ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 200 จุด ราคาน้ำมัน, บอนด์ยีลด์กดดันตลาด

ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 200 จุด โดยถูกกดดันจากการดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ณ เวลา 20.45 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 284.88 จุด หรือ 0.55 สู่ระดับ 51,226.71 จุด

นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ หลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดกล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 55.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 41.7% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย.ตามการคาดการณ์ของตลาด

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนก.ค.2566 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 6 ครั้ง รวม 1.75%

รายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ดีดตัวทะลุระดับ 93 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันนี้ และราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี

นายไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เขาคาดว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเรา และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ ขณะที่ความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานลดลงแล้ว นายบาร์กล่าว และเสริมว่า ในกรณีพื้นฐานที่ผมคาดการณ์ไว้ มีแนวโน้มว่าเราจำเป็นต้องปรับนโยบายเพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เราต้องการสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจ้างงานเต็มศักยภาพและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายดังกล่าว

นายบาร์กล่าวถึงการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเป็นการดำเนินการที่สำคัญสำหรับนโยบายการเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมในการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด

นายบาร์กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าว ขณะที่เอสแอนด์พี โกลบอล รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.4 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 62 เดือน จากระดับ 56.0 ในเดือนส.ค. ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านราคาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2565

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ