ส่งออกไทย มิ.ย.โต 20.8% สูงกว่าตลาดคาด-ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 24 รับอานิสงส์การเร่งลงทุน AI

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือนมิ.ย. 69 พบว่า การส่งออก มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.8% จากเดือนเดียวกันปีก่อน (ตลาดคาดราว 13.7-15.2%) โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24

ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 50.3%YoY ส่งผลให้ในเดือนมิ.ย. นี้ ไทยขาดดุลการค้า 6,534.7 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 จากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในทุกหมวด โดยเฉพาะปัจจัยการผลิตซึ่งโครงสร้างการนำเข้ากว่า 70% เป็นสินค้าทุนและวัตถุดิบ/ กึ่งสำเร็จรูป เพื่อการผลิตและส่งออกต่อไป

โดยสินค้าอุตสาหกรรมยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และชิ้นส่วน ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเครื่องใช้อัจฉริยะในยุค AI ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร แม้ภาพรวมจะยังหดตัว แต่มีบางกลุ่มสินค้าที่กลับมาฟื้นตัว เช่น ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำตาลทราย

สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกปี 69 (ม.ค.-มิ.ย. 69) การส่งออก มีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.6%YoY การนำเข้า มีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 38.0%YoY ส่งผลให้ครึ่งปีแรกปี 69 ไทยขาดดุลการค้า 31,744 ล้านดอลลาร์

*ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ

การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลกที่หนุนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือนโยบายการค้าใหม่ของสหรัฐฯ

การขยายตัวต่อเนื่องของภาคการผลิตในประเทศคู่ค้าสำคัญช่วยหนุนอุปสงค์สินค้าจากไทย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของภาคธุรกิจ

*ปัจจัยกดดัน

สินค้าเกษตรพื้นฐานได้รับแรงกดดันจากปัจจัยด้านอุปทานและการแข่งขัน แต่สินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารเติบโตได้ดี

*ส่งออกสินค้าแยกรายกลุ่ม

การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 6.5%YoY หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัว 10.8% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 0.9% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน

สำหรับสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และไก่แปรรูป ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ทั้งนี้ 6 เดือนแรกของปี 69 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 3.2%

การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 25.1%YoY ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ และเครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ 6 เดือนแรกของปี 69 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 21.6%

*ตลาดส่งออกสำคัญ

การส่งออกไปตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยมีสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ประกอบกับการเร่งสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ สอดคล้องกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตโลก (Global Manufacturing PMI) ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 โดยปริมาณผลผลิตขยายตัวในประเทศคู่ค้าสำคัญทั้งจีน สหรัฐฯ ยูโรโซน ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร แม้อัตราการขยายตัวของผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่จะเริ่มชะลอลง

โดยภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดหลักของไทยในเดือนมิ.ย. 5 อันดับแรก ได้แก่ ตลาดสหรัฐอเมริกา ขยายตัว 44.3%, ตลาดจีน ขยายตัว 4.9%, ตลาดญี่ปุ่น ขยายตัว 22.7%, ตลาดสหภาพยุโรป (27) ขยายตัว 22.3% และตลาดอาเซียน (5) ขยายตัว 40.5%

*คาดส่งออกทั้งปีโต 8% ลุ้นแตะ 11%

แนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังของปี 69 คาดว่าจะยังเติบโตได้ดี จากปัจจัยความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากสถานการณ์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรง รวมถึงความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการการค้าและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายแนวทาง ผ่านการเร่งเจรจาความตกลงทางการค้าฉบับใหม่ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว อาทิ FTA ไทย-อียู และ FTA อาเซียน-แคนาดา การเร่งชี้แจงข้อกังวลและเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐฯ รวมไปถึงการประสานความร่วมมือกับ กอ.รมน. เพื่อแก้ปัญหานอมินี และการลงทุนข้ามชาติที่ผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและสร้างเสถียรภาพด้านการส่งออกของประเทศอย่างยั่งยืน

โดยทั้งปี 69 คาดว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกจะอยู่ในช่วง 5.0-11.0% (ค่ากลาง 8.0%) หรือมูลค่า 357,244.1-377,658.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่ากลาง 367,451.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่ง สนค. มองความเป็นไปได้ในกรณีฐานที่ 8% ดังนี้

กรณีดีที่สุด 11% มูลค่าการส่งออกทั้งปี 377,658.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ : อานิสงส์การเร่งนำเข้า (Front-loading) ที่ยังมีต่อเนื่อง, วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ และ AI ที่เป็นขาขึ้นตลอดปี, ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีสหรัฐฯ อยู่ในวงจำกัด และเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องเป็นแต้มต่อสำคัญ

กรณีฐานที่ 8% มูลค่าการส่งออกทั้งปี 367,451.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ : กลุ่มสินค้าเทคโนโลยียังเป็นเครื่องยนต์หลักพยุงภาพรวม, แรงส่ง Front-loading เริ่มแผ่วลง, สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม, มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่รับมือได้ และเงินบาททรงตัวในระดับที่ยังเอื้อต่อการแข่งขัน

กรณีต่ำที่สุด 5% มูลค่าการส่งออกทั้งปี 357,244.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ : แรงส่งจาก Front-loading แผ่วลงอย่างชัดเจน, วัฏจักรเทคโนโลยี/ อิเล็กทรอนิกส์ชะลอตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลัง, แรงกดดันรอบด้านจากลงครามที่ลุกลาม จนฉุดการค้าโลกชะงัก และกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ขยายวงกว้างครอบคลุมหลายสินค้าในอัตราสูง

ภาพใหญ่ของส่งออกไทย คาดการณ์แนวโน้มในครึ่งปีหลังจะชะลอตัวจากการเร่งนำเข้าไปก่อนหน้านี้ โดยในเดือนก.ค. อาจจะสูง 2 Digit แต่ปลายปีของปีนี้อาจจะต่ำหรือติดลบก็มีความเป็นไปได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วคาดว่าการส่งออกทั้งปีจะอยู่ในกรณีฐานที่ 8% ทั้งนี้ เรื่องข้อจำกัด และข้อเท็จจริงจะมีการประเมินอีกครั้งหลังได้รับทราบตัวเลขเดือนก.ค. เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น อย่างไรก็ดี สมมติถ้าเดือนก.ค.-ส.ค. ยัง 2 Digit ต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่การส่งออกจะแตะ 9-11% นายนันทพงษ์ กล่าว

สำหรับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังอย่างไรนั้น นายนันทพงษ์ กล่าวว่า เรื่อง ถ้าราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าครองชีพทั่วโลกสูงขึ้น ดีมานด์จะลดลง ในขณะที่ประเทศไทย ถ้าค่าน้ำมันสูงขึ้น วัตถุดิบสูงขึ้น ต้นทุนก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพในการส่งออกของทั้งไทยและทั่วโลก

*ผลกกระทบไทยโดนภาษีสหรัฐฯ 12.5%

จากการประเมินกรณีที่สหรัฐฯ เตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับประเทศไทยในอัตราสูงสุดที่ 12.5% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งบางราย นายนันทพงษ์ กล่าวถึงทิศทางและผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยว่า กระทรวงฯ และผู้ประกอบการได้มีการคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง โดยหากพิจารณาตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาจะพบว่ามีขยายตัวสูงมาก ซึ่งเป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าไว้ล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงก่อนที่มาตรการภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ ประกอบกับเป็นช่วงขาขึ้นของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเริ่มชะลอความแรงลง เนื่องจากผู้นำเข้าได้รับรู้ถึงมาตรการภาษีตามมาตรา 301 ของไทย และได้ปรับตัวไปแล้ว ส่งผลให้การเร่งนำเข้าล่วงหน้าลดน้อยลง แต่ในกลุ่มสินค้าส่วน annex A ที่ประกอบด้วยสินค้ามากกว่า 1,600 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 50% ซึ่งรวมถึงกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้น ยังคงมีปัจจัยหนุนจากการที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ทำให้สินค้าไทยในกลุ่มนี้ยังคงมีศักยภาพในการแข่งขัน และไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว

ในประเด็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน พบว่ากลุ่มประเทศที่โดนอัตราภาษีเพิ่มขึ้นในระดับ 12.5% เท่ากับไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถูกจัดเก็บในอัตราที่น้อยกว่าคือ 10% ซึ่งทำให้ทั้งสองประเทศมีความได้เปรียบด้านต้นทุนมากกว่าไทยอยู่ 2.5% สำหรับส่วนต่างภาษี 2.5% นี้ ในภาพรวมแม้จะมองว่าไม่ได้เป็นตัวเลขที่สูงมากนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยที่ลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งโดยตรง ทั้งนี้ หากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบดังกล่าวก็จะมีอยู่บ้างแต่คงไม่รุนแรงนัก โดยหลังจากนี้ทิศทางจะเป็นอย่างไรยังต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาในอนาคตเกี่ยวกับข้อตกลงต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ สำหรับประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ที่ทางสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการประกาศผลนั้น นายนันทพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ในการยืนยันและสร้างความเข้าใจกับสหรัฐฯ ว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน และไม่มีนโยบายการอุดหนุนจากภาครัฐที่เข้าไปบิดเบือนกลไกตลาด โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักรในการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว อัตราภาษีของสินค้ากลุ่มนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป จะต้องรอผลสรุปจากการเจรจาข้อตกลง ART ในอนาคตต่อไป

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน