กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75.72 ล้านล้านบาท) เสนอให้ลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ตลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ในจดหมายที่ส่งถึงกระทรวงการคลังนอร์เวย์และเผยแพร่เมื่อสัปดาห์นี้ ซึ่งแนะนำให้ลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะหมายถึงการลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กองทุนถืออยู่ราว 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ลงเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) ตามการคำนวณของ Reuters

ขณะที่การคำนวณของ Bloomberg ประเมินว่าการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จะลดลงราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.47 ล้านล้านบาท) ส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอาจเพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.58 แสนล้านบาท)

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ขนาดของกองทุน ซึ่งเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเฉลี่ยบริษัทละ 1.5% ทำให้การตัดสินใจเรื่องพอร์ตลงทุนสามารถส่งอิทธิพลต่อกระแสเงินในตลาดวงกว้างได้

สัดส่วนใหม่ที่เสนอ และเหตุผลเบื้องหลัง

รายละเอียดของข้อเสนอระบุว่าน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในดัชนีตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9% ขณะที่สัดส่วนพันธบัตรของกลุ่มยูโรโซนจะลดลงในระดับที่น้อยกว่า จาก 16.8% เหลือ 14.1%

ในทางกลับกัน สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นจาก 4.6% เป็น 7.4% ส่วนสัดส่วนของอังกฤษจะคงเดิมที่ 4.2% ซึ่งกองทุนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ดัชนีสอดคล้องกับน้ำหนักของตลาดโดยรวมมากขึ้น

ที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่การถอนตัวออกจากตลาดสหรัฐฯ เพราะโฆษกของ NBIM ระบุว่าสัดส่วนสินทรัพย์ที่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์โดยรวมจะยังคงอยู่ที่ราว 50% เท่าเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนคือส่วนผสมภายในตลาดดอลลาร์ นั่นคือถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ น้อยลง แล้วไปถือตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ มากขึ้นแทน

โดยสัดส่วนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นจาก 16.2% เป็น 27.6% ทำให้น้ำหนักรวมของสกุลเงินดอลลาร์ในดัชนีตราสารหนี้ลดลงเพียงเล็กน้อย จาก 52.9% เหลือ 52.5%

อีดา วอลเดน บาเช ผู้ว่าการธนาคารกลางนอร์เวย์ และ นิโคไล ตังเงน ซีอีโอของ NBIM ระบุในจดหมายว่าสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ 50% เพียงพอต่อความต้องการสภาพคล่อง รวมถึงในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน

ทั้งสองยังอธิบายว่ากองทุนจะได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงขึ้นจากการกระจายไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่า อย่างตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง ซึ่งพวกเขามองว่าเหมาะกับสถานะนักลงทุนระยะยาว

เหตุผลที่ยกมาคือตราสารประเภทดังกล่าวมักเคลื่อนไหวสวนทางกับหุ้นในช่วงวิกฤต จึงช่วยลดความผันผวนเพิ่มเติมได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าหุ้นกู้เอกชน

อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนวิธีถ่วงน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาล จากเดิมที่อิงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มาเป็นการอิงกับมูลค่าตลาดแทน โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันหนี้ภาครัฐที่สูงกลายเป็นลักษณะทั่วไปของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของบางประเทศอีกต่อไป

จังหวะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกกดดัน

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อ่อนไหวสำหรับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพราะต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางการคลังและภาระหนี้ที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ของสหรัฐฯ

โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน นักเศรษฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่ากลุ่มที่เคยเป็นผู้ซื้อและผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายประจำที่พึ่งพาได้ กำลังเผชิญแรงกดดัน โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่น, จีน และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอของ NBIM โดยเฉพาะ เขาระบุว่าขนาดของการลดนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่สัญญาณที่ว่าผู้ถือและผู้ซื้อรายเดิมเริ่มพึ่งพาได้น้อยลงต่างหากที่สำคัญอย่างยิ่ง

ในมุมของนักวิเคราะห์อีกด้าน เคนเนธ ครอมป์ตัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยของ National Australia Bank มองว่า NBIM ไม่ได้กำลังตัดสินเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ โดยตรง

เขาอธิบายว่ากองทุนกำลังโต้แย้งว่าตัวเองถือพันธบัตรรัฐบาลมากพอสำหรับความต้องการสภาพคล่องอยู่แล้ว และนักลงทุนที่มองระยะยาวควรเก็บเกี่ยวผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากตราสารหนี้ที่หลากหลายกว่านี้

ข้อเสนอที่ยังไม่จบ และต้องผ่านอีกหลายด่าน

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นคือทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ และไม่มีอะไรรับประกันว่ากองทุนจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามนั้น

กระบวนการที่รออยู่คือ NBIM จะรอคำตอบจากกระทรวงการคลัง ก่อนที่ข้อเสนอจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำที่ยื่นต่อกระทรวงในเดือนมกราคม จากนั้นจะถูกหารือในกระบวนการจัดทำสมุดปกขาวประจำปีของกองทุนในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

หลังจากนั้นกระทรวงจึงจะเสนอคำแนะนำขั้นสุดท้ายต่อรัฐสภา ซึ่งจะจัดการพิจารณาต่อไป โดยโฆษกของ NBIM ระบุว่าหากมีการปรับลดพอร์ตตราสารหนี้จริง ก็ไม่น่าจะเริ่มดำเนินการได้จนกว่าจะเข้าสู่ปี 2027 ไปแล้วหลายเดือน

กองทุนยังย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจำกัดผลกระทบต่อตลาดและต้นทุนการทำธุรกรรม

ด้าน เอลเลน ไรทัน เลขานุการแห่งรัฐ ระบุผ่านอีเมลว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอปรับกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดในสมุดปกขาวที่จะเสนอต่อรัฐสภาในฤดูใบไม้ผลิ หลังกระทรวงการคลังทบทวนคำแนะนำอย่างละเอียดแล้ว

เธอยังชี้ว่าคณะผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับมอบหมายให้ทบทวนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มีกำหนดเสนอรายงานในเดือนมกราคมปีหน้าด้วย

คารีน ธอร์เบิร์น ศาสตราจารย์จาก Norwegian School of Economics ซึ่งเคยร่วมเป็นกรรมการหลายชุดที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มองว่านี่เป็นก้าวที่ถูกทาง

อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีเป็นอันดับสอง เพราะคิดว่าการปรับสัดส่วนพอร์ตโดยรวมด้วยการเพิ่มหุ้นและลดตราสารหนี้น่าจะดีกว่า

สำหรับสถานะปัจจุบันของกองทุนนั้น ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน กองทุนมีสินทรัพย์ตราสารหนี้มากกว่า 6.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20.25 ล้านล้านบาท) ซึ่งราว 59.5% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และหากรวมตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วยจะอยู่ที่ 69%

ทั้งนี้ กองทุนซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อนำรายได้จากน้ำมันและก๊าซของนอร์เวย์ไปลงทุน เพิ่งทำผลตอบแทนสูงเป็นประวัติการณ์ในครึ่งปีแรกที่ 1.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.22 ล้านล้านบาท) ซึ่งตังเงน ซีอีโอของกองทุน ระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่านี่คือระดับที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว

เขายังออกมาเตือนคนนอร์เวย์บ่อยครั้งขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่ากองทุนจะต้องเจอกับภาวะตกต่ำในสักวันหนึ่ง โดยผลทดสอบภาวะวิกฤตล่าสุดของ NBIM พบว่าหากเกิดการปรับฐานของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มูลค่ากองทุนอาจหายไปถึง 7.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 24.36 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 35%

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 6 กันยายน 2569

ภาพ : Volodymyr TVERDOKHLIB / Shutterstock

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

ถนัดกิจ จันกิเสน

Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ