ทุนต่างชาติไหลเข้าไทย 2.19 แสนล้าน พุ่ง 37% ธุรกิจตั้งใหม่ 7 เดือนโต 1.43%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 ส.ค.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 7,512 ราย ลดลง 467 ราย หรือ 5.85% จากเดือนมิถุนายน 2569 ที่มี 7,979 ราย และลดลง 198 ราย หรือ 2.57% จากเดือนกรกฎาคม 2568 ที่มี 7,710 ราย

ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่อยู่ที่ 53,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38,416 ล้านบาท หรือ 252.23% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 31,629 ล้านบาท หรือ 143.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีนิติบุคคล 1 รายที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท บ้านปู จำกัด ทุนจดทะเบียน 40,496 ล้านบาท ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน
ทั้งนี้ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ได้ดำเนินการควบบริษัทและจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) โดยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

สำหรับประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับแรกในเดือนกรกฎาคม ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 496 ราย ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 373 ราย และธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 233 ราย คิดเป็นสัดส่วน 6.60% 4.97% และ 3.10% ของจำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ในเดือนดังกล่าวตามลำดับ
ส่วนช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีธุรกิจจัดตั้งใหม่รวม 52,285 ราย เพิ่มขึ้น 737 ราย หรือ 1.43% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 51,548 ราย ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สะสมอยู่ที่ 164,848 ล้านบาท ลดลง 6,310 ล้านบาท หรือ 3.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 171,158 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาธุรกิจที่ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตมีจำนวน 1,529 ราย เพิ่มขึ้น 53.21% ทุนจดทะเบียน 2,508 ล้านบาท ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 2,492 ราย เพิ่มขึ้น 17.66% ทุนจดทะเบียน 4,064 ล้านบาท และธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า 624 ราย เพิ่มขึ้น 92.59% ทุนจดทะเบียน 847 ล้านบาท
ด้านการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวน 2,152 ราย เพิ่มขึ้น 392 ราย หรือ 22.27% จากเดือนมิถุนายน และเพิ่มขึ้น 327 ราย หรือ 17.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 6,776 ล้านบาท ลดลง 0.47% จากเดือนก่อน และลดลง 66.38% จากเดือนกรกฎาคม 2568
ส่วนช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีการจดทะเบียนเลิกกิจการรวม 9,176 ราย เพิ่มขึ้น 1,107 ราย หรือ 13.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 105,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54,933 ล้านบาท หรือ 108.35% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
สำหรับภาพรวมธุรกิจ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 2,102,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.69 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ 1,009,681 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.05 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกัน การลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เดือนกรกฎาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 96 ราย เงินลงทุนรวม 31,594 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากจีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
สำหรับช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 736 ราย เพิ่มขึ้น 153 ราย หรือ 26% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 583 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59,748 ล้านบาท หรือ 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 159,460 ล้านบาท
ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 133 ราย เงินลงทุน 38,603 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 121 ราย เงินลงทุน 6,226 ล้านบาท สิงคโปร์ 97 ราย เงินลงทุน 61,112 ล้านบาท ญี่ปุ่น 94 ราย เงินลงทุน 45,085 ล้านบาท และฮ่องกง 72 ราย เงินลงทุน 14,077 ล้านบาท

ส่วนการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วง 7 เดือนแรก มีนักลงทุนต่างชาติจำนวน 220 ราย คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 44 ราย หรือ 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีมูลค่าการลงทุน 85,615 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยจีนมีจำนวนผู้ลงทุนสูงสุด 80 ราย เงินลงทุน 30,042 ล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 31 ราย เงินลงทุน 22,636 ล้านบาท และฮ่องกง 26 ราย เงินลงทุน 4,803 ล้านบาท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินว่า ภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาลอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานราก รวมถึงโครงการด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่จะมีความชัดเจนในช่วงเดือนนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอื่น ๆ อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งมีความผันผวน โดยเฉพาะในหมวดของใช้และอาหารสำเร็จรูป ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต่อธุรกิจส่งออก อุตสาหกรรมการผลิต โลจิสติกส์ และธุรกิจที่อยู่ใน supply chain
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ต่างชาติแห่ลงทุนไทยครึ่งปีแรก 1.88 แสนล้าน โต 68% ทะลักเข้าพื้นที่ EEC กว่า 8.3 หมื่นลบ.