เวียดนามเตรียมยก 2 จังหวัดที่ตั้งฐานผลิต Samsung และฮาลองเบย์ ขึ้นตรงรัฐบาลกลาง ตัดขั้นตอนราชการเพื่อเร่งอนุมัติโครงการและดึงเม็ดเงิน FDI
เวียดนามเตรียมยกฐานะ 2 จังหวัดที่เป็นจุดหมายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายใหญ่ที่สุด คือ บั๊กนิญ ฐานการผลิตของ Samsung และกว๋างนิญ ที่ตั้งของอ่าวฮาลอง ให้กลายเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง โดยหวังว่าจะช่วยเร่งการเติบโตของทั้งสองพื้นที่
- ตัดชั้นจังหวัดออก คือสัญญาณที่ส่งถึงนักลงทุนต่างชาติ
- บั๊กนิญ ฐานผลิต Samsung ที่ส่งออกเกือบ 1 ใน 5 ของประเทศ
- กว๋างนิญ จากเมืองเหมืองถ่านหินสู่เศรษฐกิจที่โตเร็วที่สุด
การเปลี่ยนสถานะดังกล่าวจะทำให้ทั้งสองจังหวัดอยู่ภายใต้การบริหารโดยตรงของรัฐบาลกลาง ซึ่งจะมีอำนาจมากขึ้นทั้งการวางแผน, การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน จนอาจทำให้การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่คล่องตัวขึ้น
ด้วยระบบการปกครองของเวียดนามที่อำนาจตัดสินใจกระจุกอยู่ที่ส่วนกลางเป็นหลัก สถานะใหม่นี้จะเปิดช่องทางให้ทั้งสองพื้นที่ติดต่อกับกรุงฮานอยได้โดยตรงมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนราบรื่นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ผ่านความเห็นชอบ โดยสมาชิกสภามีกำหนดลงมติในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะได้รับการอนุมัติ และเมื่อผ่านแล้วทั้งสองจังหวัดจะเข้าร่วมกลุ่มเมืองที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 7 แห่ง
ตัดชั้นจังหวัดออก คือสัญญาณที่ส่งถึงนักลงทุนต่างชาติ
เหงียน เตี๊ยน หาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเวียดนาม ระบุต่อสมาชิกสภาว่า การยกฐานะครั้งนี้เป็นมากกว่าการปรับหน่วยการปกครองเมืองและการปรับรูปแบบการบริหาร แต่เป็นการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อจัดโครงสร้างภูมิทัศน์การพัฒนาใหม่ และสร้างขั้วการเติบโตใหม่ให้กับพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงและทั้งประเทศ
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามกำลังปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ภายใต้การนำของ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ที่ลดจำนวนจังหวัดและกระทรวงลง พร้อมผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อหนุนการเติบโต
มาร์โก ฟอร์สเตอร์ ผู้อำนวยการและที่ปรึกษาด้าน FDI จากบริษัทที่ปรึกษา Ascentium อธิบายว่าสถานะใหม่จะทำให้ทั้งสองพื้นที่คุยกับฮานอยได้โดยตรงทั้งเรื่องงบประมาณ, โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบาย โดยไม่ต้องผ่านการบริหารระดับจังหวัดที่มักทำให้เกิดความติดขัดและล่าช้า
เขามองว่าขณะนี้มีการตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลานานหลายโครงการกำลังเดินอยู่ การยกฐานะครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกลางมองทั้งสองพื้นที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ฟอร์สเตอร์ระบุว่าสำหรับนักลงทุนต่างชาติแล้ว การเปลี่ยนสถานะทางการปกครองมีความสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่ทั้งสองพื้นที่ลงมือสร้างไว้แล้วจริง
บั๊กนิญ ฐานผลิต Samsung ที่ส่งออกเกือบ 1 ใน 5 ของประเทศ
บั๊กนิญเป็นฐานการผลิตสำคัญของ Samsung มาตั้งแต่ปี 2008 เมื่อยักษ์ใหญ่อิเล็กทรอนิกส์เกาหลีใต้รายนี้เปิดโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือแห่งแรกในเวียดนาม และขยายการดำเนินงานเรื่อยมา ขณะที่ Foxconn, Goertek และ Luxshare ก็เข้ามาตั้งโรงงานในจังหวัดนี้เช่นกัน
ผลลัพธ์คือบั๊กนิญกลายเป็นพื้นที่ที่ส่งออกมากที่สุดของเวียดนามในปี 2025 ด้วยมูลค่าราว 93,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.08 ล้านล้านบาท) คิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น
นอกจากนี้ จังหวัดดังกล่าวยังเป็นผู้รับ FDI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศเมื่อปีก่อน โดยดึงดูดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เกือบ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.29 แสนล้านบาท) ขณะที่ ณ เดือนมิถุนายน ยอด FDI สะสมอยู่ที่ราว 41,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท)
อีกความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือบั๊กนิญกำลังเตรียมเปิดสนามบินนานาชาติซาบิ่ญ ซึ่งกำหนดเปิดให้บริการในปี 2027 โดยวางแผนให้เป็นประตูหลักด้านผู้โดยสารและสินค้าของเวียดนามตอนเหนือ และอาจช่วยลดความแออัดของสนามบินโหน่ยบ่ายในกรุงฮานอย
กว๋างนิญ จากเมืองเหมืองถ่านหินสู่เศรษฐกิจที่โตเร็วที่สุด
ด้านกว๋างนิญมีจุดแข็งที่ผสมผสานทั้งการท่องเที่ยว การค้า และฐานการผลิตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อปีก่อนจังหวัดนี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในเวียดนามที่ 11.9%
จากเดิมที่เศรษฐกิจถูกครอบงำด้วยการทำเหมืองถ่านหิน จังหวัดนี้ได้เปลี่ยนผ่านสู่ภาคการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วง 5 ปีจนถึงเดือนกันยายนปีก่อน สามารถดึงดูดเงินลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมได้ราว 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.98 แสนล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนต่างชาติ
ทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับมณฑลกว่างซีของจีน เมื่อรวมกับท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม ทำให้กว๋างนิญมีศักยภาพเป็นประตูเชื่อมห่วงโซ่อุปทานจีน-เวียดนาม แต่ก็ยังมีข้อจำกัดจากตะกอนที่สะสมในท่าเรือก๋ายลาน ซึ่งเคยเป็นท่าเรือน้ำลึก จนกระทบความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่
ขณะเดียวกันจังหวัดนี้ยังเป็นที่ตั้งของอ่าวฮาลอง มรดกโลกของยูเนสโกที่มีเกาะหินปูนและเสาหินนับพันผุดขึ้นจากผืนน้ำสีมรกต โดยมีแผนสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมฮานอยกับฮาลองภายในสิ้นปี 2028 ซึ่งจะลดเวลาเดินทางเหลือราว 25 นาที จากปัจจุบันที่ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง
ฟอร์สเตอร์มองว่าการยกฐานะทั้งสองจังหวัดมีความคล้ายคลึงกับจีน ซึ่งเป็นได้ทั้งต้นแบบและคำเตือน โดยเซินเจิ้นและฉงชิ่งแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูประบบราชการ นโยบายอุตสาหกรรม และการสนับสนุนจากรัฐ ช่วยเร่งการเติบโตได้เมื่อมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงรองรับ
ในทางกลับกัน เทียนจินให้บทเรียนตรงข้าม เมื่อการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้โดยไม่มีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแรง นำไปสู่การเติบโตที่อ่อนแอและตึกระฟ้าที่ว่างเปล่า ซึ่งเขาเห็นว่าบั๊กนิญและกว๋างนิญมีลักษณะใกล้เคียงกับฉงชิ่งมากกว่าเทียนจิน เพราะปัจจัยพื้นฐานมีอยู่จริง
ทว่าความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นก็ผลักให้ต้นทุนแรงงานและที่ดินสูงตามไปด้วย โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า เมื่อปีก่อนกว๋างนิญมีรายได้เฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศที่ราว 6.9 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 8,970 บาท)
ส่วนบั๊กนิญมีเศรษฐกิจเติบโต 10.27% และรายได้เฉลี่ยราว 6 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 7,800 บาท) ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของประเทศ
แมทธิว พาวเวลล์ ผู้อำนวยการจากบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ Savills ที่ดูแลพื้นที่เวียดนามตอนเหนือและตอนกลาง ระบุว่าหากเป็นการลงทุนอุตสาหกรรมที่ต้นทุนต่ำ ก็ยังมีจังหวัดอื่นให้เลือกอีกมาก เพราะอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มไม่สูงและอุตสาหกรรมหนักจะไปอยู่ในจังหวัดที่ราคาที่ดินถูกกว่า
เขาสรุปว่าการยกฐานะครั้งนี้เป็นการเดินหน้าเส้นทางของบั๊กนิญและกว๋างนิญไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปลดล็อกการเติบโตของเงินลงทุนในระยะถัดไป
ภาพ: Scout901 / Shutterstock
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.12 บาท และ 1 ดงเวียดนาม เท่ากับ 0.0013 บาท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569
อ้างอิง: