2 พันล้านต่อปี! หมอยงประเมินเงินใช้จ่ายตีพิมพ์ผลงานวิชาการไทยในนานาชาติ

17 ก.ย.2569 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ผลงานวิชาการไทย ในระดับนานาชาติน่าจะถึง 2 พันล้านบาทต่อปี” ระบุว่า จากข้อมูลที่อาจารย์พันธุ์ปิติ รวบรวม เป็นราคาค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ตามราคาป้าย APC โดยประมาณการ ใน 7 มหาวิทยาลัยของรัฐ ในปี 2025 ซึ่งรวมกันแล้วถึง 1,600 ล้านบาท ถ้ารวมมหาวิทยาลัยทั้งประเทศ และองค์กรทางวิชาการกระทรวงต่างๆ น่าจะเกิน 2,000 ล้านบาท ต่อปี และมีแนวโน้นที่จะสูงขึ้นทุกปี ดังแสดงในรูป

แต่เดิมเมื่อ 2 ปีที่แล้วผมเคยประเมินว่าวรสารที่ต้องเสียค่าตีพิมพ์ APC มีประมาณ 60% แต่ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้วารสาร ที่ต้องเสียเงิน มีถึง 70% มีเพียง 30% เท่านั้นที่เป็นวารสารให้โอนลิขสิทธิ์ให้ หรือนับวันจะลดน้อยลง เพราะสำนักพิมพ์ได้ประโยชน์ค่อนข้างมาก จึงมีวารสารลูกออกมามากมาย ตามความต้องการของมหาวิทยาลัยในการให้ตำแหน่งวิชาการ ใช้เป็นตัวชี้วัด

การมีค่าใช้จ่ายขนาดนี้ ผมเชื่อว่าการใช้จ่ายของห้องสมุด ก็ไม่ได้ลดลง หรือถ้าลดลงก็จะเป็นการดี มีใครรวบรวมข้อมูลไว้ไหม ว่าห้องสมุดยังจำเป็นต้องซื้อวารสารอีกหรือไม่

แต่ละประเทศมีงบประมาณด้านวิจัย แตกต่างกันมาก และระดับ GDP และรายได้ต่อหัวของประชากร ก็แตกต่างกันมาก เราเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ก็แตกต่างกัน และน้อยกว่าสิงคโปร์ 10 เท่า แต่การเสียค่าตีพิมพ์ทางวิชาการเราเท่ากัน

ผมเองตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ มาแล้วมากกว่า 800 เรื่องในช่วงเกือบ 40 ปี และมีการอ้างอิงมากกว่า 30,000 ครั้ง H index 80 โดยไม่ได้ห้อยโหนฝรั่ง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดในช่วงที่อยู่ในวงวิชาการ จึงอดเป็นห่วงไม่ได้ สำหรับองค์กรและประชาคมวิจัยของประเทศไทย ที่ควรจะมีทางออกที่ดีกว่านี้

การให้เป็นผู้ทบทวนวารสารให้สำนักพิมพ์ ระยะหลังผมปฏิเสธหมด เพราะเยอะเหลือเกิน ผมจะอ่านให้ ในรายที่มีคูปองไปใช้เป็นส่วนค่าลดในการตีพิมพ์ เพื่อความยุติธรรม ผมจึงไม่ปฏิเสธ วารสาร MDPI เพราะผมรวบรวมได้มากพอที่จะตีพิมพ์ฟรีได้ จึงตีพิมพ์ และคนอ่านก็สามารถค้นหาได้ไม่แตกต่างกัน เพราะสำนักพิมพ์แต่ละสำนักพิมพ์ไม่แตกต่างกันเลย ทำไมจึงต้องมาจำกัดบางสำนักพิมพ์

นักวิชาการและอาจารย์รุ่นใหม่ต้องดิ้นรนทำตามมหาวิทยาลัย กฎเกณฑ์ต่างๆในภาคบังคับ จึงเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับประเทศไทย ที่จะมีนักวิจัยอาชีพ ถ้าใจไม่รักจริง เรามาช่วยกันคิดหาทางออก น่าจะเป็นวิธีที่ดี กว่าที่ผู้บริหาร ไม่ได้ประสบมากับตัวเอง และวางกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ได้ T1 แบบศรีธนญชัย ก็จะเข้าทางสำนักพิมพ์

วารสารของสมาคม Am J Trop Med Hyg ที่ คุณหมอ โนกุจิ ตีพิมพ์เรื่องไข้เหลือง ในปี 1928 ผมอ่านแล้วประทับใจมาก ยังสามารถค้นอ่านได้ในปัจจุบันถึงแม้จะเกือบร้อยปีแล้ว วารสารนี้ในปัจจุบัน เป็น Q2 ลูกศิษย์ทุกคนไม่มีใครยอมตีพิมพ์เลย เพราะเต้นไปตามกฎเกณฑ์ หรือแม้กระทั่ง Arc Virol ที่ตีพิมพ์ฟรี แต่อยู่ใน Q2 หรือ J Gen Virol ที่อยู่ใน Q1 ก็ไม่ยอมส่งตีพิมพ์ เพราะไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ที่ต้องให้ได้ T1 ก่อนหน้านี้จะตีพิมพ์แต่ Scientific Reports PlosOne etc

ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารทั้งหมดจะต้องมาร่วมกันพิจารณาเงินจำนวนมากของประเทศ หรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เป็นจำนวนถึง 10% ของงบวิจัยของทั้งประเทศ และหาทางออกที่เหมาะสม