การตัดฝีเย็บ ตอนคลอดลูกคนที่ 2-3 จำเป็นต้องทำทุกครั้งหรือเปล่า? | theAsianparent Thailand
การตัดฝีเย็บ (Episiotomy) ตอนคลอดลูกคนที่ 2 หรือ 3 ไม่ได้จำเป็นต้องทำในทุกราย แนวทางปัจจุบันทั้งขององค์การอนามัยโลก (WHO) และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ระบุตรงกันว่าควรทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ตัดเป็นกิจวัตรทุกการคลอด คุณแม่หลายคนที่คลอดลูกคนที่ 2 ขึ้นไปพบว่าไม่ถูกตัดเลย เพราะเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดยืดหยุ่นได้ดีขึ้นจากการคลอดครั้งก่อน แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยหน้างาน เช่น ขนาดทารก ท่าคลอด และดุลยพินิจของสูติแพทย์หรือผดุงครรภ์ ณ ขณะนั้นค่ะ
สารบัญ
สรุปสั้นๆ
- การตัดฝีเย็บควรทำเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นทางการแพทย์ ไม่ใช่ตัดทุกการคลอดโดยอัตโนมัติ
- คุณแม่ที่คลอดลูกคนที่ 2-3 มีโอกาสไม่ถูกตัดฝีเย็บสูงกว่าการคลอดครั้งแรก เพราะเนื้อเยื่อผ่านการยืดขยายมาก่อน
- ปัจจัยที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจตัด ได้แก่ ทารกตัวโต หัวใจทารกผิดปกติ หรือการคลอดไม่ก้าวหน้า
- การนวดฝีเย็บตั้งแต่ช่วงใกล้คลอดช่วยให้เนื้อเยื่อยืดหยุ่นขึ้น และมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลดโอกาสตัดฝีเย็บได้
- หากไม่อยากถูกตัด คุณแม่พูดคุยกับสูติแพทย์ล่วงหน้าได้เลย ไม่ต้องรอถึงห้องคลอด
การตัดฝีเย็บคืออะไร และทำไมแม่ ๆ ยังถามกันมาก
การตัดฝีเย็บ คือการกรีดเนื้อเยื่อบริเวณระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก (เรียกว่า perineum หรือฝีเย็บ) ด้วยกรรไกรผ่าตัดในจังหวะที่ศีรษะทารกกำลังจะคลอดออกมา เป้าหมายคือขยายช่องทางคลอดให้กว้างขึ้นชั่วคราว แล้วจึงเย็บซ่อมแซมในภายหลัง
ในอดีต โรงพยาบาลในไทยและอีกหลายประเทศเคยทำการตัดฝีเย็บเป็นมาตรฐานสำหรับการคลอดเกือบทุกราย ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยป้องกันการฉีกขาดเองที่ควบคุมทิศทางไม่ได้ และช่วยปกป้องกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อัตราการตัดฝีเย็บทั่วโลกเคยเพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 5 ในช่วงต้นปี 1900 ไปสูงถึงเกือบร้อยละ 80 ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
แต่หลักฐานทางการแพทย์ที่สะสมมาหลายสิบปีกลับพบว่าการตัดแบบ “ทำไว้ก่อนเลย” หรือตัดเป็นกิจวัตร ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการปล่อยให้ฉีกเองตามธรรมชาติ และในหลายกรณียังทำให้ฟื้นตัวช้ากว่าด้วยซ้ำ องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงออกแนวทางไม่แนะนำการตัดฝีเย็บแบบกิจวัตร (routine episiotomy) มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเสนอว่าอัตราการตัดฝีเย็บที่เหมาะสมควรอยู่ที่ราวร้อยละ 10 ของการคลอดทางช่องคลอดทั้งหมด สอดคล้องกับจุดยืนของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ACOG) ที่ระบุว่าข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันไม่สนับสนุนการตัดฝีเย็บแบบเสรีหรือกิจวัตร แต่ยังคงมีบทบาทในบางสถานการณ์ที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน
ฝั่งราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยเองก็มีทิศทางเดียวกัน งานวิจัยของแพทย์ไทยที่ตีพิมพ์ในวารสารราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยยังคงศึกษาต่อเนื่องเรื่องเทคนิคการตัดฝีเย็บที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับกรณีที่จำเป็นต้องตัดจริง ๆ ดังนั้นคุณแม่ที่คลอดในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนยุคนี้จึงมีสิทธิ์ถามและมีสิทธิ์เลือกได้เต็มที่ค่ะ
คลอดลูกคนที่ 2 หรือ 3 โอกาสถูกตัดฝีเย็บน้อยลงจริงไหม?
โดยทั่วไปแล้วใช่ค่ะ เนื้อเยื่อบริเวณปากช่องคลอดและฝีเย็บของคุณแม่ที่เคยคลอดทางช่องคลอดมาแล้วมักมีความยืดหยุ่นมากกว่าตอนคลอดครั้งแรก เพราะเนื้อเยื่อผ่านการยืดขยายมาก่อนแล้ว ทำให้ในการคลอดครั้งต่อ ๆ ไป ศีรษะทารกมักผ่านช่องคลอดได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการตัดช่วย
ในกลุ่มคุณแม่ที่แชร์ประสบการณ์ใน คอมมูนิตี้ theAsianparent หลายคนเล่าว่าคลอดลูกคนที่ 2 โดยไม่ถูกตัดเลย บางคนฉีกเล็กน้อยเองแต่แพทย์เย็บปิดได้ง่าย และระยะเจ็บปวดหลังคลอดก็น้อยกว่าครั้งแรกอย่างชัดเจน
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนนะคะ ยังมีคุณแม่ที่คลอดลูกคนที่ 3 แล้วก็ยังถูกตัดฝีเย็บอยู่ดี เพราะเจอปัจจัยที่ไม่คาดคิด เช่น ลูกพลิกท่า หรือจำเป็นต้องใช้คีมช่วยคลอด ซึ่งเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ประเมินล่วงหน้าได้ยาก
แพทย์พิจารณาอะไรบ้างก่อนตัดสินใจตัดฝีเย็บ?
สูติแพทย์และผดุงครรภ์จะประเมินหลายปัจจัยพร้อมกันในช่วงเบ่งคลอด ปัจจัยที่มักนำไปสู่การตัดฝีเย็บ ได้แก่:
- ทารกตัวโตเกินคาด หรือภาวะไหล่ติด ซึ่งต้องการพื้นที่เพิ่มอย่างเร่งด่วน
- อัตราการเต้นของหัวใจทารกผิดปกติ ที่จำเป็นต้องเร่งให้คลอดออกมาโดยเร็ว
- ต้องใช้คีมหรือเครื่องดูดสูญญากาศช่วยคลอด เพราะอุปกรณ์ต้องการพื้นที่มากขึ้น
- เนื้อเยื่อตึงมากและแพทย์ประเมินว่าจะฉีกรุนแรง หากปล่อยให้ฉีกเองอาจขยายลึกถึงกล้ามเนื้อหรือทวารหนักได้
- ศีรษะทารกออกเร็วมากผิดปกติ จนแพทย์ไม่มีเวลาประคองให้เนื้อเยื่อค่อย ๆ ยืด
หากไม่มีปัจจัยเหล่านี้ แพทย์ส่วนใหญ่ในยุคนี้จะเลือกวิธี “watch and support” แทน คือประคองศีรษะทารกให้ค่อย ๆ โผล่ออกมาช้า ๆ พร้อมช่วยนวดยืดเนื้อเยื่อไปด้วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ Mayo Clinic และ Cleveland Clinic ต่างระบุตรงกันว่าการตัดฝีเย็บในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่พบได้น้อยลงมาก เมื่อเทียบกับการคลอดในอดีต
ตารางเปรียบเทียบ: ตัดฝีเย็บ vs ไม่ตัด (ฉีกเอง)
ประเด็น |
ตัดฝีเย็บ
|
ฉีกเองตามธรรมชาติ
|
| ควบคุมทิศทางแผล | ได้ — แพทย์เลือกทิศทางและมุมตัด | ควบคุมไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ฉีกตื้น |
| ความเจ็บหลังคลอด | มักเจ็บนานกว่า โดยเฉพาะแบบเฉียง | ขึ้นอยู่กับระดับ ฉีกตื้นมักเจ็บน้อยกว่า |
| เวลาฟื้นตัว | นานกว่าเล็กน้อย | เร็วกว่า ถ้าฉีกระดับ 1-2 |
| โอกาสติดเชื้อ | มีแต่ต่ำ หากดูแลแผลถูกวิธี | ใกล้เคียงกัน |
| เหมาะกับสถานการณ์ไหน | กรณีฉุกเฉิน ทารกตัวใหญ่ ต้องใช้คีม/เครื่องดูดสูญญากาศ | การคลอดดำเนินไปตามปกติ ไม่มีข้อบ่งชี้ฉุกเฉิน |
| แนวทางที่แนะนำในปัจจุบัน | ทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ | เป็นแนวทางหลักที่ WHO และ ACOG แนะนำ |
จะลดโอกาสถูกตัดฝีเย็บได้อย่างไร?
1. นวดฝีเย็บก่อนคลอด
เริ่มนวดได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 34-36 สัปดาห์ โดยใช้น้ำมันที่ปลอดภัย เช่น น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์หรือน้ำมันโจโจบา นวดบริเวณฝีเย็บวันละ 5-10 นาที งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบของ Cochrane ที่รวบรวมข้อมูลจาก 4 การศึกษาในคุณแม่เกือบ 2,500 คน พบว่าการนวดฝีเย็บช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่ต้องเย็บแผลได้ราวร้อยละ 9 และลดโอกาสถูกตัดฝีเย็บได้ราวร้อยละ 16 โดยผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในคุณแม่ที่คลอดลูกคนแรก ส่วนคุณแม่ที่เคยคลอดทางช่องคลอดมาก่อนแม้ผลด้านการลดรอยฉีกขาดจะชัดน้อยกว่า แต่ยังพบว่าช่วยลดอาการเจ็บฝีเย็บเรื้อรังในช่วง 3 เดือนหลังคลอดได้เช่นกัน
2. แจ้งความต้องการในแผนการคลอด (Birth Plan)
เขียนหรือพูดคุยกับสูติแพทย์ตั้งแต่ก่อนวันคลอดว่าคุณแม่ไม่ต้องการถูกตัดฝีเย็บ เว้นแต่มีความจำเป็นจริง ๆ แพทย์ที่ดีจะรับฟังและบันทึกความต้องการนี้ไว้ในแฟ้มประวัติ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คลอดธรรมชาติได้ไหม ผลเลือดแม่บอกได้ เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนคุยกับแพทย์ด้วยค่ะ
3. ท่าทางระหว่างเบ่งคลอด
การเบ่งในท่านอนหงายแบบดั้งเดิมอาจกดดันฝีเย็บมากกว่าท่าอื่น ปัจจุบันบางโรงพยาบาลในไทยเริ่มเปิดตัวเลือกให้คุณแม่เบ่งในท่านั่งยอง ท่าคุกเข่า หรือท่าตะแคง ซึ่งช่วยลดแรงกดที่ฝีเย็บโดยตรงได้
4. เบ่งช้า ๆ ตามจังหวะที่แพทย์แนะนำ
แพทย์หรือผดุงครรภ์บางท่านจะขอให้หยุดเบ่งชั่วขณะในจังหวะที่ศีรษะทารกกำลังโผล่ออกมา เพื่อให้เนื้อเยื่อค่อย ๆ ยืดทีละนิดแทนที่จะถูกดันออกอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากคุณแม่ในช่วงที่เจ็บมากที่สุด แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงการฉีกขาดรุนแรงได้จริง

เช็กลิสต์: สิ่งที่ควรเตรียมก่อนคลอด เพื่อลดโอกาสถูกตัดฝีเย็บ
✅ พูดคุยกับสูติแพทย์เรื่องแผนการคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์
✅ ถามแพทย์โดยตรงว่ามีแนวทางอย่างไรกับ การตัดฝีเย็บ
✅ เริ่มนวดฝีเย็บตั้งแต่อายุครรภ์ 34-36 สัปดาห์
✅ เรียนรู้เทคนิคการหายใจและเบ่งคลอดอย่างถูกวิธีจากคลาสเตรียมคลอด
✅ ฝึกออกกำลังกายท่า Kegel (เคเกล) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
✅ แจ้งความต้องการกับคุณหมอในห้องคลอดซ้ำอีกครั้งในวันจริง
✅ มีคนเคียงข้าง (สามี) ที่รับรู้ความต้องการของคุณแม่ด้วย
บทความจากพันธมิตร
หลังคลอดแล้ว ดูแลแผลฝีเย็บอย่างไร ให้หายไว?
ไม่ว่าจะถูกตัดหรือฉีกเอง การดูแลแผลให้ดีเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังคลอด
- ล้างแผลหลังขับถ่ายทุกครั้ง ด้วยน้ำสะอาดหรือแช่ sitz bath อุ่น ๆ หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีฤทธิ์แรง
- ประคบเย็น ด้วยผ้าเย็นสะอาดในช่วงชั่วโมงแรก ๆ หลังคลอด ช่วยลดอาการบวมได้มาก
- ไม่นั่งนานเกินไป เปลี่ยนท่านั่งบ่อย ๆ หรือใช้หมอนโดนัทรองนั่งเพื่อลดแรงกดที่แผล
- สังเกตสัญญาณผิดปกติ เช่น แผลบวมแดงมาก มีหนอง หรือมีไข้ ให้รีบกลับไปพบแพทย์ทันที
ช่วงพักฟื้นหลังคลอดนอกจากเรื่องแผลฝีเย็บแล้ว ร่างกายของคุณแม่ยังต้องฟื้นตัวในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งระบบย่อยอาหารและสภาพผมที่มักร่วงง่ายกว่าปกติในช่วงหลังคลอด หากกำลังมองหาตัวช่วยดูแลเส้นผมและหนังศีรษะที่อ่อนโยน ผลิตภัณฑ์อย่าง Mama’s Choice Treatment Shampoo ที่ออกแบบมาสำหรับคุณแม่หลังคลอดโดยเฉพาะ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายคนใช้ควบคู่ไปกับการดูแลแผลฝีเย็บอย่างใกล้ชิดค่ะ
สำหรับคุณแม่ที่อยากอ่านเรื่องปัญหาระบบย่อยอาหารหลังคลอดเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านได้ที่ 4 ปัญหาการย่อย ที่คุณแม่อาจเจอหลังคลอด
เรื่องที่แม่ ๆ มักถามในคอมมูนิตี้คุณแม่แต่ไม่กล้าถามหมอ
Q: ถ้าไม่อยากถูกตัด แต่หมอบอกว่าต้องตัด จะปฏิเสธได้ไหม?
A: ในทางทฤษฎี คุณแม่มีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลและร่วมตัดสินใจ แต่หากแพทย์ระบุว่าจำเป็นในเชิงฉุกเฉิน เช่น หัวใจทารกผิดปกติ นั่นคือสถานการณ์ที่ควรให้ความไว้วางใจกับดุลยพินิจของแพทย์ ณ หน้างาน การสื่อสารความต้องการล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเจ็บท้องจึงสำคัญกว่าการต่อรองในห้องคลอดค่ะ
Q: แผลจากการตัดฝีเย็บกับแผลจากการฉีกเอง แบบไหนเจ็บกว่ากัน?
A: ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง แผลจากการฉีกเองแบบตื้น (ระดับ 1) มักเจ็บน้อยกว่าแผลจากการตัดฝีเย็บ แต่หากฉีกลึกถึงระดับ 3-4 จะเจ็บนานกว่าและฟื้นตัวยากกว่าแผลจากการตัดที่ควบคุมทิศทางได้เสียอีก
FAQ: คำถามที่คุณแม่ถามบ่อยเรื่อง การตัดฝีเย็บ
1. แม่ที่คลอดลูกคนที่ 2 จะถูกตัดฝีเย็บอีกไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ โอกาสถูกตัดลดลงเพราะเนื้อเยื่อยืดหยุ่นดีขึ้นจากการคลอดครั้งก่อน แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในห้องคลอดด้วย การพูดคุยกับแพทย์ล่วงหน้าจะช่วยให้มั่นใจมากขึ้น
2. ถ้าเคยถูกตัดฝีเย็บในครั้งแรก แผลเก่าจะมีผลกับการคลอดครั้งต่อไปไหม?
มีผลอยู่บ้างค่ะ เพราะเนื้อเยื่อบริเวณรอยแผลเก่ามักยืดหยุ่นน้อยกว่าเนื้อเยื่อปกติ บางรายแพทย์อาจพิจารณาตัดซ้ำในตำแหน่งเดิม ขณะที่บางรายก็คลอดได้โดยไม่มีปัญหาเลย ขึ้นอยู่กับขนาดแผลเดิมและสภาพเนื้อเยื่อในขณะนั้น
3. การนวดฝีเย็บต้องให้ใครนวด?
คุณแม่นวดเองได้ หรือให้คุณพ่อช่วยก็ได้ค่ะ เริ่มได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 34-36 สัปดาห์ วันละ 5-10 นาที โดยใช้น้ำมันธรรมชาติที่ปลอดภัย เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอัลมอนด์ หรือโจโจบาออยล์
4. ถ้าไม่อยากถูกตัดฝีเย็บ ควรบอกหมอตอนไหน?
บอกได้เลยตั้งแต่การฝากครรภ์ครั้งสุดท้ายก่อนครบกำหนดคลอด หรือเขียนใส่แผนการคลอดให้ชัดเจน แล้วย้ำอีกครั้งกับคุณหมอในห้องคลอดตอนเริ่มเจ็บท้องจริง
5. ถ้าไม่ตัดแล้วฉีกเอง จะเย็บยากขึ้นไหม?
ขึ้นอยู่กับระดับการฉีกขาด หากฉีกระดับ 1-2 (ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อชั้นต้น) จะเย็บง่ายและฟื้นตัวเร็ว แต่หากฉีกระดับ 3-4 ซึ่งลึกถึงกล้ามเนื้อหูรูดหรือทวารหนัก จะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการเย็บมากขึ้น อย่างไรก็ตามกรณีนี้พบได้น้อยในคุณแม่ที่คลอดลูกคนที่ 2-3
6. โรงพยาบาลรัฐในไทยยังตัดฝีเย็บทุกรายอยู่ไหม?
โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่และโรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ปรับนโยบายให้สอดคล้องกับแนวทางสากลแล้ว แต่การปฏิบัติจริงยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และผดุงครรภ์แต่ละท่าน การถามตรง ๆ ล่วงหน้าจึงยังจำเป็นอยู่เสมอ
บทความที่เกี่ยวข้อง ค่าคลอดโรงพยาบาลรัฐ 2569 เตรียมพร้อมคลอดแบบประหยัด! (อัปเดตสิทธิบัตรทอง-ประกันสังคม)
7. หลังถูกตัดหรือฉีกแล้ว จะกลับมาเจ็บอีกในระยะยาวได้ไหม?
คุณแม่บางคนอาจมีอาการเจ็บบริเวณรอยแผลเวลามีเพศสัมพันธ์หลังคลอดไปแล้วหลายเดือน เรียกว่าภาวะ dyspareunia หากเจ็บนานเกิน 3-6 เดือน ควรปรึกษาสูติแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญด้านอุ้งเชิงกรานเพิ่มเติม
8. การออกกำลังกายท่าเคเกลช่วยเรื่องนี้ได้จริงไหม?
ได้ค่ะ การออกกำลังกายเคเกลช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งสนับสนุนการยืดตัวของฝีเย็บระหว่างคลอด และยังช่วยให้ฟื้นตัวหลังคลอดได้ดีขึ้นด้วย สามารถเริ่มทำได้ทุกวันตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เลยค่ะ
โดยสรุปแล้ว การตัดฝีเย็บ ไม่ใช่ขั้นตอนที่ต้องทำกับคุณแม่ทุกคนที่คลอดลูกคนที่ 2 หรือ 3 แนวทางทางการแพทย์ในปัจจุบันทั้งของ WHO, ACOG และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยต่างเห็นตรงกันว่าควรใช้การตัดฝีเย็บเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนเท่านั้นค่ะ สิ่งที่คุณแม่ทำได้คือเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งการนวดฝีเย็บ การพูดคุยกับแพทย์เรื่องแผนการคลอด และการเรียนรู้เทคนิคเบ่งคลอดที่ถูกวิธี เพื่อให้การคลอดครั้งนี้ราบรื่นและฟื้นตัวได้เร็วที่สุดค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
รวมแพ็กเกจคลอด ปี 2569 รพ.เอกชน ในกรุงเทพฯ คลอดลูกโรงพยาบาลไหนดี?
24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด อาการปกติ vs ผิดปกติ ที่ต้องสังเกต
สถิติชี้ 1 ใน 10 เด็กไทยคลอดก่อนกำหนด พร้อมแนะวิธีดูแลครรภ์ ป้องกันคลอดก่อนกำหนด
แหล่งอ้างอิง
- Episiotomy: When it’s needed, when it’s not, Mayo Clinic
- Episiotomy: Purpose, Procedure, Risks & Recovery, Cleveland Clinic
- Antenatal perineal massage for reducing perineal trauma, Cochrane Database of Systematic Reviews
- How to Do Perineal Massage to Prepare for a Vaginal Delivery, The Bump
- Selective episiotomy vs. implementation of a non episiotomy protocol: a randomized clinical trial, PMC (NIH)
- Network meta-analysis of episiotomy approaches, PMC (NIH)
- การผ่าตัดฝีเย็บ – ขั้นตอน การเตรียมการ ค่าใช้จ่าย และการฟื้นตัว, Apollo Hospitals
- ผลของการใช้เครื่องมือช่วยตัดฝีเย็บ Episioguide, วารสารราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!
