ดาวโจนส์พุ่งกว่า 200 จุด ขานรับบอนด์ยีลด์ร่วง หลังสหรัฐเพิ่มขนาดซื้อคืนบอนด์
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 200 จุด ขานรับการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หลังกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าสองเท่าเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด
ณ เวลา 20.59 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] บวก 253.55 จุด หรือ 0.48% สู่ระดับ 53,596.95 จุด
กระทรวงการคลังสหรัฐแถลงในวันนี้ว่า ทางกระทรวงฯ จะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าสองเท่า
ทั้งนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว กระทรวงการคลังจะซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี โดยทางกระทรวงฯ จะเพิ่มขนาดวงเงินสูงสุดของการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวอย่างน้อยเป็นสองเท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น อย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน
กระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์ว่า การเพิ่มขนาดการดำเนินการซื้อคืนครั้งนี้สะท้อนถึงความต้องการของกระทรวงการคลังที่จะเพิ่มสภาพคล่องในกลุ่มพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุยาว ซึ่งเป็นส่วนที่นักลงทุนในตลาดให้ความสนใจอย่างมาก
การประกาศของกระทรวงการคลังเป็นการส่งสัญญาณว่า กระทรวงฯ ตระหนักถึงปัญหาด้านสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาว และพร้อมที่จะเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐร่วงลงอย่างหนัก หลังจากมีการประกาศดังกล่าว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 4.647% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ร่วงลงสู่ 5.196%
ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรและอัตราผลตอบแทนจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีในการซื้อขายวานนี้
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษ, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 30 ปี แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 19 ปี
การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองของสหรัฐ จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง และบริษัทต่างๆจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ ทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนก.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ