จับตาแคนดิเดต ผบ.ตร. เบอร์ 2 ‘พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร’ กางจุดแข็งคอนเน็กชันอินเตอร์ รับมือภัยไซเบอร์-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ
ในการคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด นอกจากลำดับความอาวุโสตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 แล้ว ผลงานและวิสัยทัศน์ คืออีกหนึ่งมาตรวัดสำคัญที่ถูกนำมาพิจารณา
- จาก ‘รองศาสตราจารย์’ สู่สายปฏิบัติการ
- กวาดล้างค้ามนุษย์ กู้ภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก
- เมื่อ ‘เครือข่ายอินเตอร์’ คืออาวุธสู้คดีไซเบอร์
THE STANDARD พาไปสำรวจโปรไฟล์แคนดิเดตลำดับที่ 2 ‘พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร’ รอง ผบ.ตร. เพื่อวิเคราะห์ว่าเหตุใดนายตำรวจท่านนี้จึงเป็นแคนดิเดตที่น่าจับตาโดยเฉพาะในยุคที่ภูมิทัศน์ของอาชญากรรมก้าวข้ามพรมแดนประเทศไปสู่ระดับโลก
จาก ‘รองศาสตราจารย์’ สู่สายปฏิบัติการ
เส้นทางของ พล.ต.อ. ธัชชัย มีความแตกต่างจากนายตำรวจทั่วไปตรงที่เริ่มต้นจากการเป็นสายวิชาการ ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) จนได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้มีตำแหน่งทางวิชาการระดับ รองศาสตราจารย์ (รศ.)
ก่อนที่ต่อมาจะเบนเข็มเข้าสู่คุมกำลังในสายปฏิบัติการ ทั้งในสังกัดตำรวจภูธรและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้เชิงวิชาการและการลงพื้นที่จริง กลายเป็นรากฐานสำคัญในการทำงานระดับนโยบายในเวลาต่อมา
กวาดล้างค้ามนุษย์ กู้ภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก
จุดที่ทำให้ชื่อของ พล.ต.อ. ธัชชัย เริ่มเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2557 กับผลงานการปราบปรามเครือข่ายค้ามนุษย์ชาวโรฮิงจาในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังระดับชาติ
การตัดสินใจลงดาบเครือข่ายค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาด โดยมีการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้สั่งการซึ่งเป็นข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่น ไม่เพียงแต่ทลายโครงสร้างอาชญากรรมในพื้นที่ แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้กระบวนการประเมินสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Tier) ของประเทศไทยจากนานาชาติได้รับการปรับระดับให้ดีขึ้นในเวลาต่อมา
เมื่อ ‘เครือข่ายอินเตอร์’ คืออาวุธสู้คดีไซเบอร์
คำถามที่ว่าเหตุใด พล.ต.อ. ธัชชัย จึงเป็นแคนดิเดตที่น่าสนใจ คำตอบอยู่ที่ ทักษะและประสบการณ์การทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับภัยคุกคามอันดับหนึ่งในปัจจุบันอย่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มักมีฐานปฏิบัติการอยู่นอกประเทศ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจทำได้ด้วยกลไกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว
ในฐานะที่เคยรับบทบาทรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) พล.ต.อ. ธัชชัย ได้วางยุทธศาสตร์การทำงานข้ามพรมแดนที่น่าสนใจ ดังนี้:
- ยกระดับความร่วมมือระดับโลก: ทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) อย่างใกล้ชิด
- นำร่องหน่วยเฉพาะกิจนานาชาติ: นั่งแท่นหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานกับตำรวจสากล
- ทำงานข้ามหน่วยงานในประเทศ: บูรณาการร่วมกับกองทัพในฐานะผู้อำนวยการหน่วยเฉพาะกิจ 88 (ผอ.ฉก.88)
- ตั้ง War Room ปราบปรามแบบเรียลไทม์: สร้างศูนย์กลางวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติแบบรายวัน (Daily) เพื่อปรับยุทธวิธีให้ทันเกมมิจฉาชีพ ซึ่งระบบนี้ยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ จุดแข็งที่ช่วยทลายกำแพงในการเจรจาระดับนานาชาติคือ ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ โดยมีผลสอบ TOEIC สูงถึง 950/990 (สูงสุดของ ตม. ในปี 2557) และเคยสอบได้ลำดับที่ 1 ด้านภาษาอังกฤษของ ตร. ในปี 2553
การขับเคี่ยวชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปีนี้ถือว่ามีเดิมพันสูง โปรไฟล์ของ พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร สะท้อนภาพของนายตำรวจที่พยายามนำมาตรฐานสากลมาใช้แก้ปัญหาในประเทศ
ความโดดเด่นด้านคอนเน็กชันต่างประเทศและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ถือเป็นแต้มต่อสำคัญที่ตอบโจทย์วิกฤตความเดือดร้อนของประชาชนในยุคดิจิทัลได้อย่างตรงจุด อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการคัดเลือก ผบ.ตร. องค์ประกอบด้านบริบททางการบริหารในภาพรวมและการยอมรับจากทุกภาคส่วน ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด



