“ศุภจี” ปิดดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯ มั่นใจไทยแข่งขันได้ โดนภาษีนำเข้าไม่เกิน 19%

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนายริค สวิตเซอร์ รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 69 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ว่า การหารือเป็นไปด้วยดี โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีต่อความตั้งใจของไทย และเห็นว่าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถหาข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ก่อนการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการเปิดไต่สวน 14 ประเทศ รวมถึงไทย และคาดว่าจะประกาศผลการไต่สวนได้ประมาณสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าในการประกาศผลไต่สวน ไทยจะได้รับอัตราภาษีอย่างเป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้ พร้อมเห็นชอบให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคของทั้ง 2 ฝ่าย เร่งสรุปประเด็นปลีกย่อยให้เสร็จโดยเร็ว

“ถือว่าการเจรจาครั้งนี้ได้ข้อสรุปแล้ว เหลือเพียงหารือในประเด็นปลีกย่อยอีกนิดหน่อย และแก้ไขปรับปรุงข้อความในความตกลง การที่ไทยสามารถจบการเจรจา ART ได้ก่อนประกาศผลไต่สวนมาตรา 301 ประเด็นมีกำลังการผลิตส่วนเกิน น่าจะทำให้ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้ารวม 2 ประเด็น คือ แรงงานบังคับ ที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บที่ 12.5% และรวมกับกำลังการผลิตส่วนเกินแล้ว ไม่เกิน 19% ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค รักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการจ้างงานในภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตร ตลอดจนรักษารายได้ของประชาชนไว้ได้”

นางศุภจี กล่าวว่า การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อเร่งผลักดันการเจรจา ART ให้ได้ข้อสรุป โดยได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศในระยะยาว โดยก่อนเดินทางมา ตนได้ติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 69 ในช่วงของการประชุมในระดับเทคนิคของเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝ่าย ได้หารือทางโทรศัพท์กับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อย้ำเจตนารมณ์ของไทยในการผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุป

ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จึงเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันไทยและประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่เกินดุลการค้า ให้เข้าสู่การเจรจาปรับสมดุลทางการค้า โดยไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึง 36% ก่อนลดเหลือ 19% หลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 ที่ไทยตกลงนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ทั้งสินค้าเกษตร พลังงาน เครื่องบิน รวมทั้งเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ

ต่อมา แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อเดือน ก.พ. 69 ว่าการเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สหรัฐฯ ได้หันมาใช้มาตรา 122 เรียกเก็บภาษี 10% จากทุกประเทศแทน และเนื่องจากมาตรา 122 ใช้ได้เพียงชั่วคราวไม่เกิน 150 วัน ทำให้สหรัฐฯ ได้เปิดไต่สวนคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 เพิ่มอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ โดยไทยเป็น 1 ในประเทศที่ถูกไต่สวนทั้ง 2 กรณี และล่าสุดสหรัฐฯ ได้ประกาศผลไต่สวนมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ โดยไทยถูกเก็บภาษีที่ 12.5%

“การเร่งผลักดัน ART ให้ได้ข้อสรุป จึงมีความสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกกว่า 2.37 ล้านล้านบาท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง รวมถึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในไทย”

สำหรับ ART เป็นกรอบความตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ผลักดันกับประเทศคู่ค้าที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า โดยมุ่งปรับสมดุลทางการค้าระหว่างกัน ครอบคลุมทั้งการจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยคู่ค้าที่จัดทำความตกลงมีโอกาสได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับที่ต่ำลงและแข่งขันได้มากขึ้น