คนจนลดเหลือ 2.3 ล้านคนในปี 68 แต่ปัญหาเด็กยากจนยังสาหัส

สภาพัฒน์ประกาศว่าปี 2025 (พ.ศ. 2568) ประเทศไทยมีคนจน 2.3 ล้านคน ลดจาก 3.4 ล้านคนในปี 2024 ขณะที่รายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ก็ชี้ไปในทางเดียวกัน สัดส่วนคนจนลดจาก 7.2% ในปี 2015 เหลือ 4.9% ในปี 2024 โดยวัดจากรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค กล่าวคือหากครัวเรือนใดมีรายจ่ายเพื่อการดำรงชีวิต เช่น ซื้ออาหาร จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าเดินทาง เฉลี่ยต่อคนต่ำกว่า ‘เส้นความยากจน’ นับว่าเป็นคนจน

ทั้งนี้ เส้นความยากจนของประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ 3,044 ต่อคนต่อเดือน หรือวันละประมาณ 100 บาท

คนจนลดลงไม่ได้แปลว่าความยากจนในประเทศไทยจะหมดไป ปัญหาหนึ่งที่ซ่อนอยู่คือเด็กยังยากจนมากกว่าคนกลุ่มอื่น ในปี 2025 อัตราความยากจนของเด็กเล็ก (อายุ 0-5 ปี) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 8.3 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกกลุ่มอายุเกือบ 3 เท่า 

สอดคล้องกับการวัดตามดัชนีความยากจนหลายมิติ (Multidimensional Poverty Index: MPI) ซึ่งดูความยากจนจากมิติความมั่นคงทางการเงิน ความเป็นอยู่ สุขภาพ และการศึกษาร่วมกัน เด็กไทยอายุไม่เกิน 4 ปี มีความยากจนหลายมิติถึงร้อยละ 43.7 ตามข้อมูลล่าสุดในปี 2019 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยทุกช่วงวัย (ร้อยละ 13.4) ราว 3 เท่า

เราจะคาดหวังให้ปัญหาความยากจนหมดไปในอนาคตได้อย่างไร หากผู้กุมอนาคตของประเทศอย่างเด็กและเยาวชนยังต้องเริ่มต้นชีวิตอย่างขาดแคลน ไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ และเสี่ยงติดอยู่ในกับดักความยากจนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น 

รัฐไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงความพอใจกับการลดจำนวนคนจนชั่วครั้งชั่วคราว แต่ควรเอาจริงกับการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่รับประกันการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะการลงทุนกับเด็กตั้งแต่ปฐมวัยเพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

ทั้งหมดเพื่อไปสู่เป้าหมาย สร้างประเทศไทยที่ทุกคนไม่ว่าเกิดมาในครอบครัวยากดีมีจน มีโอกาสแสวงหาความก้าวหน้าตามศักยภาพ สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขั้นพื้นฐานโดยไม่รู้สึกว่าไกลเกินฝัน

เกิดมาจนต้องมีโอกาสหลุดพ้น ไม่ใช่จนแล้วต้องจนไปจนตาย