คนไทยหนี้ท่วม!! พุ่งสูงสุดรอบ 18 ปี ติดกับดักรายได้ไม่พอจ่าย
ม.หอการค้าไทย ชี้ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนปี 69 พุ่งแตะ 7.9 แสนบาท สูงสุดในรอบ 18 ปี เหตุค่าครองชีพสูงและรายได้ไม่พอจ่าย ด้านประชาชนเกินครึ่งไร้เงินสำรองฉุกเฉิน หวั่นกลุ่มเกษียณแบกหนี้อ่วมเสี่ยงตกเป็น NPL ลุ้น 3 ปัจจัยบวกช่วงไตรมาส 4/69 ทั้งเกษตร ท่องเที่ยว และส่งออก ช่วยประคอง GDP โต 2.0-2.5%
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 69 พบว่า จำนวนหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยต่อครัวเรือน หนี้สินรวม 794,945.49 บาท (ขยายตัว 7.3%) แบ่งเป็น ในระบบ 77.2% และนอกระบบ 22.8%
ส่วนการผ่อนชำระรวม 21,935.3 บาท/เดือน (ขยายตัว 8.11%) แบ่งเป็น ในระบบ 21,305.17 บาท (ขยายตัว 17.29%) และนอกระบบ 7,422.51 บาท (ขยายตัว 3.52%)
ส่วนการคาดการณ์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในอีก 1 ปีข้างหน้า เมื่อประเมินมุมมองต่อสถานการณ์หนี้ในอนาคต พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองอนาคตหนี้แย่ลงในภาพรวม เท่าเดิม อยู่ที่ 25.9% มองว่า แย่ลงเล็กน้อย 25.2% และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ 20.1%
*ครัวเรือนไทยกว่าครึ่งไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ-แนวโน้มออมลดลง
ผลสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนไทยกว่าครึ่งไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ และมีแนวโน้มการเก็บออมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีพฤติกรรมการออม ดังนี้ การเก็บออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉินในปัจจุบัน พบว่า ไม่เคยเก็บออม 27.8%, เคยมีเหลือเก็บแต่ตอนนี้ไม่พอเก็บ 24.3%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 3 เดือน 20.4%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือนขึ้นไป 14.5% และมีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน 13.0% ส่วนการเก็บออมเมื่อเทียบกับปีก่อน พบว่า ไม่มีเก็บออม 42.6% เท่าเดิม 24.0% ลดลง 22.6% และเพิ่มขึ้น 10.8%
*กลุ่มตัวอย่างแนะเพิ่มรายได้ช่วยแก้หนี้ยังยืน
สำหรับข้อเสนอแนะมาตรการเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน คือ 1. เพิ่มรายได้/ยกระดับค่าจ้าง 2. ให้การศึกษาด้านการเงินแก่ประชาชน 3. ปรับปรุงระบบประกันสังคม/Social Safety Net 4. จัดโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ และ 5. ควบคุมอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
ในส่วนของประเด็นเร่งด่วนที่ควรดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน ได้แก่ 1. เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ/ปรับโครงสร้างค่าจ้าง 2. สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนแบบครบถ้วน 3. เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 4. ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว และ 5. สร้างหลักสูตรการศึกษาการเงินในโรงเรียน
*สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP และแนวโน้มปี 69
สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ปรับลดลงต่อเนื่อง เป็นผลมาจากความระมัดระวังของสถาบันการเงิน ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีแนวโน้มลดต่อเนื่องแตะ 84% ภายในปี 69 ไม่ว่า GDP จะโตช้าหรือเร็ว โดยจากการประมาณการสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ ไตรมาส 4/69 มีรายละเอียดดังนี้
กรณี GDP ขยายตัว 2.8% สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 83.7%
กรณี GDP ขยายตัว 2.6% สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 83.9%
กรณีฐาน GDP ขยายตัว 2.5% สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 84.0%
กรณี GDP ขยายตัว 2.2% สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 84.2%
กรณี GDP ขยายตัว 2.0% (สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 84.4%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยและยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หลังระดับหนี้ครัวเรือนพุ่งเกิน 80% ของ GDP พบว่า การก่อหนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยหากเป็นการกู้ซื้อยานพาหนะและสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติจะถือเป็นการเข้าสู่ระบบเครดิตบูโร แต่หากกลุ่ม Gen Y นำเงินในอนาคตมาใช้เร็วเกินไปและขาดความสามารถในการชำระหนี้ จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ
*ตัวเลขหนี้ต่อ GDP และสถิติหนี้ครัวเรือนสูงสุดในรอบ 18 ปี
ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ภาระหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 794,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจมาในรอบ 18 ปี (ตั้งแต่ปี 52)
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงวัยที่เกษียณอายุและไม่มีรายได้แน่นอน ยังคงต้องแบกรับภาระหนี้สินเฉลี่ยเกือบ 300,000 บาท ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยไม่สามารถผ่อนคลายภาระหนี้ได้แม้จะเกษียณไปแล้วถึง 10 ปี ทำให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณมีความเสี่ยงต่อการเกิด NPL หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และมีประชาชนเพียงประมาณ 14% เท่านั้นที่สามารถออมเงินได้ตามแผนที่วางไว้ก่อนเกษียณ
*สภาพคล่องครัวเรือนตึงตัว และอัตราการพึ่งพิงที่พุ่งสูง
แม้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/69 จะขยายตัวได้ 2.8% แต่เป็นการเติบโตภายใต้แรงกดดันของราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 40 บาท/ลิตร ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสที่ 1/69 (เดือนมี.ค.) และยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้สภาพคล่องและการหารายได้ของครัวเรือนไม่ดีขึ้น การก่อหนี้ส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นเพื่อนำมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนอุปโภคบริโภคในครอบครัว
ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การเก็บออมของประชาชนลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่หามาได้ต้องนำไปใช้จ่ายดูแลค่าครองชีพในชีวิตประจำวันทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างผู้มีรายได้ในครัวเรือนส่วนใหญ่มีเพียง 1-2 คน แต่ต้องแบกรับดูแลผู้ไม่มีรายได้ในครอบครัวจำนวน 3-5 คน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% และหากมีผู้ไม่มีรายได้มากกว่า 5 คนขึ้นไป สัดส่วนจะสูงถึงเกือบ 60% ซึ่งหากเกิดเหตุสะดุดทางเศรษฐกิจ จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนหวนกลับมาเป็นวิกฤตทันที
*ผลกระทบต่อกลุ่มรายได้น้อย ภาคธุรกิจ และสินเชื่อ SME
จากผลสำรวจ พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็น K-Shaped (ฟื้นตัวไม่เท่าเทียม) โดยกลุ่มที่เดือดร้อนหนักที่สุดคือครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทลงมา เช่นเดียวกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อประคองสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนเนื่องจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น โดยประชาชนมีการกู้ยืมในระบบมากขึ้น เช่น บัตรเครดิต, สินเชื่อเงินด่วน/non-bank, นาโนไฟแนนซ์, ไมโครไฟแนนซ์ หรือการนำหลักทรัพย์ประเภทบ้านและรถยนต์ไปค้ำประกัน
*3 ปัจจัยบวกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 4/69
ในภาพรวม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการ GDP ของไทยไว้ที่ 2.0-2.5% โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่
1. ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวและออกสู่ตลาดในเดือนต.ค.-พ.ย. รวมถึงยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระดับภูมิภาคทั่วประเทศ
2. ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว หากสถานการณ์สงครามไม่บานปลาย คาดว่าจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเดือนละ 150,000 ล้านบาท หรือรวมกว่า 500,000 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4/69
3. การส่งออกขยายตัวสูง 15-20% ผลจากการเจรจาการค้า ART กับสหรัฐอเมริกา โดยทีมไทยแลนด์คาดว่าจะตกลงกับสหรัฐฯ ได้ และการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าอัตราภาษีของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 12.5% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม
ส่วนปัจจัยท้าทายเรื่องราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% และอาจขึ้นอีก 1 ครั้ง แต่แรงกดดันทางการเมืองและการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. ของประธานาธิบดีทรัมป์ น่าจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ และกดราคาน้ำมันดิบให้อยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล (ลดลงจาก 107 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 104-105 ดอลลาร์)
*มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ไทยเที่ยวไทยพลัส
สำหรับโครงการ ไทยเที่ยวไทย พลัส วงเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งถูกเลื่อนไปดำเนินโครงการในเดือนเม.ย. 70 นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า วงเงินดังกล่าวไม่สูงมาก (เงิน 10,000 ล้านบาท กระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.05-0.07% ส่วนวงเงิน 4,000 ล้านบาท กระตุ้นได้เพียง 0.02-0.03%) หากเลื่อนเพราะผู้ประกอบการยืนยันว่าช่วง High Season มียอดจองเต็มอยู่แล้วก็ถือเป็นเรื่องเหมาะสม แต่หากปรับเปลี่ยนแนวทางเป็นการเน้นกระตุ้นการท่องเที่ยวเฉพาะ เมืองรอง ในไตรมาสที่ 4/69 จะช่วยอัดฉีดเม็ดเงิน และรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีให้เติบโตเกิน 2.2%
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน