เชียงรายเร่งคลี่ปมข้อพิพาทที่สาธารณะ 188 ไร่ เวียงป่าเป้า นัดรังวัดแนวเขต 20 ต.ค.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินอำเภอเวียงป่าเป้า ฝ่ายปกครองอำเภอเวียงป่าเป้า หน่วยงานด้านป่าไม้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพื้นที่สาธารณประโยชน์บ้านสันติสุข อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ประมาณ 188 ไร่ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ตรวจสอบสภาพพื้นที่และเอกสารหลักฐาน ก่อนนัดลงพื้นที่ตรวจสอบและรังวัดอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคมนี้
การตรวจสอบดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายสมชาย สุรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านหัวเวียง อำเภอเวียงป่าเป้า พร้อมชาวบ้าน ยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย ขอให้ตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่สาธารณประโยชน์บ้านสันติสุข ซึ่งตามข้อมูลของผู้ร้องมีเนื้อที่ประมาณ 188 ไร่ 3 งาน 74 ตารางวา พร้อมขอให้พิจารณามาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน เนื่องจากกังวลว่าจะถูกตอบโต้และได้รับแรงกดดันในพื้นที่
นายสมชายระบุว่า การร้องเรียนเกิดขึ้นหลังได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบพื้นที่สาธารณประโยชน์ในความรับผิดชอบ เพื่อสำรวจว่ามีการใช้ประโยชน์หรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่ควรตรวจสอบหรือไม่ โดยได้หารือกับคณะกรรมการหมู่บ้านและประชาชน ก่อนนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของทางราชการ
ประเด็นที่ขอให้ตรวจสอบครอบคลุมทั้งการใช้ประโยชน์และสิ่งปลูกสร้างบางประเภท การจัดทำหรือออกเอกสารสิทธิ์ ตลอดจนแนวเขตที่อาจทับซ้อนกับพื้นที่สาธารณประโยชน์ นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบข้อมูลเนื้อที่ย้อนหลัง เนื่องจากผู้ร้องระบุว่าบริเวณดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพื้นที่เหมืองแร่เก่า และพบข้อมูลเนื้อที่เดิมแตกต่างจากพื้นที่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างและข้อสังเกตของฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐานการครอบครอง การออกเอกสารสิทธิ์ และแนวเขตจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย
ด้านนายสมเพชร วงษา อดีตสมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย เขตเวียงป่าเป้า ซึ่งถูกกล่าวถึงว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินบางส่วนที่มีการร้องเรียน ชี้แจงว่า ที่ดินดังกล่าวมีการทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2508 โดยตนซื้อที่ดินต่อจากชาวบ้านและมีเอกสารหลักฐานการครอบครอง ต่อมาเมื่อนำไปดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ เนื้อที่ลดลงจากเดิมประมาณ 16 ไร่เศษ เหลือประมาณ 10 ไร่ 2 งาน
นายสมเพชรระบุด้วยว่า เมื่อปี 2541 ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวต่อ และสละพื้นที่บางส่วนให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะการนำน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร พร้อมยืนยันว่า พร้อมให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบทั้งเอกสารและแนวเขต และเห็นว่าการรังวัดพื้นที่อย่างชัดเจนจะช่วยให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติของทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพื้นที่ส่วนใดมีการบุกรุกหรือมีการกระทำผิดตามข้อร้องเรียนหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบจากเอกสารสิทธิ์ หลักฐานการครอบครอง ผลการรังวัด สภาพพื้นที่ และข้อมูลจากทุกฝ่าย ก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบและรังวัดที่ดินพิพาทอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เพื่อหาข้อสรุปตามขั้นตอนต่อไป