กทม. ใช้เทคโนโลยี วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รับมือฝนหนัก 23-27 ก.ย.นี้
กทม. ใช้เทคโนโลยี วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รับมือฝนหนัก 23-27 ก.ย.นี้ พร้อมเร่งลดระดับน้ำตามคูคลอง ให้อยู่ในระดับต่ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
วันที่ 22 ก.ย.2569 ที่สำนักการระบายน้ำ เขตดินแดง นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กล่าวถึงการรับมือสถานการณ์ฝนในระยะนี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนหลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ จะเกิดฝนตกหนัก ระหว่างวันที่23-27 ก.ย. นี้ ประกอบกับกรมชลประทาน แจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นสู่ระดับ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) จึงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำเจ้าพระยาสูง ว่า สำนักการระบายน้ำ (สนน.) เตรียมความความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก โดยเร่งลดระดับน้ำตามคูคลองต่างๆ ให้อยู่ในระดับต่ำ
สำรวจและติดตั้งเครื่องสูบน้ำชั่วคราวในพื้นที่จุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังน้ำท่วม โดยเฉพาะบริเวณถนนสายหลัก พื้นที่ชุมชนและพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วมในถนนซอย ล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง เปิดทางน้ำไหล จัดเก็บขยะวัชพืช รวมถึงจัดเก็บขยะตะแกรงท่อระบายน้ำ ขยะหน้าตะแกรงสถานีสูบน้ำ และบ่อสูบน้ำในขณะที่มีฝนตก เพื่อเร่งระบายน้ำให้ไหลเข้าระบบได้สะดวกรวดเร็ว
รวมทั้งดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง โดยจากบทเรียนสถานการณ์น้ำท่วมในปี 65 ซึ่งเป็นปีที่มีปริมาณฝนตกสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง วัดปริมาณฝนที่สำนักการระบายน้ำ ได้ประมาณ 2,355.5 มิลลิเมตร (มม.) สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 39.4 โดยสำรวจพบจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด
ปัจจุบันดำเนินการแก้ไขแล้ว 516 จุด ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ พร้อมทั้งเสริมด้วยระบบเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ (Mobile Pump) ในจุดที่ระบบหลักอาจรองรับปริมาณฝนตกหนักได้ไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ กทม. ยังได้ดำเนินโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำในถนนสายหลักด้วยวิธีดันท่อ (Pipe Jacking) เพื่อขยายเครือข่ายการระบายน้ำโดยไม่กระทบการจราจร โครงการก่อสร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน (Water Bank) เพื่อใช้เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำชั่วคราวในช่วงฝนตกหนัก แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ก่อสร้างเพิ่มเติมก็ตาม
ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อรองรับและลำเลียงน้ำในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว การก่อสร้างเขื่อนริมคลองสายหลัก การปรับปรุงสถานีสูบน้ำเดิม การปรับปรุงเขื่อนริมคลองให้ท้องคลองลึกขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการลำเลียงน้ำเข้าสู่ระบบการปรับปรุงช่องรับน้ำฝนบนผิวจราจร ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน สนน. ยังได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้สนับสนุนการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ปริมาณฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่จุดเสี่ยง เชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อใช้บริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ รวมถึงใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน และบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำของกทม. ให้ทันสมัย แม่นยำ และรองรับการพัฒนาเมืองในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ หลายพื้นที่อยู่ใกล้ หรือบางส่วนต่ำกว่าระดับน้ำทะเล การระบายน้ำจากระบบท่อระบายน้ำ ลำราง และคูน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือกฝอย จะส่งต่อไปยังคลองและใช้ระบบสูบน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จึงต้องอาศัยความแตกต่างของระดับน้ำเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนักที่มาพร้อมกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง การระบายน้ำเป็นไปได้ยาก ระบบท่อระบายน้ำและสถานีสูบน้ำที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปี จึงต้องทำงานหนักมากขึ้น
ขณะที่ระบบท่อระบายน้ำเดิมถูกออกแบบให้รองรับฝนสะสมประมาณ 80 มม./วัน หรือฝนตกต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศมีความผันผวนมากขึ้น และเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดบ่อยครั้ง โดยบางพื้นที่มีปริมาณฝนสูงกว่า 100 – 150 มม./ชั่วโมง ซึ่งเกินกว่าศักยภาพของระบบเดิม ส่งผลให้น้ำฝนส่วนเกินต้องรอการระบายอยู่บนผิวจราจร
ข่าว พยากรณ์อากาศ
- ปภ. แจ้งเตือน 10 จังหวัด กทม. เฝ้าระวังระดับน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูง เตรียมยกของขึ้นที่สูง
- กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 2 เตือน ฝนตกหนักถึงหนักมาก ระลอกใหม่