำลังซบเซา
งบการเงินระบุว่าเมื่อปี 2025 บริษัททำกำไรจากการดำเนินงาน 7.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 329 ล้านบาท) พลิกจากที่ขาดทุน 1.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 72 ล้านบาท) ในปี 2024 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด
รายได้เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 129.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5.84 พันล้านบาท) ซึ่งเป็นการเติบโตระดับ 2 หลักติดต่อกันเป็นปีที่ 5 และบริษัทระบุว่าแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อในครึ่งปีแรกของปีนี้
วิกตอเรียซึ่งรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าทุกคนทำงานหนักมานานเพื่อช่วงเวลาแห่งการทำกำไรและการเติบโตนี้
เธอเสริมว่าบริษัทเปิดเผยปัญหาที่เคยเจอมาอย่างตรงไปตรงมา และตอนนี้ฟื้นตัวกลับมาเติบโตในจังหวะที่เหมาะสมแล้ว พร้อมระบุว่าหลังผ่านมา 20 ปี ผู้คนไม่ได้มองแบรนด์ของเธอเป็นแบรนด์คนดังอีกต่อไป
จุดต่ำสุดที่ต้องขอเงินจากสามี
เส้นทางกว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ได้ราบรื่น โดยสารคดีบน Netflix ที่เผยแพร่เมื่อปีก่อนได้บอกเล่าความพยายามของเธอในการสร้างแบรนด์แฟชั่นและทำให้ธุรกิจมีกำไร
ในสารคดีดังกล่าว อดีตนักร้องรายนี้พูดถึงความพยายามเอาชนะเสียงสงสัยเพื่อให้ได้รับการยอมรับในฐานะนักออกแบบและผู้ประกอบการ ก่อนที่บริษัทจะประสบปัญหาทางการเงินจนขาดทุนหลายสิบล้าน
จุดที่หนักที่สุดคือการที่เธอต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากสามีอย่าง เซอร์เดวิด เบ็กแฮม ซึ่งเจ้าตัวเล่าในรายการว่าการที่ภรรยาต้องมาบอกว่าธุรกิจต้องการเงินเพิ่มนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับทั้งคู่ เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะเติมให้ได้เรื่อยๆ
วิกตอเรียยอมรับว่าหากสามีไม่เชื่อมั่นในตัวเธอ ทุกวันนี้เธอก็คงไม่มีธุรกิจเหลืออยู่แล้ว
ทางออกมาถึงในปี 2017 เมื่อเธอขายหุ้นสัดส่วน 30% ให้ NEO Investment Partners แลกกับเงินลงทุน 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.35 พันล้านบาท) พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่
การปรับโครงสร้างดังกล่าวรวมถึงการจัดการกับความสิ้นเปลืองที่เบ็กแฮมเองยอมรับว่าน่าตกใจ เช่น การขนส่งเก้าอี้ข้ามซีกโลก และค่าใช้จ่ายสำหรับต้นไม้ประดับในออฟฟิศที่ เดวิด เบลฮัสเซน จาก NEO ระบุว่าสูงถึงปีละ 70,000 ปอนด์ (ประมาณ 3 ล้านบาท)
สารคดีที่กลายเป็นเครื่องมือการตลาด และ ‘รองพื้น’ ที่คนรอคิว 25,000 ราย
สิ่งที่น่าสนใจคือสารคดีบน Netflix ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่อง หากยังช่วยกระตุ้นยอดขายให้บริษัทโดยตรง โดยงบการเงินระบุว่ามีแรงส่งที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในกลุ่มสินค้าเดนิมและเจอร์ซีย์
ในภาพรวม ธุรกิจฝั่งแฟชั่นเติบโตในระดับ 2 หลักอย่างแข็งแกร่งเมื่อปี 2025 จากความต้องการที่สูงในกลุ่มเสื้อผ้าสูทเทเลอริง, ชุดสำหรับโอกาสพิเศษ และเสื้อผ้าใส่ประจำวันระดับพรีเมียม
ขณะที่ธุรกิจฝั่งความงามซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2019 ก็ทำผลงานได้ดีที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความนิยมของผลิตภัณฑ์รองพื้น Foundation Drops ที่มีคนรอคิวซื้อมากถึง 25,000 ราย และทำให้ธุรกิจส่วนสกินแคร์ของบริษัทขยายขนาดเป็น 2 เท่า
ซีบิล ดาร์ริการ์แรร์ ลูเนล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ระบุว่าการทำกำไรจากการดำเนินงานได้เป็นครั้งแรกถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานอย่างมีวินัยและการลงทุนเชิงกลยุทธ์มาหลายปี
เธอเสริมว่าการทำผลงานเช่นนี้ได้ท่ามกลางตลาดสินค้าหรูและภาพรวมเศรษฐกิจที่ท้าทายกว่าเดิม ยิ่งทำให้เรื่องนี้เป็นหมุดหมายที่มีความหมายมากขึ้นสำหรับธุรกิจ
ด้านเบลฮัสเซนซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของ Victoria Beckham Holdings ระบุว่าการมีเครื่องยนต์การเติบโต 2 ตัวที่เสริมกันทั้งแฟชั่นและความงาม บวกกับฐานลูกค้าต่างประเทศที่ขยายตัวและโมเดลการดำเนินงานที่มีโฟกัส ทำให้ธุรกิจอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตอย่างมีกำไรในระยะถัดไป
สวนทางตลาดสินค้าหรูที่กำลังซบเซา
ผลงานดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่แบรนด์แฟชั่นและความงามระดับบนกำลังเผชิญสภาพความต้องการที่ยากลำบาก จากผู้บริโภคที่ลดการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นลง ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจัยหนึ่งที่ถูกระบุถึงคือสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อดูไบที่เป็นศูนย์กลางการช้อปปิ้งสำคัญ
ความซบเซาดังกล่าวสะท้อนผ่านราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทสินค้าหรูรายใหญ่ที่สุด ทั้ง LVMH เจ้าของแบรนด์ Louis Vuitton และ Hermes International SCA ซึ่งปรับตัวลดลงมากกว่า 20% แล้วนับตั้งแต่ต้นปีนี้
สำหรับจุดแข็งที่ช่วยให้แบรนด์ของวิกตอเรียยืนระยะได้คือแนวทางการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายในสไตล์ที่เรียกว่า Quiet Luxury ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทนทานต่อภาวะตลาดได้ดีกว่าแบรนด์ที่เน้นโลโก้ขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ตลาดกลุ่มนี้ก็มีการแข่งขันสูงขึ้นเช่นกัน จากแบรนด์อย่าง The Row ที่ก่อตั้งโดยฝาแฝดตระกูลโอลเซน และแบรนด์ Phoebe Philo ซึ่งต่างได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง
ในแง่โครงสร้างผู้ถือหุ้นปัจจุบัน บริษัทมีวิกตอเรียและเดวิด เบ็กแฮม ถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ NEO Investment Partners ซึ่งเข้ามาลงทุนเมื่อ 9 ปีก่อนถือหุ้น 30% ส่วน XIX Entertainment ถือหุ้นในสัดส่วนเล็กน้อยตามข้อมูลจากตัวแทนบริษัท
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์สเตอร์ลิง เท่ากับ 45.01 บาท บาท ณ วันที่ 1 กันยายน 2569
ภาพ: Pierre Suu/GC Images
อ้างอิง:
- https://www.bbc.com/news/articles/cj645yl6d6do
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-31/victoria-beckham-fashion-beauty-brand-posts-its-first-profit
- https://www.ft.com/content/94b17d45-0a07-41e0-9597-57ca8918b8bd
ABOUT THE AUTHOR
ถนัดกิจ จันกิเสน
Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ