จากนักธุรกิจอสังหา สู่การลงทุน 200 ล้าน ปั้น “รพ.วันเวลา” เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยประคับประคอง เน้น Palliative-Longevity เจาะตลาดสุขภาพตั้งแต่ก่อนป่วยถึงระยะท้าย

ปัจจุบันตลาดสุขภาพจึงกำลังเจอโจทย์ใหม่ จากเดิมที่โรงพยาบาลถูกออกแบบมาเพื่อ “รักษาโรค” เป็นหลัก กำลังขยับไปสู่การดูแลคนตลอดเส้นทางชีวิต ตั้งแต่การป้องกันโรค การฟื้นฟู ไปจนถึงช่วงที่การรักษาอาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป

ดังนั้น ธุรกิจโรงพยาบาลเฉพาะทางการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย หรือ Palliative Care ที่ไม่ได้มองเพียงการยืดชีวิต แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของเวลาที่เหลืออยู่” รวมถึงการดูแลครอบครัวและ Caregiver ที่ต้องแบกรับภาระไปพร้อมกับผู้ป่วย จึงกลายเป็นตลาดที่น่าจับตา

หนึ่งในผู้เล่นที่เข้ามาจับตลาดนี้คือ “โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล” โรงพยาบาลขนาด 30 เตียงที่วางโมเดลไว้ตั้งแต่ Preventive, Longevity, Stroke, Transitional Care ไปจนถึง Palliative Care โดยตั้งเป้าจับตลาดบน

จากวิศวกรสร้างโรงพยาบาล สู่เจ้าของ "รพ.วันเวลา" สร้างช่วงเวลาสุดท้ายผู้ป่วยให้มีความหมาย

“อัครพล เอื้ออารักษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เล่าให้ฟังว่า เขาไม่ได้เริ่มต้นจากสายแพทย์ แต่จบวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และต่อ MBA ที่สหรัฐฯ

เส้นทางการทำงานของเขาเป็นวิศวกรคลุกคลีอยู่กับการออกแบบและก่อสร้าง ทั้งโรงแรม อพาร์ตเมนต์ โดยเฉพาะ "โรงพยาบาล" ทำให้มีโอกาสเห็นโรงพยาบาลตั้งแต่พื้นที่ว่าง การวางผัง การออกแบบ ไปจนถึงการใช้งานจริง

แต่ยิ่งสร้างโรงพยาบาลมากขึ้น เขากลับเห็นช่องว่างมากขึ้น

เพราะอาคารที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “รักษา” อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับช่วงเวลาที่ผู้ป่วยรู้ว่าโรคอาจรักษาไม่หายแล้ว

อัครพลเล่าว่า จุดเปลี่ยนเกิดจากการเห็นคนใกล้ตัว คือพ่อแม่ของเพื่อนเสียชีวิต โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งในมุมของเขา โรงพยาบาลทั่วไปยังให้ความสำคัญกับการรักษาเป็นหลัก "แต่ยังมีพื้นที่ไม่มากพอสำหรับการดูแลความรู้สึก ความต้องการ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในช่วงท้าย" ทำให้เขาตัดสินใจผันตัวเข้าสู่ธุรกิจ ภายใต้ โรงพยาบาลวันเวลา

อัครพล เอื้ออารักษ์ รพ.วันเวลา.jpg

Palliative Care การออกแบบเวลาที่เหลือ เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

ปัจจัยหลักที่ทำให้ รพ.วันเวลา เลือกเน้น Palliative Care เป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก เพราะมองว่าคนทั่วไปยังเข้าใจการดูแลแบบประคับประคองว่าเป็นเรื่องของผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตเพียงอย่างเดียว

แต่ในมุมของโรงพยาบาล การดูแลแบบนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การลดความเจ็บปวด ดูแลสภาพจิตใจ และทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้มากที่สุด

เพราะเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่คนต้องการอาจไม่ได้เป็นการรักษาเพิ่มขึ้นเสมอไป

บางคนต้องการกลับบ้าน กินอาหารจานโปรด เห็นหน้าลูกหลาน อยู่กับสัตว์เลี้ยง ฟังเพลง ทำบุญ หรือใช้เวลากับคนที่รัก ขณะที่บางคนยังต้องการรักษาต่อให้เต็มที่

ดังนั้น วันเวลาจึงพยายามสร้างพื้นที่ตรงกลางระหว่าง “รักษาต่อเต็มที่” กับ “หยุดรักษา” ด้วยการถามกลับไปยังผู้ป่วยว่า ต้องการใช้ชีวิตอย่างไร และอะไรคือคุณภาพชีวิตที่มีความหมายสำหรับตัวเอง

ปัจจุบันผู้ป่วยหลัก Palliative Care ที่เข้ามาใช้บริการ รพ.วันเวลา ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย รองลงมาคือผู้ป่วยสมองเสื่อม และกลุ่มที่มีการเสื่อมของร่างกาย อาทิ ไตวาย

โรงพยาบาลวันเวลา มีขนาด 30 เตียง โดยช่วงแรกคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 7-10 เตียง และตั้งเป้าหมายระยะแรกคือทำให้จำนวนเตียงเต็มเร็วที่สุด พร้อมรักษาระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยและครอบครัว

ภาพผู้ป่วย รพ.วันเวลา.jpg

ดูแลยัน Caregiver ที่มักหมดไฟจากความเหนื่อยในการดูแลคนป่วย

อีกโจทย์ที่วันเวลามองเห็นคือ Caregiver ซึ่งมักถูกมองข้ามในการรักษา เมื่อคนในครอบครัวป่วยหนัก ภาระไม่ได้ตกอยู่กับผู้ป่วยเพียงคนเดียว แต่กระจายไปถึงลูก คู่ชีวิต หรือคนใกล้ชิดที่ต้องหยุดงานหรือเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดเพื่อมาดูแล

ต้นทุนจึงไม่ได้มีเพียงค่ารักษา แต่รวมถึงรายได้ที่หายไป ความเหนื่อยล้าทางกาย และภาวะ Burnout ของผู้ดูแล

วันเวลาจึงพยายามขยายบริการไปถึง Caregiver รวมถึงการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า และสนับสนุนแนวคิด Living Will หรือพินัยกรรมด้านสุขภาพ เพื่อให้คนสามารถกำหนดความต้องการของตัวเองไว้ก่อนที่จะไม่สามารถตัดสินใจได้

เพราะหนึ่งในปัญหาของสังคมไทยคือการไม่ค่อยวางแผนเรื่องสุขภาพระยะยาว รวมถึงไม่กล้าวางแผนเรื่องความตาย ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง ครอบครัวต้องเป็นผู้ตัดสินใจแทน และบางครั้งกลายเป็นการ “ยื้อจำนวนวัน” มากกว่าการรักษาคุณภาพชีวิต

ห้องพักผู้ป่วยใน รพ.วันเวลา.jpg

จ่อขยาย Preventive-Longevity ดูแลคนตั้งแต่ยังไม่ป่วย

แม้ Palliative Care จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่วันเวลาไม่ได้ต้องการวางตัวเป็นเพียงโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยระยะท้าย

อีกด้านหนึ่งคือการจับตลาดคนที่ยังแข็งแรงและเริ่ม “ลงทุนกับสุขภาพ” ผ่านบริการ Preventive และ Longevity

บริการ Longevity ของวันเวลา เช่น มีการตรวจค่าฮอร์โมน รวมถึงค่าการอักเสบในเลือด เพื่อประเมินสุขภาพและความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดโรค โดยแนวคิดคือ หากสามารถปรับปัจจัยเสี่ยงบางอย่างลงได้ ก็เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคต

อัครพล มองว่า คนไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทั้งการวิ่ง การออกกำลังกาย การเล่น Hyrox หรือการเต้นแอโรบิก แต่การดูแลสุขภาพจะต้องขยับจากการออกกำลังกายไปสู่การรู้จักร่างกายและวางแผนสุขภาพระยะยาวด้วย

ขณะเดียวกัน วันเวลายังมีแผนก Stroke และ Transitional Care เข้ามาในโมเดล โดย Transitional Care เน้นการฟื้นฟูระยะประมาณ 7-10 วัน เช่น ผู้ป่วย Stroke หรือผู้ที่ผ่านการผ่าตัดเข่า ก่อนกลับไปใช้ชีวิตต่อที่บ้าน

หนึ่งในกรณีที่โรงพยาบาลยกเป็นตัวอย่างคือผู้หญิงอายุ 30 กว่าปีที่เกิด Stroke จนเกือบเสียชีวิต แต่หลังเข้าสู่โปรแกรมฟื้นฟูประมาณ 1 เดือน สามารถกลับมาเดินได้

ทำให้โมเดลของวันเวลาครอบคลุมตั้งแต่คนที่ยังไม่ป่วยหนัก ไปจนถึงคนที่ต้องการฟื้นฟู และผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะท้ายของชีวิต

รพ.วันเวลา ดนตรีบำบัด.jpg

ลงทุน 200 ล้าน สร้างโรงพยาบาลเอง ทั้งที่ธนาคารยังไม่เชื่อมือ

การเข้ามาในธุรกิจโรงพยาบาลไม่ได้ง่ายสำหรับอัครพล เพราะโจทย์ใหญ่คือเขาไม่ได้เป็นหมอ ช่วงเริ่มต้นจึงมีทั้งคนไม่เห็นด้วย รวมถึงการขอสินเชื่อจากธนาคารที่ไม่ผ่าน เพราะไม่มีประสบการณ์ทำโรงพยาบาลในฐานะเจ้าของโดยตรง

อัครพลจึงเข้าไปเรียนหลักสูตรด้านการแพทย์ทั้ง W.H.B. ของมหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตรเวฬาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจสุขภาพและสร้างเครือข่ายกับบุคลากรทางการแพทย์

ปัจจุบันวันเวลามีแพทย์หมุนเวียนประมาณ 10 ท่าน และมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลอย่างบำรุงราษฎร์และสมิติเวช เพื่อรับผู้ป่วย End Stage ที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง ขณะที่ยังอยู่ระหว่างการขยายเครือข่ายกับโรงพยาบาลอื่น

อัครพลลงทุนกับโรงพยาบาลวันเวลาประมาณ 200 ล้านบาทด้วยตัวเอง และเลือกจับตลาดบน เทียบเคียงกับโรงพยาบาลระดับบน โดยไม่ได้แข่งขันด้วยขนาด แต่แข่งขันด้วยรูปแบบการดูแลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

สิ่งที่โรงพยาบาลพยายามขายจึงไม่ใช่แค่ “ห้องพักผู้ป่วย” แต่รวมถึงประสบการณ์ของผู้ป่วยและครอบครัว

ตั้งแต่พื้นที่ Therapy สวนสำหรับพักผ่อน ไปจนถึงกิจกรรมด้านจิตใจและความทรงจำ เช่น การฟังเพลง อาหารที่ผู้ป่วยชอบ หรือการให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาเยี่ยม

เพราะสำหรับวันเวลา การดูแลคนในช่วงท้ายไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของโรงพยาบาล แต่ต้องทำให้ผู้ป่วยยังรู้สึกว่า “นี่คือชีวิตของตัวเอง”

สวนใน รพ.วันเวลา.jpg

ตลาดสุขภาพกำลังเปลี่ยน จาก “ค่าใช้จ่ายยามป่วย” เป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต”

สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี (KTC) กล่าวว่า ทิศทางของวันเวลาสอดคล้องกับข้อมูลการใช้จ่ายของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่เห็นพฤติกรรมสมาชิกเปลี่ยนจากการใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การดูแลสุขภาพและวางแผนสุขภาพตั้งแต่ยังไม่ป่วย รวมถึงการให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและการดูแลสุขภาพระยะยาว

ข้อมูลปี 2568 พบว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดโรงพยาบาลเติบโต 6% จากปีก่อน และสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนการใช้จ่ายเกือบ 60% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมดในหมวดโรงพยาบาล

แต่ตลาดไม่ได้มีเพียงคนวัย 50 ปีขึ้นไป เพราะสมาชิกเคทีซีอายุต่ำกว่า 30 ปี มียอดใช้จ่ายในกลุ่มสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมบริการทางการแพทย์ ความงาม กีฬา และฟิตเนส เติบโตเกือบ 40% ในปี 2568

ตัวเลขนี้สะท้อนภาพเดียวกับที่วันเวลาเห็นจากตลาด คือ “สุขภาพ” กำลังเปลี่ยนจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อเจ็บป่วย ไปเป็นการลงทุนระยะยาวของผู้บริโภค ตั้งแต่การป้องกันโรค การฟื้นฟู ไปจนถึงการเตรียมตัวสำหรับวัยที่ต้องการการดูแลมากขึ้น

ขณะที่เคทีซีมองว่า เมื่อคนไทยอายุยืนขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะไม่ได้จบอยู่แค่วันที่เข้ารับการรักษา แต่จะลากยาวไปถึงการฟื้นฟู การดูแลระยะยาว และค่าใช้จ่ายของสมาชิกครอบครัวที่เข้ามารับบท Caregiver

จึงเกิดแนวคิด “KTC Wellness: The Journey to Well-being” ที่ขยายเส้นทางสุขภาพตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตในระยะยาว และเป็นเหตุผลหนึ่งของความร่วมมือกับโรงพยาบาลวันเวลานั่นเอง

ศิรีรัตน์ คอวนิช KTC.jpg