ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ตีตก 2 คำร้องทั้งกรณี 'เด็ก กธ.ถูกถอนชื่อ-บัตรประชามติ'

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง 'ก้องเกียรติ' เด็กกธ. ปมถูกถอนชื่อลงสมัคร สส.นครศรีธรรมราช ชี้คดีถึงที่สุดแล้ว พร้อมไม่รับกรณีร้อง กกต.ไม่ออกแบบบัตรประชามติให้มีช่องแก้ไข รธน.เป็นรายมาตราขัด รธน.

13 ส.ค.2569 - ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ อดีตผู้สมัคร สส.เขต 7 นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยอ้างว่า ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของ กกต.ผู้ถูกร้องที่ 1 ประธานกกต.ผู้ถูกร้องที่ 2 กกต.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ถูกร้องที่ 3 และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 4 กรณีมีคำสั่งให้ถอนชื่อนายก้องเกียรติ ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 7 เนื่องจากเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 42 (12) และมีคำสั่งยกคำร้องเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของนายก้องเกียรติ และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา42 (12) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา 26 และ มาตรา 27 โดยศาลฯเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ปรากฏว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่ ที่นายก้องเกียรติกล่าวอ้างเป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา นายก้องเกียรติจึงไม่อาจยื่นคำร้อง ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ส่วนที่อ้างว่าพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร 2561มาตรา 42 (12) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา 26 และมาตรา 27 นั้น เป็นการยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิ์ไว้ เป็นการเฉพาะแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 และมาตรา 231 (1) กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 48 ประกอบมาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้ พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

นอกจากนี้ยังมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายวัฒนา ชมเชย ผู้ร้อง ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า การกระทำของ กกต. ประธานกกต. เลขาธิการกกต. สำนักงานกกต.ผู้ถูกร้องที่1- 4 ออกแบบบัตรออกเสียงประชามติโดยไม่กำหนด ช่องตัวเลือกการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ทำให้ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิเลือกได้ตามความประสงค์ และการที่กกต.ประจำจังหวัดราชบุรี ผู้ถูกร้องที่ 5ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องถ่ายภาพ บัตรออกเสียงประชามติ ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมาย อีกทั้งผู้ถูกร้องทั้งห้า ยังได้เผยแพร่ข้อมูลสถิติการออกเสียงประชามติที่ไม่ตรงกับความจริง เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 41 มาตรา 50 (2) และมาตรา 59

โดยศาลฯเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ หากผู้ร้องเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอาจใช้สิทธิทางศาลอื่นได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิ ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213