การตัดฝีเย็บ ตอนคลอดลูกคนที่ 2-3 จำเป็นต้องทำทุกครั้งหรือเปล่า? | theAsianparent Thailand

การตัดฝีเย็บ (Episiotomy) ตอนคลอดลูกคนที่ 2 หรือ 3 ไม่ได้จำเป็นต้องทำในทุกราย แนวทางปัจจุบันทั้งขององค์การอนามัยโลก (WHO) และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ระบุตรงกันว่าควรทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ตัดเป็นกิจวัตรทุกการคลอด คุณแม่หลายคนที่คลอดลูกคนที่ 2 ขึ้นไปพบว่าไม่ถูกตัดเลย เพราะเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดยืดหยุ่นได้ดีขึ้นจากการคลอดครั้งก่อน แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยหน้างาน เช่น ขนาดทารก ท่าคลอด และดุลยพินิจของสูติแพทย์หรือผดุงครรภ์ ณ ขณะนั้นค่ะ

สารบัญ

สรุปสั้นๆ

การตัดฝีเย็บคืออะไร และทำไมแม่ ๆ ยังถามกันมาก

การตัดฝีเย็บ คือการกรีดเนื้อเยื่อบริเวณระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก (เรียกว่า perineum หรือฝีเย็บ) ด้วยกรรไกรผ่าตัดในจังหวะที่ศีรษะทารกกำลังจะคลอดออกมา เป้าหมายคือขยายช่องทางคลอดให้กว้างขึ้นชั่วคราว แล้วจึงเย็บซ่อมแซมในภายหลัง

ในอดีต โรงพยาบาลในไทยและอีกหลายประเทศเคยทำการตัดฝีเย็บเป็นมาตรฐานสำหรับการคลอดเกือบทุกราย ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยป้องกันการฉีกขาดเองที่ควบคุมทิศทางไม่ได้ และช่วยปกป้องกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อัตราการตัดฝีเย็บทั่วโลกเคยเพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 5 ในช่วงต้นปี 1900 ไปสูงถึงเกือบร้อยละ 80 ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20

แต่หลักฐานทางการแพทย์ที่สะสมมาหลายสิบปีกลับพบว่าการตัดแบบ “ทำไว้ก่อนเลย” หรือตัดเป็นกิจวัตร ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการปล่อยให้ฉีกเองตามธรรมชาติ และในหลายกรณียังทำให้ฟื้นตัวช้ากว่าด้วยซ้ำ องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงออกแนวทางไม่แนะนำการตัดฝีเย็บแบบกิจวัตร (routine episiotomy) มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเสนอว่าอัตราการตัดฝีเย็บที่เหมาะสมควรอยู่ที่ราวร้อยละ 10 ของการคลอดทางช่องคลอดทั้งหมด สอดคล้องกับจุดยืนของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ACOG) ที่ระบุว่าข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันไม่สนับสนุนการตัดฝีเย็บแบบเสรีหรือกิจวัตร แต่ยังคงมีบทบาทในบางสถานการณ์ที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน

ฝั่งราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยเองก็มีทิศทางเดียวกัน งานวิจัยของแพทย์ไทยที่ตีพิมพ์ในวารสารราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยยังคงศึกษาต่อเนื่องเรื่องเทคนิคการตัดฝีเย็บที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับกรณีที่จำเป็นต้องตัดจริง ๆ ดังนั้นคุณแม่ที่คลอดในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนยุคนี้จึงมีสิทธิ์ถามและมีสิทธิ์เลือกได้เต็มที่ค่ะ

คลอดลูกคนที่ 2 หรือ 3 โอกาสถูกตัดฝีเย็บน้อยลงจริงไหม?

โดยทั่วไปแล้วใช่ค่ะ เนื้อเยื่อบริเวณปากช่องคลอดและฝีเย็บของคุณแม่ที่เคยคลอดทางช่องคลอดมาแล้วมักมีความยืดหยุ่นมากกว่าตอนคลอดครั้งแรก เพราะเนื้อเยื่อผ่านการยืดขยายมาก่อนแล้ว ทำให้ในการคลอดครั้งต่อ ๆ ไป ศีรษะทารกมักผ่านช่องคลอดได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการตัดช่วย

ในกลุ่มคุณแม่ที่แชร์ประสบการณ์ใน ​คอมมูนิตี้ theAsianparent หลายคนเล่าว่าคลอดลูกคนที่ 2 โดยไม่ถูกตัดเลย บางคนฉีกเล็กน้อยเองแต่แพทย์เย็บปิดได้ง่าย และระยะเจ็บปวดหลังคลอดก็น้อยกว่าครั้งแรกอย่างชัดเจน

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนนะคะ ยังมีคุณแม่ที่คลอดลูกคนที่ 3 แล้วก็ยังถูกตัดฝีเย็บอยู่ดี เพราะเจอปัจจัยที่ไม่คาดคิด เช่น ลูกพลิกท่า หรือจำเป็นต้องใช้คีมช่วยคลอด ซึ่งเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ประเมินล่วงหน้าได้ยาก

การตัดฝีเย็บ

แพทย์พิจารณาอะไรบ้างก่อนตัดสินใจตัดฝีเย็บ?

สูติแพทย์และผดุงครรภ์จะประเมินหลายปัจจัยพร้อมกันในช่วงเบ่งคลอด ปัจจัยที่มักนำไปสู่การตัดฝีเย็บ ได้แก่:

หากไม่มีปัจจัยเหล่านี้ แพทย์ส่วนใหญ่ในยุคนี้จะเลือกวิธี “watch and support” แทน คือประคองศีรษะทารกให้ค่อย ๆ โผล่ออกมาช้า ๆ พร้อมช่วยนวดยืดเนื้อเยื่อไปด้วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ Mayo Clinic และ Cleveland Clinic ต่างระบุตรงกันว่าการตัดฝีเย็บในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่พบได้น้อยลงมาก เมื่อเทียบกับการคลอดในอดีต

ตารางเปรียบเทียบ: ตัดฝีเย็บ vs ไม่ตัด (ฉีกเอง)

ประเด็น

ตัดฝีเย็บ
(Episiotomy)

ฉีกเองตามธรรมชาติ
(Spontaneous tear)

ควบคุมทิศทางแผล ได้ — แพทย์เลือกทิศทางและมุมตัด ควบคุมไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ฉีกตื้น
ความเจ็บหลังคลอด มักเจ็บนานกว่า โดยเฉพาะแบบเฉียง ขึ้นอยู่กับระดับ ฉีกตื้นมักเจ็บน้อยกว่า
เวลาฟื้นตัว นานกว่าเล็กน้อย เร็วกว่า ถ้าฉีกระดับ 1-2
โอกาสติดเชื้อ มีแต่ต่ำ หากดูแลแผลถูกวิธี ใกล้เคียงกัน
เหมาะกับสถานการณ์ไหน กรณีฉุกเฉิน ทารกตัวใหญ่ ต้องใช้คีม/เครื่องดูดสูญญากาศ การคลอดดำเนินไปตามปกติ ไม่มีข้อบ่งชี้ฉุกเฉิน
แนวทางที่แนะนำในปัจจุบัน ทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เป็นแนวทางหลักที่ WHO และ ACOG แนะนำ

จะลดโอกาสถูกตัดฝีเย็บได้อย่างไร?

1. นวดฝีเย็บก่อนคลอด

เริ่มนวดได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 34-36 สัปดาห์ โดยใช้น้ำมันที่ปลอดภัย เช่น น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์หรือน้ำมันโจโจบา นวดบริเวณฝีเย็บวันละ 5-10 นาที งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบของ Cochrane ที่รวบรวมข้อมูลจาก 4 การศึกษาในคุณแม่เกือบ 2,500 คน พบว่าการนวดฝีเย็บช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่ต้องเย็บแผลได้ราวร้อยละ 9 และลดโอกาสถูกตัดฝีเย็บได้ราวร้อยละ 16 โดยผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในคุณแม่ที่คลอดลูกคนแรก ส่วนคุณแม่ที่เคยคลอดทางช่องคลอดมาก่อนแม้ผลด้านการลดรอยฉีกขาดจะชัดน้อยกว่า แต่ยังพบว่าช่วยลดอาการเจ็บฝีเย็บเรื้อรังในช่วง 3 เดือนหลังคลอดได้เช่นกัน

2. แจ้งความต้องการในแผนการคลอด (Birth Plan)

เขียนหรือพูดคุยกับสูติแพทย์ตั้งแต่ก่อนวันคลอดว่าคุณแม่ไม่ต้องการถูกตัดฝีเย็บ เว้นแต่มีความจำเป็นจริง ๆ แพทย์ที่ดีจะรับฟังและบันทึกความต้องการนี้ไว้ในแฟ้มประวัติ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คลอดธรรมชาติได้ไหม ผลเลือดแม่บอกได้ เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนคุยกับแพทย์ด้วยค่ะ

3. ท่าทางระหว่างเบ่งคลอด

การเบ่งในท่านอนหงายแบบดั้งเดิมอาจกดดันฝีเย็บมากกว่าท่าอื่น ปัจจุบันบางโรงพยาบาลในไทยเริ่มเปิดตัวเลือกให้คุณแม่เบ่งในท่านั่งยอง ท่าคุกเข่า หรือท่าตะแคง ซึ่งช่วยลดแรงกดที่ฝีเย็บโดยตรงได้

4. เบ่งช้า ๆ ตามจังหวะที่แพทย์แนะนำ

แพทย์หรือผดุงครรภ์บางท่านจะขอให้หยุดเบ่งชั่วขณะในจังหวะที่ศีรษะทารกกำลังโผล่ออกมา เพื่อให้เนื้อเยื่อค่อย ๆ ยืดทีละนิดแทนที่จะถูกดันออกอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากคุณแม่ในช่วงที่เจ็บมากที่สุด แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงการฉีกขาดรุนแรงได้จริง

การเบ่งคลอด

เช็กลิสต์: สิ่งที่ควรเตรียมก่อนคลอด เพื่อลดโอกาสถูกตัดฝีเย็บ

✅  พูดคุยกับสูติแพทย์เรื่องแผนการคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์

✅  ถามแพทย์โดยตรงว่ามีแนวทางอย่างไรกับ การตัดฝีเย็บ

✅  เริ่มนวดฝีเย็บตั้งแต่อายุครรภ์ 34-36 สัปดาห์

✅  เรียนรู้เทคนิคการหายใจและเบ่งคลอดอย่างถูกวิธีจากคลาสเตรียมคลอด

✅  ฝึกออกกำลังกายท่า Kegel (เคเกล) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

✅  แจ้งความต้องการกับคุณหมอในห้องคลอดซ้ำอีกครั้งในวันจริง

✅  มีคนเคียงข้าง (สามี) ที่รับรู้ความต้องการของคุณแม่ด้วย

บทความจากพันธมิตร

หลังคลอดแล้ว ดูแลแผลฝีเย็บอย่างไร ให้หายไว?

ไม่ว่าจะถูกตัดหรือฉีกเอง การดูแลแผลให้ดีเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังคลอด

ช่วงพักฟื้นหลังคลอดนอกจากเรื่องแผลฝีเย็บแล้ว ร่างกายของคุณแม่ยังต้องฟื้นตัวในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งระบบย่อยอาหารและสภาพผมที่มักร่วงง่ายกว่าปกติในช่วงหลังคลอด หากกำลังมองหาตัวช่วยดูแลเส้นผมและหนังศีรษะที่อ่อนโยน ผลิตภัณฑ์อย่าง Mama’s Choice Treatment Shampoo ที่ออกแบบมาสำหรับคุณแม่หลังคลอดโดยเฉพาะ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายคนใช้ควบคู่ไปกับการดูแลแผลฝีเย็บอย่างใกล้ชิดค่ะ

สำหรับคุณแม่ที่อยากอ่านเรื่องปัญหาระบบย่อยอาหารหลังคลอดเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านได้ที่ 4 ปัญหาการย่อย ที่คุณแม่อาจเจอหลังคลอด

เรื่องที่แม่ ๆ มักถามในคอมมูนิตี้คุณแม่แต่ไม่กล้าถามหมอ

Q: ถ้าไม่อยากถูกตัด แต่หมอบอกว่าต้องตัด จะปฏิเสธได้ไหม?

A: ในทางทฤษฎี คุณแม่มีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลและร่วมตัดสินใจ แต่หากแพทย์ระบุว่าจำเป็นในเชิงฉุกเฉิน เช่น หัวใจทารกผิดปกติ นั่นคือสถานการณ์ที่ควรให้ความไว้วางใจกับดุลยพินิจของแพทย์ ณ หน้างาน การสื่อสารความต้องการล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเจ็บท้องจึงสำคัญกว่าการต่อรองในห้องคลอดค่ะ

Q: แผลจากการตัดฝีเย็บกับแผลจากการฉีกเอง แบบไหนเจ็บกว่ากัน?

A: ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง แผลจากการฉีกเองแบบตื้น (ระดับ 1) มักเจ็บน้อยกว่าแผลจากการตัดฝีเย็บ แต่หากฉีกลึกถึงระดับ 3-4 จะเจ็บนานกว่าและฟื้นตัวยากกว่าแผลจากการตัดที่ควบคุมทิศทางได้เสียอีก

FAQ: คำถามที่คุณแม่ถามบ่อยเรื่อง การตัดฝีเย็บ

1. แม่ที่คลอดลูกคนที่ 2 จะถูกตัดฝีเย็บอีกไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ โอกาสถูกตัดลดลงเพราะเนื้อเยื่อยืดหยุ่นดีขึ้นจากการคลอดครั้งก่อน แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในห้องคลอดด้วย การพูดคุยกับแพทย์ล่วงหน้าจะช่วยให้มั่นใจมากขึ้น

2. ถ้าเคยถูกตัดฝีเย็บในครั้งแรก แผลเก่าจะมีผลกับการคลอดครั้งต่อไปไหม?

มีผลอยู่บ้างค่ะ เพราะเนื้อเยื่อบริเวณรอยแผลเก่ามักยืดหยุ่นน้อยกว่าเนื้อเยื่อปกติ บางรายแพทย์อาจพิจารณาตัดซ้ำในตำแหน่งเดิม ขณะที่บางรายก็คลอดได้โดยไม่มีปัญหาเลย ขึ้นอยู่กับขนาดแผลเดิมและสภาพเนื้อเยื่อในขณะนั้น

3. การนวดฝีเย็บต้องให้ใครนวด?

คุณแม่นวดเองได้ หรือให้คุณพ่อช่วยก็ได้ค่ะ เริ่มได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 34-36 สัปดาห์ วันละ 5-10 นาที โดยใช้น้ำมันธรรมชาติที่ปลอดภัย เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอัลมอนด์ หรือโจโจบาออยล์

4. ถ้าไม่อยากถูกตัดฝีเย็บ ควรบอกหมอตอนไหน?

บอกได้เลยตั้งแต่การฝากครรภ์ครั้งสุดท้ายก่อนครบกำหนดคลอด หรือเขียนใส่แผนการคลอดให้ชัดเจน แล้วย้ำอีกครั้งกับคุณหมอในห้องคลอดตอนเริ่มเจ็บท้องจริง

5. ถ้าไม่ตัดแล้วฉีกเอง จะเย็บยากขึ้นไหม?

ขึ้นอยู่กับระดับการฉีกขาด หากฉีกระดับ 1-2 (ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อชั้นต้น) จะเย็บง่ายและฟื้นตัวเร็ว แต่หากฉีกระดับ 3-4 ซึ่งลึกถึงกล้ามเนื้อหูรูดหรือทวารหนัก จะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการเย็บมากขึ้น อย่างไรก็ตามกรณีนี้พบได้น้อยในคุณแม่ที่คลอดลูกคนที่ 2-3

6. โรงพยาบาลรัฐในไทยยังตัดฝีเย็บทุกรายอยู่ไหม?

โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่และโรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ปรับนโยบายให้สอดคล้องกับแนวทางสากลแล้ว แต่การปฏิบัติจริงยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และผดุงครรภ์แต่ละท่าน การถามตรง ๆ ล่วงหน้าจึงยังจำเป็นอยู่เสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง ค่าคลอดโรงพยาบาลรัฐ 2569 เตรียมพร้อมคลอดแบบประหยัด! (อัปเดตสิทธิบัตรทอง-ประกันสังคม)

7. หลังถูกตัดหรือฉีกแล้ว จะกลับมาเจ็บอีกในระยะยาวได้ไหม?

คุณแม่บางคนอาจมีอาการเจ็บบริเวณรอยแผลเวลามีเพศสัมพันธ์หลังคลอดไปแล้วหลายเดือน เรียกว่าภาวะ dyspareunia หากเจ็บนานเกิน 3-6 เดือน ควรปรึกษาสูติแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญด้านอุ้งเชิงกรานเพิ่มเติม

8. การออกกำลังกายท่าเคเกลช่วยเรื่องนี้ได้จริงไหม?

ได้ค่ะ การออกกำลังกายเคเกลช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งสนับสนุนการยืดตัวของฝีเย็บระหว่างคลอด และยังช่วยให้ฟื้นตัวหลังคลอดได้ดีขึ้นด้วย สามารถเริ่มทำได้ทุกวันตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เลยค่ะ

โดยสรุปแล้ว การตัดฝีเย็บ ไม่ใช่ขั้นตอนที่ต้องทำกับคุณแม่ทุกคนที่คลอดลูกคนที่ 2 หรือ 3 แนวทางทางการแพทย์ในปัจจุบันทั้งของ WHO, ACOG และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยต่างเห็นตรงกันว่าควรใช้การตัดฝีเย็บเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนเท่านั้นค่ะ สิ่งที่คุณแม่ทำได้คือเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งการนวดฝีเย็บ การพูดคุยกับแพทย์เรื่องแผนการคลอด และการเรียนรู้เทคนิคเบ่งคลอดที่ถูกวิธี เพื่อให้การคลอดครั้งนี้ราบรื่นและฟื้นตัวได้เร็วที่สุดค่ะ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

รวมแพ็กเกจคลอด ปี 2569 รพ.เอกชน ในกรุงเทพฯ คลอดลูกโรงพยาบาลไหนดี?

24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด อาการปกติ vs ผิดปกติ ที่ต้องสังเกต

สถิติชี้ 1 ใน 10 เด็กไทยคลอดก่อนกำหนด พร้อมแนะวิธีดูแลครรภ์ ป้องกันคลอดก่อนกำหนด

แหล่งอ้างอิง

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!