เปิดเส้นทาง 20 ปี Miss International Queen จากงาน CSR สู่ลักชัวรี MICE ดึงแฟนคลับใช้จ่าย 500 ดอลลาร์/วัน - Marketeer Online


ถ้าย้อนกลับไปวันที่เริ่มจัด Miss International Queen เวทีนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้กลายเป็นเวทีนางงามระดับโลก แต่เริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า คนข้ามเพศในประเทศไทยจะมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตและแสดงความสามารถได้มากกว่านี้หรือไม่

อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด และประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss International Queen เล่าว่า ในช่วงแรกการจัดประกวดเป็นส่วนหนึ่งของงาน CSR ของทิฟฟานี่ เพราะสิ่งที่เห็นในเวลานั้นคือปัญหาจากความไม่เข้าใจที่กลุ่มทรานส์เจนเดอร์ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน

เวทีจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้แสดงความสามารถ และทำให้สังคมเห็นว่าพวกเขามีศักยภาพมากกว่าภาพจำที่เคยมี แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ทิฟฟานี่เริ่มเห็นว่า เวทีนี้มีโอกาสมากกว่าการประกวด

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2004 เมื่อเริ่มเชิญผู้เข้าประกวดจากต่างประเทศเข้ามาร่วมงาน จากเดิมที่เป็นเวทีในประเทศไทย ก็เริ่มมีคนจากหลายประเทศเดินทางเข้ามา และเมื่อคนเหล่านี้อยู่ในไทยเป็นเวลาหลายวัน สิ่งที่ตามมาคือการเดินทาง การกิน การพัก และการใช้จ่ายตรงนี้เองที่ทำให้ Miss International Queen เริ่มเชื่อมกับเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาด้วย

อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน

🟥 จากสร้างความเข้าใจ สู่การสร้างโอกาส

อลิสา ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี และมองพัฒนาการออกเป็น 3 ยุค

ช่วง 10 ปีแรก ช่วงต้นปี 2000 เป็นช่วงที่ต้องทำงานกับครอบครัวเป็นหลัก เพราะความไม่เข้าใจจากคนในครอบครัวเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข

เมื่อสังคมเริ่มเข้าใจมากขึ้น ประเด็นจึงขยับมาสู่เรื่อง “โอกาส” ในยุคที่สอง

เวลานั้นยังมีภาพจำว่าคนที่เป็นกะเทยหรือสาวประเภทสองต้องทำงานเป็นนางโชว์เท่านั้น สิ่งที่ทิฟฟานี่พยายามทำคือทำให้สังคมเห็นว่า คนกลุ่มนี้สามารถมีการศึกษาและทำงานได้หลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอ วิศวกร หรืออาชีพอื่นๆ โดยการศึกษาและโอกาสในการทำงานจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ

ส่วนยุคที่สามเป็นเรื่องของ Collaboration และการขยับไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยนำคนที่ผ่านเวทีประกวดและที่มีทั้งความคิด ทัศนคติ และความสามารถ มาทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันประเด็นทางสังคมและกฎหมาย

หนึ่งในเรื่องที่ผลักดันคือการรับรองคำนำหน้านาม ซึ่งสำหรับอลิสาไม่ใช่แค่เรื่องของคำที่อยู่หน้าชื่อ แต่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต การเดินทาง และการทำงานของคนคนหนึ่ง

จากเวทีที่เคยมีโจทย์เพียงการสร้างความเข้าใจ จึงค่อยๆ ขยับไปสู่การสร้างโอกาส และสุดท้ายคือการพยายามเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง

🟥 เมื่อคนต่างชาติเดินทางมาไทยมากกว่าหนึ่งวัน

อีกด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของ Miss International Queen คือการใช้เวทีเป็นช่องทางให้คนต่างชาติรู้จักประเทศไทย

ในแต่ละปี จังหวัดที่ใช้เก็บตัวจะเปลี่ยนไป เพื่อให้ผู้เข้าประกวดได้เดินทางไปเห็นประเทศไทยในมุมต่างๆ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรม และแฟชั่น

แนวคิดไม่ได้อยู่ที่การพาไปถ่ายรูปแล้วจบ แต่ต้องการให้ผู้เข้าประกวดได้มีประสบการณ์จริง ก่อนนำเรื่องราวเหล่านั้นกลับไปเล่าต่อในประเทศของตัวเอง

ล่าสุดมีการพาสาวงามเดินทางด้วยรถไฟขบวนพิเศษ Royal Blossom ไปหัวหิน โดยทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างของการนำกิจกรรมของเวทีมาเชื่อมกับการเดินทางและกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบน

และเมื่อคนเดินทางเข้ามาอยู่ในไทยเป็นเวลานานขึ้น ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้อยู่แค่บนเวที

ทุกครั้งที่จัด Miss International Queen โรงละครขนาด 1,000 ที่นั่งของ Tiffany’s Show Pattaya มักเต็ม โดยผู้ชมส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

ที่สำคัญคือคนที่เดินทางมาไม่ได้มีแค่ผู้เข้าประกวด แต่ยังมีครอบครัว เพื่อน ทีมซัพพอร์ต และแฟนคลับตามมาด้วย โดยเฉลี่ยจะอยู่ในประเทศไทยประมาณ 2 สัปดาห์

อลิสา เล่าว่า เฉพาะกลุ่มผู้ติดตามจากสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 500 ดอลลาร์ต่อคนต่อวัน และเงินไม่ได้หมดไปกับโรงแรมและอาหาร แต่ยังมีค่าเดินทาง ช้อปปิ้ง เสื้อผ้า แฟชั่น รวมถึงสินค้าโลคอลและดีไซเนอร์ไทย

บางกลุ่มพักโรงแรมระดับลักชัวรี เช่น SO/ Bangkok หรือ Mandarin Oriental ซึ่งมีค่าห้องพักมากกว่า 20,000 บาทต่อคืน

เมื่อรวมค่าใช้จ่ายของผู้เข้าประกวด ทีมงาน และผู้ติดตาม ประเมินว่างานหนึ่งครั้งสามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบได้ระดับหลักร้อยล้านบาท

🟥 30 กว่าล้านบาท คือค่าจัดงาน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของธุรกิจ

สำหรับการจัดประกวดครั้งนี้ใช้งบประมาณประมาณ 30 กว่าล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนตามต้นทุนค่าครองชีพ รวมถึงค่าเทคนิค แสง และเสียง โดยมีพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยสนับสนุน

แต่ถ้ามองจากมุมของทิฟฟานี่ ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกทั้งหมดว่างานสร้างมูลค่าได้เท่าไร

เพราะในช่วงที่ผู้เข้าประกวดและผู้ติดตามอยู่ในไทย เงินจะกระจายไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ร้านค้า ธุรกิจแฟชั่น และธุรกิจท้องถิ่น

นั่นทำให้มองว่า Miss International Queen มีลักษณะใกล้กับงาน MICE มากขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จบในโรงละครหรือจบลงพร้อมกับวันประกวด

และเรื่องนี้ก็เชื่อมกลับมาที่ธุรกิจหลักของทิฟฟานี่เอง ซึ่งต้องปรับตัวตามนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป

🟥 ทิฟฟานี่รู้ว่าต้องเปลี่ยน ก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยน

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา Tiffany’s Show Pattaya เริ่มลดการพึ่งพากรุ๊ปทัวร์และหันมาให้ความสำคัญกับตลาด FIT หรือ Free Independent Travelers มากขึ้น

เหตุผลหนึ่งคือเรื่องความเสี่ยง เพราะเมื่อธุรกิจพึ่งพาเอเย่นต์ทัวร์มากเกินไป หากเกิดปัญหาขึ้นธุรกิจจะควบคุมสถานการณ์ได้ยาก

ทิฟฟานี่จึงเลือกกลับมาพัฒนาตัวโชว์และ Production ให้ดีขึ้น และเพิ่มความเป็นไทยเข้าไปใน Performing Art เพื่อให้ลูกค้ามีเหตุผลในการซื้อบัตรด้วยตัวเอง

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนตลาด จากเดิมที่จีน ไต้หวัน และเวียดนามเป็นตลาดสำคัญ ปัจจุบันตลาดยุโรปอย่างอังกฤษและเยอรมนี รวมถึงออสเตรเลียมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ และตะวันออกกลางเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

แต่ตลาดที่เปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าโจทย์ง่ายขึ้น

🟥 จีนชะลอ ไทยต้องขายคุณภาพ ไม่ใช่ขายถูก

อลิสา มองว่า ข่าวด้านลบเกี่ยวกับประเทศไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตลาดจีนชะลอลง

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ต้นทุนการเดินทาง และการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองท่องเที่ยว

โดยเฉพาะพัทยา แม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก แต่การเดินทางเข้าเมืองและระบบขนส่งในพื้นที่ยังมีทั้งปัญหาการจราจรและ Connectivity ที่ไม่ดีพอ

โจทย์ที่เห็นจึงไม่ได้อยู่ที่การลดราคาเพื่อดึงนักท่องเที่ยว แต่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและบริการในราคาที่เหมาะสม หรือ Value for money

ตั้งแต่ระบบขนส่ง ทักษะภาษา ไปจนถึงมาตรฐานการบริการ เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์อย่างไร สิ่งนั้นสามารถถูกส่งต่อผ่านโซเชียลมีเดียได้ทันที

สำหรับทิฟฟานี่ เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่เห็นได้จาก Miss International Queen เช่นกัน

คนที่เดินทางเข้ามาไทยในฐานะผู้เข้าประกวด ทีมงาน หรือแฟนคลับ ไม่ได้จบสถานะเพียง “คนมางาน” เมื่อกลับประเทศ พวกเขายังสามารถเล่าประสบการณ์ที่ได้รับต่อให้กับคนอื่นได้ จึงมองว่า คนกลุ่มนี้สามารถเป็น Marketing person ให้ประเทศไทยได้ดีที่สุด หากได้รับประสบการณ์ที่ดี

🟥 แฟรนไชส์ต้องเลือกคน ไม่ใช่เลือกแค่ประเทศ

จากเวทีที่เริ่มในประเทศไทย วันนี้ Miss International Queen มีแฟรนไชส์ใน 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และเม็กซิโก

ยังมีประเทศอื่นที่แสดงความสนใจ โดยเฉพาะในภูมิภาคลาตินอเมริกา เช่น เวเนซุเอลา

แต่ทิฟฟานี่ไม่ได้มองว่าการขยายแฟรนไชส์คือการเพิ่มจำนวนประเทศให้ได้มากที่สุด

อลิสา ให้ความสำคัญกับ “คนที่จะเข้ามาทำงานด้วย” มากกว่า เพราะแฟรนไชส์ไม่ใช่แค่การซื้อสิทธิ์จัดประกวด แต่เป็นการทำงานร่วมกันในระยะยาว

ผู้จัดในแต่ละประเทศต้องมีเงินทุนเพียงพอ และต้องเข้าใจว่า Miss International Queen ไม่ได้ขายแค่ลิขสิทธิ์นางงาม แต่ต้องการให้เวทีเป็นพื้นที่สร้างโอกาสและการยอมรับให้กับกลุ่มทรานส์เจนเดอร์ในประเทศนั้นๆ

ดังนั้น หากการจัดงานในประเทศใดทำออกมาง่ายเกินไปจนกระทบภาพลักษณ์ของเวทีหลัก การขยายประเทศก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงมากกว่าการเติบโต

🟥 20 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

จากวันที่ Miss International Queen เริ่มต้นในฐานะส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้าใจ วันนี้เวทีเดินทางมาถึงจุดที่มีผู้เข้าประกวดจากหลายประเทศ มีแฟนคลับเดินทางตามมา และเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แฟชั่น และบริการต่างๆ

สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่ตัวเวที แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบเวที

สำหรับทิฟฟานี่ Miss International Queen กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คนต่างชาติได้เข้ามาสัมผัสประเทศไทย และเมื่อพวกเขาใช้เวลาอยู่ที่นี่นานขึ้น มูลค่าที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้อยู่แค่ในบัตรเข้าชมการประกวด

ในอีกด้านหนึ่ง เวทีเองก็ยังต้องเดินต่อกับโจทย์เดิมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องการสร้างโอกาสให้คนข้ามเพศ การผลักดันประเด็นทางสังคม และการขยายเวทีไปยังประเทศอื่น

ส่วนในมุมของการท่องเที่ยว อลิสาเห็นว่าประเทศไทยต้องแก้ปัญหาในเรื่องพื้นฐาน ตั้งแต่การเดินทางและ Connectivity ไปจนถึงคุณภาพสินค้า บริการ ภาษา และความปลอดภัย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวไม่ได้จบที่การทำให้คนตัดสินใจเดินทางมาไทย แต่คือทำอย่างไรให้เมื่อกลับไปแล้ว เขายังอยากพูดถึงประเทศไทยในทางที่ดี

และในมุมนี้เอง Miss International Queen จึงอาจไม่ได้มีความหมายแค่ “เวทีนางงาม” อีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนจากหลายประเทศเดินทางเข้ามาเจอประเทศไทย แล้วนำประสบการณ์นั้นกลับไปบอกต่อ

นี่อาจเป็นอีกหนึ่งความหมายของ 20 ปีที่ผ่านมา และเป็นโจทย์ของอีก 20 ปีข้างหน้า