อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (24) - มติชนสุดสัปดาห์

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง
: พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (24)
จากชาตินิยมถึงสากลนิยม
: ผลึกทางความคิด
หากเรามาพิจารณาหนังสือ Quest for Peace หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นในปี 2490 ไม่นานหลังจากโลกผ่านพ้นความพินาศจากสงครามโลกแล้ว เขาได้ประสบพบเห็นความล้มเหลวของลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง (Ultra-nationalism) ที่ปรากฏขึ้นทั้งในเยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และที่ไทยอันนำไปสู่การฆ่าฟันกัน ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมหาศาลอันเป็นประหนึ่งรอยด่างของโลกสมัยใหม่
หรือแม้กระทั่งต่อตัวเขาเองก็แทบเอาตัวไม่รอดจากคดีอาชญากรสงคราม
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพยายามเสนอทางออกใหม่ที่ป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง
ในหนังสือเล่มดังกล่าว เขานำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจ ล้ำสมัย และมีความเป็นสากลนิยม (Internationalism) ได้อย่างไร เราจำเป็นพิจารณาจากบริบท ภูมิหลัง และประสบการณ์ชีวิตของเขาที่ก่อรูปความคิดขึ้นเหล่านั้นจากสาเหตุสังเขป
ดังต่อไปนี้

ประสบการณ์ในต่างแดน
หลังจากที่พระสารสาสน์ฯ ลาออกจากครูโรงเรียนนายร้อย ด้วยสิ้นหวังจากสภาพการเมืองไทยในช่วงปลาย 2450 เขาได้ไปทำงานบริษัทโรงไฟฟ้าสามเสนสักพัก และขอกลับเข้ารับราชการในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ในตำแหน่งกงสุลประจำกัลกัตตา และเลขานุการสถานทูตประจำปารีส ตามลำดับ
การมีชีวิตในต่างแดนและความเจริญก้าวหน้าของโลกเปิดโลกทัศน์ของเขาอย่างยิ่ง ส่งผลให้เขามีความต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยให้เป็นประชาธิปไตย
จากนั้นเขาจึงลาออกจากราชการ และเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ก่อน 2475
ด้วยเขาเคยใช้ชีวิตในฐานะนักการทูตและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสเป็นเวลานาน ทำให้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางการเมืองต่างๆ ที่เฟื่องฟูในภาคพื้นยุโรป เช่น แนวคิดชาตินิยม เสรีนิยม ประชาธิปไตย
และแม้กระทั่งความคิดสังคมนิยม

เหตุการณ์ 2475
กับการต่อต้านเผด็จการ
พระสารสาสน์ฯ บทบาทสำคัญในการเมืองไทยหลังการปฏิวัติ 2475 ในตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐการและคลุกคลีกับการเมืองที่ผันผวนในยุคนั้น เขาได้เห็นการก่อตัวและเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองและการแย่งชิงอำนาจในไทย ทำให้เขาต้องลี้ภัยการเมืองไปใช้ชีวิตที่โตเกียวในฐานะฝ่ายนิยมญี่ปุ่น
เขาเป็นฝ่ายสนับสนุนการขยายวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา จนนำไปสู่ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในเอเชีย ทำให้เขาฝังใจว่า “ระบอบเผด็จการ” (Autocracy) ไม่ว่าประเทศใดๆ ย่อมเป็นอุปสรรคของความเจริญและเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง
เขาจึงนำบทเรียนจากระดับประเทศ ภูมิภาคไปขยายผลสู่ระดับโลก
ด้วยเหตุนี้ใน Quest for Peace เขาเห็นว่า การปกครองใดที่ประชาชนไม่มีอำนาจตัดสินใจแล้ว สงครามย่อมเกิดขึ้นได้
ด้วยความสนใจเศรษฐกิจ เขาสนใจเศรษฐศาสตร์ หลังการปฏิวัติ 2475 เขาถูกเชิญให้เป็นรัฐมนตรีเศรษฐการ ต่อมาเขาสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกในโตเกียวด้วยการเขียนวิทยานิพนธ์ แบบ “รอมบุนฮาคาเสะ” (Ronbun Hakase) ในหัวข้อ Money and Banking in Japan (1940) ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน เขาเห็นว่า เศรษฐกิจคือตัวขับเคลื่อนความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม
การลดความขัดแย้งเพื่อให้เกิดสันติภาพในสายของพระสารสาสน์ฯ นั้น เขาเสนอให้กำจัดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและการค้าทั้งหมด เช่น กำแพงภาษี หรืออากรภาษีขาเข้าที่มีการเลือกปฏิบัติในการค้าระหว่างประเทศ…
เขาปรารถนาให้ทุกประเทศเป็นท่าเรือเสรี
เขาเสนอให้มีการจัดตั้งสกุลเงินระหว่างประเทศ…ที่ออกโดยธนาคารกลางโลก เพื่อให้ไม่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนเงินตราจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง
ดังนั้น เขาจึงเสนอการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและสกุลเงินเดียว เปลี่ยนการแข่งขันเป็นการพึ่งพากันแทน เพื่อแก้ปัญหาที่รากเหง้าของความโลภและการแย่งชิงทรัพยากร

พยานแห่งความหายนะจากสงคราม
เขาได้เห็นโลกที่ลุกเป็นไฟจากสงครามโลกและได้เห็นความล้มเหลวของลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง และระบอบเผด็จการที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) มอมเมาประชาชนจนนำไปสู่การฆ่าฟันกัน สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับแก่โลกทั้งใบ จนตัวเขาเองต้องคดีอาชญากรสงครามไปด้วย
เขาจึงเห็นว่า “ความจริง” และ “เสรีภาพ” เท่านั้นคือภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุด ในหนังสือดังกล่าวเขาจึงเน้นย้ำถึงเสรีภาพทางข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาของการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสงคราม เพราะในยุโรปยุคนั้น สื่อเสรีมีบทบาทมากในการตรวจสอบรัฐบาล เขาจึงเชื่อว่าหากโลกทั้งใบมีสื่อที่นำเสนอความจริงโดยไม่ถูกรัฐใดรัฐหนึ่งปิดกั้น ผู้นำจอมเผด็จการจะไม่มีที่ยืนและไม่สามารถปลุกระดมคนไปทำสงครามได้
ด้วยเขามีประสบการณ์ในต่างประเทศจึงมีมุมมองที่ก้าวพ้นพรมแดนรัฐชาติ เขาเชื่อว่าตราบใดที่มนุษย์ยังแบ่งแยกกันด้วยกำแพงภาษี หรือความแตกต่างทางเชื้อชาติ สงครามก็จะไม่มีวันจบ เขาจึงเสนอ การมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่คล้ายรัฐบาลโลก และให้ใช้ภาษาสากลเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน
ควรมีการช่วยเหลือประเทศที่ด้อยพัฒนาทั้งทางวัตถุและจิตวิญญาณ หรือเขาเรียกว่า การสร้างพลเมืองโลกผ่านการศึกษาและภาษา อันเป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้ามากในยุคนั้น คือการทำลายกำแพงทางวัฒนธรรม
จากประสบการณ์ต่างๆ มีผลทำให้ความสนใจเรื่องชาตินิยมของเขาเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “สากลนิยม” (Internationalism)

วิสัยทัศน์เรื่องระเบียบโลกใหม่
และองค์การสหประชาชาติ (UN)
Quest for Peace ตีพิมพ์ในปี 2490 ซึ่งเป็นปีที่ UN เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน เขาได้วิจารณ์ UN ว่า อาจจะล้มเหลวหากยังยึดติดกับอธิปไตยของชาติ ดังที่เขาเคยเสนอสิ่งที่ก้าวหน้ากว่านั้น องค์กรควรมีลักษณะคล้ายรัฐบาลโลกที่มีกองกำลังและกฎหมายหนึ่งเดียว
เพราะเขามองว่าการที่ต่างคนต่างถืออำนาจ (Anarchy) คือต้นเหตุของสงคราม
เขาจึงอยากเห็นองค์กรโลกที่มีอำนาจเด็ดขาดในการรักษาความสงบและดูแลเศรษฐกิจร่วมกัน
นอกจากนี้ ในหนังสือยังปรากฏข้อความที่ตกผลึกเป็นประหนึ่งการใคร่ครวญประสบการณ์ของเขาต่อความเป็นไปของโลกที่ผ่านมาว่า
“สำหรับข้าพเจ้า อดีตควรต้องรับผิดชอบต่อปัจจุบัน และปัจจุบันต้องรับผิดชอบต่ออนาคต…สิ่งที่ผ่านไปแล้วคือบทนำ” (Phra Sarasas,1947, 9)
