“สุริยะ” สั่ง “วัชระพล” เร่งทำตามคำพิพากษาศาลปกครอง แก้ปลาหมอคางดำให้เห็นผลใน 180 วัน
“สุริยะ” สั่ง “วัชระพล” กำกับกรมประมงเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง พร้อมจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการควบคุมและแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ด้านกรมประมงเตรียมเวียนหนังสือเร่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 7 มาตรการ เผยกำจัดแล้วกว่า 10.68 ล้านกิโลกรัม ขณะที่ศาลปกครองกลางชี้ แม้มีมาตรการแก้ไขต่อเนื่อง แต่ปัญหายังไม่หมดสิ้น จึงให้กรมประมงดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อ และให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนทรัพยากรให้บรรลุผลภายใน 180 วันนับแต่คดีถึงที่สุด
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการเร่งด่วนให้นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมประมง เร่งดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง กรณีการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ
พร้อมกันนี้ ได้สั่งให้กรมประมงจัดทำรายละเอียดแผนการดำเนินงานให้ชัดเจน เพื่อให้การปฏิบัติตามคำพิพากษาเกิดผลสัมฤทธิ์ และสามารถติดตามความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินงานจะต้องครอบคลุมทั้งการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่พบปัญหา โดยต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการที่มีอยู่ให้เกิดผลจริง
“วัชระพล” เตรียมเวียนหนังสือเร่งทุกหน่วยงาน
ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามากำกับดูแลกรมประมง ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง และได้เร่งรัดการดำเนินงานตาม 7 มาตรการมาโดยตลอด
ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา จะเร่งออกหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรการอย่างเร่งด่วน และให้เป็นไปตามคำพิพากษาโดยเร็วที่สุด
สำหรับผลการดำเนินงานตามข้อมูลกรมประมง ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วรวม 10,683,073.25 กิโลกรัม
แบ่งเป็นจากบ่อเลี้ยง 6,568,259.70 กิโลกรัม หรือ 61.48% และจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 4,114,813.55 กิโลกรัม หรือ 38.52%
ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาด พบพื้นที่ที่ระดับความชุกชุมลดลง 10 จังหวัด ระดับความชุกชุมคงที่ 8 จังหวัด ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังและพื้นที่พบการระบาดมีอย่างละ 3 จังหวัด
เดินหน้า 7 มาตรการแก้ปลาหมอคางดำ
สำหรับ 7 มาตรการ ประกอบด้วย 1. ควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำที่พบการแพร่ระบาดและบ่อเพาะเลี้ยง 2. ปล่อยปลาผู้ล่าประจำถิ่นเพื่อช่วยควบคุมจำนวน 3. นำปลาที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ ทั้งการรับซื้อและแปรรูป 4.สำรวจและเฝ้าระวังพื้นที่เขตกันชน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ 5. สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6. พัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและติดตามการระบาด และ 7. ฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเพาะพันธุ์และปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่นกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
ทั้ง 7 มาตรการเป็นไปตามกรอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 และมีกรอบดำเนินงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2570
ศาลปกครองชี้กรมประมงยังมีหน้าที่ต้องแก้ปัญหาต่อ
รายงานข่าวจากศาลปกครอง ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยพิจารณาว่า แม้กรมประมงจะได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาหลายด้านมาแล้ว แต่การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 ยังไม่ครบถ้วน
ขณะที่ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำยังไม่หมดสิ้น หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ระบบนิเวศกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล จึงถือว่ากรมประมงยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดต่อไป
ศาลจึงมีคำพิพากษาให้กรมประมง โดยอธิบดีกรมประมง ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่พบการระบาด
โดยให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 และมาตรการอื่นที่จำเป็นต่อไป
ให้กระทรวงเกษตรฯ หนุนทรัพยากร-กำกับให้เกิดผล
รายงานข่าวจากศาลปกครอง ระบุด้วยว่า ศาลให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้กรมประมงสามารถปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน
โดยกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
นอกจากนี้ ศาลยังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณาออกประกาศให้พื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด


