ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 4) : มาตรา 7

ไชยันต์ ไชยพร

๑๓ มีนาคม ๒๕๔๙

“นิธิ เอียวศรีวงศ์”

เห็นว่า ถ้าจะมีใครตีความรัฐธรรมนูญของไทยฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการปลดนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นความเห็นและการตีความในบริบทสังคมการเมืองไทยของเขาผู้นั้น แต่การอ้างรัฐธรรมนูญสหราชอาณาจักรนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่ง  และถ้าข้อเสนอการแก้ไขวิกฤตการเมืองโดยอาศัยมาตรา ๗ เป็นความเห็นและการตีความในบริบทสังคมการเมืองไทย ก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน  ซึ่ง นิธิ เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการเสนอมาตรา ๗ นี้ว่า ผู้ที่เสนอให้มีการการแก้ไขวิกฤตการเมืองโดยอาศัยกลไกในระบบ เช่น มาตรา ๗ ได้ตีความว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้น เป็นทางตันทางการเมือง และไม่มีกลไกในมาตราอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญจะเป็นทางออกได้   ดังนั้น เพื่อเป็นการหาทางออกภายใต้รัฐธรรมนูญและยังสามารถพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ ก่อนที่จะต้องลงเอยด้วยการทำรัฐประหาร ซึ่งเป็นการใช้อำนาจนอกระบบอย่างแท้จริงอย่างที่เคยเกิดขึ้นอยู่หลายครั้งที่ผ่านมา

แต่ นิธิ ไม่เห็นด้วยกับการตีความดังกล่าวและได้วิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับกรณีการใช้มาตรา ๗ เพื่อ “ขอพระราชทานรัฐบาลและรัฐธรรมนูญ” เขายืนยันว่า “การขอรัฐธรรมนูญและรัฐบาลพระราชทานไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ไขตัวเองของระบบประชาธิปไตยอีกต่อไป”  เพราะ นิธิ เห็นว่า วิธีการดังกล่าว “เป็นการมองการณ์ระยะสั้นของคนสายตาสั้นเท่านั้น เพราะถ้าเกิดขึ้นเช่นนั้นจริง ก็นับว่าเป็นอันตรายต่อสังคมไทยในระยะยาวอย่างยิ่ง”  เพราะ “การขอ ‘รัฐบาลพระราชทาน’  เป็นการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามา ‘รับผิด’ กับรัฐบาล (ที่พระราชทานมานั้น) ด้วยโดยตรง  รัฐบาลพลเรือนหลังเหตุการณ์นองเลือด หลังวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งสังคมเชื่อว่าเป็นรัฐบาล ‘พระราชทาน’ กลับบ่อนเซาะความไว้วางใจทางการเมืองของสังคมที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไปอย่างมาก จนทำให้เกิดเหตุการณ์ในรัฐประหารซึ่งเรียกกันว่า ‘เมษาฮาวาย’ ขึ้น”  

นิธิ เน้นและให้ความสำคัญต่อประเด็นดังกล่าวนี้อย่างยิ่ง โดยเขาได้กล่าวว่า “ผมเห็นว่าสถาบันกษัตริย์ถูกลากมาเกี่ยวข้องด้วยตลอดเวลา ตั้งแต่สมัย ๑๔ ตุลาฯ พอสู้กับคอมมิวนิสต์ ก็ถูกหาว่าไม่จงรักภักดีสมัยก่อนเมื่อมีการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายไม่จงรักภักดี  ฝ่ายที่ไปกล่าวหาเขาจะเป็นฝ่ายครองอำนาจ อีกฝ่ายไม่สามารถตอบโต้ได้ แต่ตอนนี้ สองฝ่ายตอบโต้กันได้ แต่ละฝ่ายต่างกล่าวหาว่า อีกฝ่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วก็บอกว่า ฝ่ายเราจงรักภักดี  จนมันกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว ผมว่า เราจะปล่อยให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไม่ได้อีกแล้ว คุณจะต้องหาวิธีที่ห้ามนำสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง”

๑๙ มีนาคม ๒๕๔๙

“นพ.เหวง โตจิราการ” 

ประธานสมาพันธ์เพื่อประชาธิปไตยขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ว่า  “ทั้งในฐานะส่วนตัวและโดยสมาพันธ์ฯ แม้จะเห็นด้วยกับเป้าหมายขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะใช้ ม. ๗ เพราะสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่ถึงจุดคับขัน และที่สำคัญ ถ้าย้อนกลับไปดูเนื้อหา ม.๗ อย่างละเอียดอีกครั้งจะพบว่าไม่สามารถนำมาใช้ได้  เพราะกลไกตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ยังดำเนินการได้อยู่ กฎหมายไม่ถึงขั้นพิการ จนใช้ไม่ได้เลย จึงยังไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม และยังจะเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาทด้วย” ฯลฯ เป็นต้น          

๘ เมษายน ๒๕๔๙

“วรเจตน์ ภาคีรัตน์” 

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ขณะนั้นยังไม่มีกลุ่มนิติราษฎร์) กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษเรื่อง “หลังการเลือกตั้ง ๒เมษายน จะปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่อย่างไร”  ว่า  “ขณะนี้ประชาชนในประเทศแตกออกมาเป็น ๒ ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ๗ เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งต้องการปฏิรูปทางการเมือง ทั้งนี้....การใช้มาตรา ๗ เพื่อขอนายกฯ พระราชทานไม่ควรทำ...ขณะนี้เราต้องมองไปข้างหน้า เพื่อให้มีการเปิดสภาให้ได้ แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าสภาจะเป็นของไทยรักไทยทั้งหมด มีเพียงฝ่ายค้านเพียงคนเดียว จะทำให้อำนาจไปรวมศูนย์อยู่ที่พรรคไทยรักไทย อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมีบทบาทอยู่ในฐานะหัวหน้าพรรค แต่ตรงนี้เราคงจะปฏิเสธระบบการเมืองไม่ได้ ดังนั้น ความจำเป็นในการเปิดสภาจึงจำเป็นต้องมี”

แต่เมื่อมีพระราชดำรัสในโอกาสที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานศาลปกครองสูงสุด (นายอักขราทร จุฬารัตน) นำตุลาการศาลปกครองสูงสุด เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ดังความว่า

“....เดี๋ยวนี้ยุ่ง เพราะว่าถ้าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีทางจะปกครองแบบประชาธิปไตย  มีของเรา มีศาลหลายชนิด มากมาย แล้วมีสภาหลายแบบ และก็ทุกแบบนี่จะต้องเข้ากัน ปรองดองกัน และคิดทางที่จะแก้ไขได้ นี่พูดเรื่องนี้ค่อนข้างจะประหลาดหน่อย ที่ขอร้องอย่างนี้ แล้วก็ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาก็บอกว่าต้องทำตามมาตรา ๗ มาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขอยืนยัน ยืนยันว่า มาตรา ๗ นั้น ไม่ได้หมายถึงให้มอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา ๗ นั้น พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำ เขาจะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเกิน ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย....เขาอ้างถึงเมื่อครั้งก่อนนี้ เมื่อรัฐบาลของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นไม่ได้ทำเกินอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตอนนั้น มีสภา สภามีอยู่ ประธานสภา รองประธานสภามีอยู่ แล้วก็รองประธานสภาทำหน้าที่ แล้วมีนายกที่สนองพระบรมราชโองการได้ตามรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ไม่ ไม่ได้หมายความว่าที่ทำครั้งนั้นผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ ตอนนั้นเขาไม่ใช่นายกพระราชทาน นายกพระราชทานหมายความว่าตั้งนายกโดยไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย ตอนนั้นมีกฎเกณฑ์ เมื่อครั้งอาจารย์สัญญาได้รับตั้งเป็นนายก เป็นนายกที่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ รองประธานสภานิติบัญญัติ นายทวี แรงขำ ดังนั้น ไปทบทวนประวัติศาสตร์หน่อย ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ ท่านก็ทราบมี มีกฎเกณฑ์ที่รองรับ แล้วก็งานอื่นๆ ก็มี  แม้จะที่เรียกว่าสภาสนามม้า ก็หัวเราะกัน สภาสนามม้า แต่ไม่ผิด ไม่ผิดกฎหมาย เพราะว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนอง นายกรัฐมนตรี นายสัญญา        ธรรมศักดิ์ ได้รับสนองพระบรมราชโองการก็สบายใจว่าทำอะไรแบบถูกต้อง ตามครรลองของรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้ก็เขาจะให้ทำอะไรผิด ผิดรัฐธรรมนูญ ใครเป็นคนบอกก็ไม่ทราบนะ แต่ว่าข้าพเจ้าเองรู้สึกว่าผิด.....ฉะนั้นก็ขอให้ช่วยปฏิบัติอะไร คิดอะไร ไม่ให้ผิดกฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นสิ่งที่เป็นอุปสรรคและมีความเจริญรุ่งเรืองได้ ขอขอบใจท่าน”             

หลังจากพระราชดำรัสดังกล่าว “ข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่อง ‘นายกฯ ม.๗’ ก็ซาลงไป กระทั่งแทบไม่มีใครหยิบมาพูดถึงอีก” [1]

ขณะเดียวกัน แม้ว่า ข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่อง “นายกฯ ม. ๗” จะเบาบางลงไปหลัง    มีพระราชดำรัสฯ แต่ในเวลาต่อมา ก็มีการเผยแพร่และต่อยอดข้อถกเถียงในประเด็น “มาตรา ๗” ปรากฏ   ทั้งในรูปแบบของสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ในสาธารณะมากมาย [2]

(แหล่งอ้างอิง: [1] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “มาตรา ๗”, มติชนรายวัน ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๙อ้างใน ไชยันต์ ไชยพร, นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน/กับวิกฤตการเมืองไทย, (กรุงเทพฯ: คบไฟ: ๒๕๕๗), หน้า ๒๐๔; นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ทางสองแพร่งประชาธิปไตย” ใน วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ: รวมบทความสะท้อนความคิดเกาะติดเนื้อร้ายแห่งวัฒนธรรมที่กำลังลุกลาม,หน้า ๙๐อ้างใน ไชยันต์ ไชยพร, นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน/กับวิกฤตการเมืองไทย, เพิ่งอ้าง, หน้า ๒๐๕; ดู  บทสัมภาษณ์ ศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ: ทางตัน ทางเลือก หรือทางรอด” , หน้า ๑๗๖, อ้างใน ไชยันต์ ไชยพร, นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน/กับวิกฤตการเมืองไทย, อ้างแล้ว, หน้า ๒๐๕-๒๐๖;   “ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่,”)


[1] “ย้อนอดีตวิวาทะปม “นายกฯ ม.7” ก่อน “สุเทพ” ปัดฝุ่นเสนอใหม่,” [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/25640-article7.html

[2] อาทิ สมชาย ปรีชาศิลปะกุล, อภิรัฐธรรมนูญไทย ปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ครบรอง ๗๕ ปี การอภิวัตน์ไทย ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕, สถาบันปรีดี พนมยงค์(กรุงเทพฯ:ปาปิรุส พับลิเคชั่น: ๒๕๕๐);วรเจตน์ ภาคีรัตน์, จุดไฟในสายลม: รัฐธรรมนูญ รัฐประหาร นายกฯ พระราชทานและตุลาการภิวัตน์, เรียบเรียงโดย อธึกกิต แสวงสุข, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์openbooks: ๒๕๕๒);ปราโมทย์ นาครทรรพ,เก่งมาจากไหนจึงไม่เอากษัตริย์: ปริทรรศน์การเมืองไทยถึงปัจจุบัน, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ภูมิทอง: พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๒๕๕๓) และพิมพ์ครั้งที่ ๒ โดยสำนักพิมพ์กรีน ปัญญาญาณ, กรุงเทพฯ:๒๕๕๔.