ไม้เมืองเดิม: ขุนศึกวรรณกรรมแห่งยุค 2475 กับบรรทัดสุดท้ายที่เขียนไม่จบ
“รู้ไหมว่าเจ้าไม้เมืองเดิมนี่มันใครกัน”
ยาขอบ หรือ โชติ แพร่พันธุ์ ผู้เขียน ผู้ชนะสิบทิศ เอ่ยถามยศ วัชรเสถียร หลังได้อ่านงานของนักเขียนหน้าใหม่คนหนึ่ง แล้วออกความเห็นต่อไปว่า
“เจ้าหมอนี่มาสไตล์ใหม่ หมอจะก้าวหน้าไปไกลทีเดียวในอนาคต ถ้าไม่วางมือเสียเพียงเรื่องสองเรื่อง”
คำว่า ‘มาสไตล์ใหม่’ จากปากยาขอบมีน้ำหนักอยู่มาก เพราะผู้กล่าวเองได้สร้างทางใหม่ให้แก่นวนิยายไทย ผู้ชนะสิบทิศ ที่นำเรื่องจากพงศาวดารพม่ามาสร้างเป็นโลกนวนิยายขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยสงคราม อำนาจ ความรัก และอารมณ์ปรารถนาของมนุษย์ การที่นักเขียนอย่างยาขอบมองเห็น ‘สไตล์ใหม่’ ในนักเขียนอีกคนหนึ่งตั้งแต่เริ่มต้น จึงเป็นคำทำนายที่ควรแก่การจดจำ
ยาขอบทายถูกแทบทุกคำ
ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ก้าวหน้าไปไกลจริง และรวดเร็วเสียด้วย นาม ‘ไม้ เมืองเดิม’ เริ่มปรากฏในโลกหนังสือราว พ.ศ.2478 ก่อน แผลเก่า จะตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.2479 และนำชื่อของเขาไปสู่ผู้อ่านวงกว้าง จากนั้นผลงานก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ยาขอบคาดไม่ถึงคืออนาคตของไม้ เมืองเดิมจะสั้นเหลือเกิน
วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2485 ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ถึงแก่กรรมด้วยวัยเพียง 36 ย่าง 37 ปี หากนับจาก พ.ศ. 2478 เขามีเวลาอยู่ในวงวรรณกรรมประมาณเจ็ดปี และหากถือ แผลเก่า ใน พ.ศ.2479 เป็นหมุดหมายแห่งการสร้างชื่อ ช่วงรุ่งโรจน์ของไม้ เมืองเดิมก็มีเพียงประมาณหกปี
เมื่อเทียบกับนักเขียนร่วมสมัย ช่วงชีวิตการประพันธ์ของไม้ เมืองเดิมสั้นอย่างน่าใจหาย หลัง แผลเก่า พ.ศ.2479 ศรีบูรพายังทำงานในประเทศไทยถึง พ.ศ.2501 ก่อนเดินทางไปจีน ยาขอบมีเวลาสร้างงานต่ออีกเกือบยี่สิบปี ส่วน ป.อินทรปาลิตเขียนหนังสือต่อไปอีกราวสามสิบปีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ขณะที่ไม้ เมืองเดิมมีเวลาเพียงหกปี ก็สามารถสร้างขวัญ เรียม เสมา เรไร และตัวละครอีกมากมาย พร้อมภาษาที่มีบุคลิกจนคนรุ่นหลังเรียกขานว่า ‘สำนวนไม้เมืองเดิม‘ ‘สำนวนไพร่’ หรือ ‘สำนวนลูกทุ่ง’
ช่วงชีวิตนักเขียนอันสั้นนี้ยังวางตัวเกือบพอดีกับทศวรรษแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เมื่อไม้ เมืองเดิมเข้าสู่วงหนังสือราว พ.ศ. 2478 การอภิวัฒน์ 24 มิถุนายนผ่านไปเพียงสามปี กบฏบวรเดช พ.ศ.2476 เพิ่งสิ้นสุด ประเทศอยู่ภายใต้รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ระบอบใหม่กำลังลงหลักท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง
แผลเก่า ตีพิมพ์ใน พ.ศ.2479 ต่อมา หลวงพิบูลสงครามขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปลาย พ.ศ.2481 ‘สยาม’ เปลี่ยนนามประเทศเป็น ‘ไทย’ ใน พ.ศ.2482 ก่อนประเทศไทยเข้าสู่สงครามอินโดจีน พ.ศ.2483-2484 และสงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงปลายชีวิต ไม้ เมืองเดิมกำลังทุ่มเทให้แก่ ขุนศึก นวนิยายอิงพงศาวดารสมัยสมเด็จพระนเรศวร ขณะที่เสมากำลังทำศึกอยู่ในหน้ากระดาษ สงครามจริงก็เคลื่อนเข้ามาถึงประเทศไทย วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก วันที่ 21 ธันวาคม รัฐบาลไทยลงนามกติกาสัญญาพันธไมตรีกับญี่ปุ่น และวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2485 ประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา
อีก 38 วันต่อมา ไม้ เมืองเดิมถึงแก่กรรม
ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา เกิดก่อน พ.ศ.2475 นานกว่ายี่สิบปีแต่ชีวิตในนาม ‘ไม้เมืองเดิม’ ถือกำเนิดเติบโตรุ่งโรจน์และสิ้นสุดลงในโลกหลังการอภิวัฒน์เกือบทั้งหมด

จตุรเทพแห่งวงวรรณกรรมยุคคณะราษฎร
หากมองภูมิทัศน์วรรณกรรมไทยในทศวรรษแรกหลัง พ.ศ.2475 เราอาจวางนักเขียนเอกสี่คนไว้เคียงกัน ประหนึ่ง ‘จตุรเทพแห่งวงวรรณกรรมยุคคณะราษฎร’ ได้แก่ ยาขอบ หรือ โชติ แพร่พันธุ์ (พ.ศ.2450-2499) ศรีบูรพา หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (พ.ศ. 2448-2517) ป.อินทรปาลิต หรือ ปรีชา อินทรปาลิต (พ.ศ. 2453-2511) และไม้เมืองเดิม หรือ ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา
คำว่า ‘จตุรเทพ’ ในที่นี้ใช้เพื่อช่วยมองยุคสมัย มากกว่าจะจัดลำดับว่าใครสูงต่ำกว่ากัน นักเขียนทั้งสี่สร้างโลกของตนเอง และมีตัวละครที่ชื่อของนักเขียนกับชื่อของตัวละครแทบเรียกหากันได้ทันที
ยาขอบ มีจะเด็ด, ศรีบูรพา มีกีรติกับนพพรแห่งข้างหลังภาพ, ป.อินทรปาลิต มีพล นิกร กิมหงวน ซึ่งเริ่มต้นใน พ.ศ.2482 และดำเนินชีวิตผ่านความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอีกหลายทศวรรษ ส่วนไม้ เมืองเดิมมีขวัญ เรียม และเสมา
ตำแหน่งของไม้ เมืองเดิมในหมู่นักเขียนร่วมยุคอยู่ที่โลกของ ‘สามัญชน’ คนบ้านทุ่ง ชาวนา นักเลง ช่างฝีมือ ชายหญิงผู้รัก โลภ โกรธ แค้น เกี้ยวพาราสี ต่อสู้ และรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง พร้อมภาษาซึ่งมีรสและจังหวะเฉพาะตัว ครั้นมาถึง ขุนศึก เขาก็พาคนสามัญเข้าไปอยู่ในพงศาวดาร
เสมาไม่ได้ปรากฏตัวพร้อมยศศักดิ์ เขาเริ่มจากลูกช่างตีเหล็กผู้เชี่ยวชาญดาบสองมือ ก่อนฝีมือ ความทะเยอทะยาน ความรัก และสงครามจะพาเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใหญ่ของบ้านเมือง
นี้เป็นลักษณะสำคัญของไม้ เมืองเดิม เขาสร้างโลกของคนสามัญด้วยภาษาของคนสามัญ แล้วขยายโลกนั้นจนคนจากกระท่อมและโรงตีเหล็กสามารถเข้าไปมีชีวิตอยู่ท่ามกลางบุคคลในพงศาวดารได้
จาก ‘ก้าน’ ถึง ‘ไม้เมืองเดิม‘
ปัญหาประการหนึ่งในการเขียนชีวประวัติไม้ เมืองเดิมคือหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตของเขาเหลืออยู่ไม่มาก และคำบอกเล่าของผู้รู้จักใกล้ชิดมีรายละเอียดต่างกันหลายแห่ง จึงต้องอ่านประกอบกัน โดยเฉพาะข้อเขียนของ ป.อินทรปาลิต เหม เวชกร และยศ วัชรเสถียร

แม้แต่ปีเกิดก็ยังไม่ลงรอยกัน หลักฐานสายหนึ่งระบุวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2448 คำไว้อาลัยของ ป.อินทรปาลิตระบุ พ.ศ.2449 ขณะที่สุวรรณ เชื้อนิลให้ข้อมูลว่าเกิดปีวอก พ.ศ.2451 รายละเอียดนี้จึงยังควรวางไว้ในฐานะปัญหาของหลักฐาน มากกว่าจะเลือกปีใดปีหนึ่งแล้วทำให้ข้อแตกต่างเดิมสูญหายไป
แต่ที่แน่ๆ ไม้ เมืองเดิม คือนามปากกาของ ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา บุตรของ ม.ล.ปลี กับ ม.ล.แสง พึ่งบุญ สืบสายจากพระองค์เจ้าชายไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในหมู่ญาติร่วมสกุลซึ่งมีชีวิตร่วมสมัยกับก้าน มีบุคคลสำคัญอย่างเจ้าพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธเทวา ทว่าครอบครัวของก้านมีฐานะยากจน ช่องว่างระหว่างชาติกำเนิดกับชีวิตจริงนี้น่าสนใจ เมื่อมองไปยังตัวละครของเขาที่มักสร้างฐานะและศักดิ์ศรีขึ้นด้วยกำลังของตนเอง
ด.ช.ก้านเติบโตกลางพระนครแถบวัดมหรรณพาราม เป็นเพื่อนกับเหม เวชกรมาตั้งแต่วัยเด็ก และมารดาของเหมก็เป็นคนในสกุล ‘พึ่งบุญ’ เหมเล่าว่า เด็กกลุ่มนี้บางวันนำเครื่องแบบนักเรียนไปซ่อนไว้บนหอระฆังเพื่อหนีเที่ยว ชาวบ้านจึงเรียกประชดว่า ‘นักเรียนหอ’ ทว่าเด็กหนุ่มผู้เกเรกลับรักการอ่านอย่างจริงจัง ทั้งประวัติศาสตร์ โคลงกลอน การแพทย์ ศาสนา และภาษาต่างประเทศ ยศ วัชรเสถียรกล่าวถึงความรู้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสของก้าน พื้นฐานการอ่านเหล่านี้มีความหมายต่อการก้าวจากผู้เขียนเรื่องบ้านทุ่งไปสู่นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา
รูปลักษณ์ของไม้ เมืองเดิมมีคำบอกเล่าจาก รองอำมาตย์โทชุ่ม ณ บางช้าง (พ.ศ.2440-2530) หรือ ‘ลพบุรี’ ซึ่งสุวรรณ เชื้อนิลสัมภาษณ์ไว้ว่า “ก้านมีรูปร่างสันทัด ผมสั้นเกรียน ตาเสียไปข้างหนึ่งไม่อาจทราบได้ว่าเป็นข้างซ้ายหรือข้างขวา ผิวค่อนข้างขาวแต่กร้าน” และจากคำบอกเล่าของเหม เวชกรว่า “ฟันหน้าทั้งบนและล่างหักหายไป 3 ซี่ และตะเกียงควงข้างซ้ายริบหรี่ไปข้างหนึ่ง”

ก้านเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต เขาเคยทำนา รับราชการ เป็นกรรมกร ครูดนตรี เดินทางตามหัวเมือง และคลุกคลีกับผู้คนหลากหลาย มีฝีมือทางดนตรีไทย โดยเฉพาะขิม ทว่าชีวิตนักดนตรีให้ความมั่นคงแก่เขาไม่มากนัก ครั้งหนึ่งก้านบอก ป.อินทรปาลิตว่า
“เพื่อนเอ๋ยอ้ายนักดนตรีอย่างพวกเราน่ะนอกจากไม่มีเกียรติยศอะไรแล้วยังมีหวังที่จะต้องเอาน้ำลูบท้องด้วย”
ป.อินทรปาลิตจึงมองประสบการณ์ชีวิตของเพื่อนว่าเป็นเสมือน ‘เครื่องทดลองหาความรู้’ ความรู้ของก้านมีต้นทางสองสาย สายหนึ่งมาจากหนังสือ อีกสายมาจากการทำงาน เดินทาง และรู้จักผู้คน สองสายนี้จะมาบรรจบกันเมื่อเขาพบแนวทางของตนเอง
ก้านเคยบอก ป.อินทรปาลิตว่า
“กันอยากจะเป็นนักเขียนเหมือนแกบ้าง เพราะเป็นอาชีพอิสระไม่ต้องอยู่ในบังคับใคร แต่เกรงว่าจะเป็นไม่ได้”
ความกลัวนั้นมีเหตุผล เพราะการเข้าสู่วงหนังสือไม่ได้เริ่มด้วยความสำเร็จ ปลาย พ.ศ.2478 เขาเขียน เรือโยงเหนือ เสนอขาย แต่ไม่มีสำนักพิมพ์รับ เมื่อเขียน ห้องเช่าเบอร์ 13 ขึ้นอีกเรื่องก็ยังถูกปฏิเสธ
ในช่วงแสวงหาหนทางของตนเอง ก้านทดลองเขียน ชาววัง ในนามปากกา ‘กฤษณะ พึ่งบุญ’ ขณะที่หลักฐานอีกแห่งระบุว่า ‘กฤษณ์ พึ่งบุญฤทธิ์’ และหนังสืองานศพ อนุสสรน์แด่ ไม้ เมืองเดิม ระบุนามแฝงไว้ว่า ‘กฤษณา พึ่งบุญฤทธิ์’ งานชิ้นนี้ก่อปฏิกิริยาจากผู้อ่านสตรีบางส่วนที่ไม่พอใจการเขียนเรื่องชาววังอย่างตรงไปตรงมา ต่อมาก้านได้เขียนเรื่อง คนดีศรีอยุธยา จากเค้าโครงเรื่องโดย ‘ฮ.ไพรวัลย์’ (เฮง ไพรยวัล พ.ศ.2428-2502) และตีพิมพ์ในนามเจ้าของเรื่อง แม้ได้รับความนิยมจากผู้อ่าน ก้านกลับไม่ภูมิใจนัก เพราะหนังสือไม่ได้ออกในชื่อของตนเอง
ปัญหาของก้านในเวลานั้นจึงอยู่ที่การค้นหาสไตล์ของตนให้พบ
เหม เวชกรเป็นผู้ช่วยผลักประตูบานนั้นให้เปิดออก
เขาแนะนำให้ก้านลองเขียนเรื่องซึ่งผูกกับสถานที่จริง และยก ขุนช้างขุนแผน เป็นตัวอย่าง เย็นวันหนึ่ง เหมมองออกไปยังชายทุ่ง เห็นกระต๊อบเล็กๆ มีแสงตะเกียงริบหรี่อยู่ภายใน จึงชี้ให้ก้านดูและถามทำนองว่า กระต๊อบหลังนั้นจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง
เหมเล่าว่า ก้านตบขาตัวเองฉาดใหญ่ ร้องไห้ แล้วกล่าวว่า
“กูไม่ตายแล้วมึงเอย มึงเป็นเพื่อนแท้ของกูที่ไม่ทิ้งกู กูได้ทางจะตอบแทน ถึงแล้วกูไม่ต้องเข้าป่า”
ก้านขอเวลาสองวัน
เมื่อกลับมา เขามาพร้อมเรื่องชื่อ แผลเก่า และนามปากกาใหม่
ไม้เมืองเดิม
ที่มาของนามปากกามีคำอธิบายเรียบง่าย ‘ไม้‘ มาจาก ‘ก้าน‘ ส่วน ‘เมืองเดิม’ มาจาก ‘ณ อยุธยา‘ ก้านเป็นส่วนหนึ่งของไม้ ขณะที่อยุธยาคือเมืองเดิมจากก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา จึงถือกำเนิดเป็นไม้เมืองเดิม
แผลเก่า กับนามปากกา ‘ไม้ เมืองเดิม’ จึงถือกำเนิดขึ้นในจังหวะเดียวกัน จากภาพเล็กๆ ของกระต๊อบกลางทุ่ง เรื่องรักของขวัญกับเรียมกลายเป็นโศกนาฏกรรมของหนุ่มสาวบ้านทุ่ง ด้วยภาษาที่แตกต่างจากงานร่วมสมัย ผลตอบรับของ แผลเก่า เปลี่ยนชะตานักเขียนผู้เคยถูกปฏิเสธต้นฉบับ
จากนั้นผลงานไหลออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้ง แสนแสบ, ค่าน้ำนม, หนามยอกหนามบ่ง, เรือเพลงเรือเร่, บางระจัน, สาวชะโงก, บึงขุนสร้าง, ศึกกระทุ่ม, ลายข้าเก่า, สินในน้ำ, สองศึก, ไปบางกอก, ข้าหลวงเดิม, เสือทุ่ง, กลางเพลิง, ศาลเพียงตา, ชายสามโบสถ์, รอยไถ, นางห้าม ตลอดจน ขุนศึก รายชื่อเหล่านี้บอกว่าโลกของไม้ เมืองเดิมกว้างกว่าภาพจำเรื่อง แผลเก่า มาก มีทั้งชีวิตชนบท ความรัก นักเลง ลำน้ำ การทำมาหากิน และประวัติศาสตร์

จากบ้านทุ่งสู่พงศาวดาร
คำว่า ‘ลูกทุ่ง’ เมื่อใช้กับไม้ เมืองเดิมจึงไม่ควรหมายถึงฉากชนบทเท่านั้น หากครอบคลุมพื้นที่ ตัวละคร ภาษา และวิธีมองมนุษย์ ชาวนา ช่างฝีมือ นักเลง คนเรือ หรือชายหนุ่มฐานะต่ำต้อยสามารถเป็นศูนย์กลางของเรื่อง รัก เกลียด ต่อสู้ แพ้ ชนะ และกำหนดชะตาของตนเอง
เมื่อไม้ เมืองเดิมหันไปเขียนเรื่องในอดีต เขาเพียงย้ายคนแบบเดียวกันเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น จากท้องนาและหมู่บ้านเข้าสู่สนามรบและพงศาวดาร
พื้นฐานจากการอ่านช่วยให้การเคลื่อนดังกล่าวเป็นไปได้ งานของเขาอาศัยพงศาวดาร วรรณคดี ตำนานท้องถิ่น และประสบการณ์มาประกอบกัน นางห้าม ผูกอยู่กับเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองสร้อยและพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ศาลเพียงตา มีร่องรอยความรู้จาก ขุนช้างขุนแผน ส่วน ทหารเอกพระบัณฑูรข้าหลวงเดิม และ ขุนศึก นำเหตุการณ์กับบุคคลในอดีตมาเป็นโครง แล้วสร้างตัวละครสมมติให้ดำเนินชีวิตอยู่ภายในนั้น
ขุนศึก เป็นตัวอย่างเด่นที่สุด เสมาเกิดในครอบครัวช่างตีเหล็ก เคยศึกษาวิชาการต่อสู้ ตำราพิชัยสงคราม และกระบวนยุทธ์จากสำนักพุทไธสวรรย์ ก่อนกลับมาช่วยครอบครัวตีมีดดาบ ฝีมือดาบสองมือและความปรารถนาจะเป็นทหารพาเขาเข้าสู่กองทัพกรุงศรีอยุธยา พร้อมกับความรักต่อเรไร หญิงสาวฐานะสูงกว่าที่ครอบครัวกีดกันถึงขั้นกักขังและล่ามโซ่ ในโลกของไม้ เมืองเดิม นี่คือการ ‘เด็ดดอกฟ้า’ ซึ่งเสมาต้องทำควบคู่กับการสร้างฐานะ จากลูกช่างตีเหล็กสู่ราชการทหาร สนามรบ และบรรดาศักดิ์ ความรักกับเรไรจึงเดินไปพร้อมการเลื่อนสถานะ ชายจากกระท่อมตีเหล็กต้องเอาชนะทั้งศัตรูในสนามรบและระยะห่างทางสังคม
โลกของเสมายังเชื่อมกับวรรณคดีเก่า โดยเฉพาะ ขุนช้างขุนแผน ตั้งแต่การศึกษาวิชาต่อสู้และคาถาอาคมจากสำนักสงฆ์ เรื่องดาบ ตำรับพิชัยสงคราม จนถึงการเอ่ยถึง ‘พ่อแผน’ และ ‘ดาบฟ้าฟื้น’ ในตัวบทโดยตรง
ขุนศึก จึงเป็นจุดที่โลกสองใบของไม้ เมืองเดิมมาพบกัน โลกหนึ่งคือคนสามัญ บ้านทุ่ง ความรัก นักเลง ช่างฝีมือ และภาษาที่มีรสของชีวิต อีกโลกคือพงศาวดาร วรรณคดี และอดีต
เสมาเป็นคนเชื่อมโลกทั้งสอง
ขุนศึก: ‘วรรณกรรมที่ไม่ตาย‘

ป.อินทรปาลิตบันทึกว่า เมื่อก้านมีชื่อเสียงและผลงานได้รับความนิยมแล้ว เขาคิดจะสร้างบทประพันธ์เรื่องยาวในทำนองพงศาวดารขึ้นสักเรื่อง ‘เพื่อให้เป็นวรรณกรรมที่ไม่ตาย‘ จึงเลือกสมัยสมเด็จพระนเรศวร และตั้งชื่อว่า ขุนศึก
ความมุ่งหมายใหญ่ปรากฏออกมาในขนาดของหนังสือ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของสำนักพิมพ์เพลินจิตต์เริ่มปรากฏแก่ผู้อ่านวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2482 ตามปฏิทินเดิม ซึ่งตรงกับ พ.ศ.2483 ตามการนับศักราชปัจจุบัน
จากการตรวจสอบหนังสือจริงของพีระพงศ์ ดามาพงศ์ การพิมพ์ครั้งแรกแบ่งออกเป็น 5 ภาค 40 เล่มย่อย ภาคที่ 1 มี 5 เล่ม ภาคที่ 2 มี 8 เล่ม ภาคที่ 3 มี 9 เล่ม ภาคที่ 4 มี 11 เล่ม และภาคที่ 5 มี 7 เล่ม แต่ละเล่มหนาระหว่าง 64 ถึง 104 หน้า ภาพปกและภาพแทรกเป็นผลงานของ เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน หนังสือแต่ละตอนมีภาพแทรกหนึ่งภาพ
ผู้อ่านรุ่นแรกจึงไม่ได้อ่านชีวิตของเสมารวดเดียวอย่างฉบับรวมเล่ม แต่ติดตามทีละเล่ม ชะตาของตัวละครดำเนินไปพร้อมกับจังหวะของแท่นพิมพ์ เล่มหนึ่งจบ เสมายังค้างอยู่ ผู้อ่านต้องรอว่าเล่มถัดไปจะเกิดศึกอะไร ความรักกับเรไรจะดำเนินไปอย่างไร
ป.อินทรปาลิต ระบุว่า “‘ขุนศึก’ เป็นประวัติการณ์หนังสือเริงรมย์ของประเทศไทยที่พิมพ์ออกจำหน่ายมากกว่าเรื่องของนักเขียนอื่นๆ” หากยืมภาษาปัจจุบัน ขุนศึก ก็คงมีสภาพคล้ายซีรีส์เรื่องยาวในยุคที่ยังไม่มีโทรทัศน์และ Netflix ต่างกันตรงที่ตอนใหม่ไม่ได้ปรากฏบนจอ แต่เดินออกจากแท่นพิมพ์เป็นหนังสือเล่มบางๆ ความค้างคาของเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของความสุขในการอ่าน
แล้วสิ่งซึ่งไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น ผู้เขียนหมดเวลาก่อนตัวละคร
ช่วงกลาง พ.ศ.2484 สุขภาพของก้านเริ่มทรุด ป.อินทรปาลิต กล่าวว่า เพื่อนตรากตรำกับงานมาก อดหลับอดนอนและแทบไม่มีเวลาพัก ขุนศึก เริ่มออกไม่ทันกำหนด แต่ก้านยังเขียน ‘วันละเล็กละน้อย’ ต่อมาอาการหนักจนเป็นอัมพาต ภริยาพยายามเชิญแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณมารักษา
ก้านรู้ว่าอาการครั้งนี้หนัก เขาบอกเพื่อนว่า
“กันเห็นจะไม่รอดแล้ว แต่กันจะต้องพยายามเขียน ‘ขุนศึก’ ให้จบให้ได้เพราะ ‘ขุนศึก’ เป็นบทประพันธ์ที่กันรักมาก”
เหม เวชกรเขียนถึงเพื่อนในนิตยสาร สิลปิน (สะกดตามต้นฉบับ ยุคปฏิวัติภาษาของจอมพล ป. ) หลังการตายของก้านเพียงไม่กี่เดือน พร้อมวาดภาพไม้ เมืองเดิมนอนป่วยอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียง บอกต้นฉบับให้ภริยาซึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงจดตาม ขณะที่ลูกสาวนอนอยู่ใกล้ๆ ท่ามกลางห้องมืดและเสียงเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดเหนือกรุงเทพฯ เหมเล่าว่าไม้ เมืองเดิมผ่ายผอมจน ‘มีแต่หนังหุ้มกระดูก’ ระยะหนึ่งยังใช้ผ้าพันนิ้วเพื่อทนความเจ็บปวดและเขียนหนังสือต่อ ครั้นมือเขียนไม่ไหว เพื่อนช่วยจดต้นฉบับตามคำบอก และเมื่อไม่มีเพื่อน ภริยาก็รับหน้าที่แทน ป.อินทรปาลิตยืนยันไปในทางเดียวกันว่า แม้มือจับปากกาไม่ได้แล้ว แต่ ‘สมองอันเฉียบแหลมของก้านยังดีอยู่’
การประพันธ์ ขุนศึก ในระยะท้ายจึงเปลี่ยนจากการเขียนด้วยมือมาเป็นการแต่งด้วยเสียง
หลักฐานเรื่องสาเหตุความเจ็บป่วยแตกต่างกัน งานศึกษารุ่นหลังบางชิ้นกล่าวถึงโรคเกี่ยวเนื่องกับสุรา ป. อินทรปาลิตเน้นการตรากตรำทำงานและอดหลับอดนอน ส่วนเหม เวชกรกล่าวถึงการดื่มหนักประกอบกับสภาพร่างกาย เมื่อไม่มีหลักฐานทางการแพทย์โดยตรง จึงยากจะกำหนดสาเหตุใดเป็นข้อยุติ
ส่วนสถานที่ถึงแก่กรรม แม้บางแหล่งระบุเชียงใหม่ แต่ ทวี พึ่งบุญ ณ อยุธยา หลานชาย ยืนยันว่าก้านถึงแก่กรรมที่บ้านบนถนนดำรงค์รักษ์ ใกล้ภูเขาทอง กรุงเทพฯ หลักฐานร่วมสมัยที่สำคัญคือ อนุสสรณ์แด่ ไม้ เมืองเดิม ซึ่ง นายเวช กระตุฤกษ์ พิมพ์เป็นของชำร่วยในงานฌาปนกิจศพนายก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ณ วัดสระเกศ ภายในรวบรวมคำไว้อาลัยจากเพื่อนพ้องในวงการประพันธ์และผู้ใกล้ชิดจำนวนมาก ได้แก่ โพยม บุญยศาสตร์, เหม เวชกร, ม.ล.ฉอ้าน อิศรศักดิ์, บรรพต สิงหพันธ์, บุญมี เล้าสุวรรณ, กุหลาบ นพรัตน์, สง กรอุไร, บุญชู กุลประชีพ, พ.ส.บวร นุชศรี, ประเสริฐ กฐินะสมิต, ส.เทียนศิริ, ร.ท.รังษี เสวิกุล, จำนง วงศ์ข้าหลวง, อรุณ เล็กลำเพ็ญ, เชาวน์ สังข์สวัสดิ์, ประสงค์ ชูศักดิ์ไทย, ลมูล อติพยัคฆ์ และกิ่ง พึ่งบุญ ณ อยุธยา น้องชายแท้ๆ ผู้ซึ่งต่อมาจะเป็นผู้สาน ขุนศึก ของพี่ชายจนจบ
บรรทัดสุดท้ายของไม้เมืองเดิม
วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2485 ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ถึงแก่กรรม อายุ 36 ย่าง 37 ปี หลังประเทศไทยประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาเพียง 38 วัน
ป.อินทรปาลิตเขียนคำไว้อาลัยในนามคณะเพลินจิตต์ว่า
“ขุนศึกยังไม่จบท่านผู้อ่านคงจะอภัยให้เขา”
แต่ในวันที่ก้านเสียชีวิต หนังสือเล่มสุดท้ายจากสำนวนของเขายังไม่ได้ออกวางตลาด
ขุนศึก ภาคที่ 5 เล่มที่ 7 มีกำหนดออกวันที่ 24 เมษายนพ.ศ.2485 หรือ 51 วันหลังการตายของผู้ประพันธ์ หนังสือเล่มนี้คือเล่มที่ 40 และเป็นเล่มสุดท้ายของฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่ยังเป็นบทประพันธ์ของไม้ เมืองเดิม
ผู้อ่านซึ่งซื้อหนังสือในวันนั้นรู้อยู่แล้วว่าคนเขียนตายไปก่อนหน้า และเรื่องที่ติดตามมานานกว่าสองปีจะไม่มีวันจบด้วยมือของเขา
แต่สิ่งที่รออยู่บนหน้าสุดท้ายประหลาดกว่านั้น
ไม้ เมืองเดิมไม่ได้หยุดตรงปลายบท ปลายเหตุการณ์ หรือปลายฉาก เรื่องยังดำเนินไปตามปกติ หลังศึกพิชิตพระยาละแวกไม่นาน เสมากำลังสนทนากับหมื่นสิน จนมาถึงถ้อยคำสุดท้ายว่า
“บ๊ะ – วันนี้พูดช่างเพราะหนักหนากลางดึกเหมือนเช่นกาเหว่าวานอยู่แจ้วๆ มันชมเดือนหงายกลางเมฆอึม – แต่ก็ว่าพระคุณจะไปไหนเล่า?”
ช่างตีเหล็กก็ชี้มือตอบมิใคร่ถนัดปากเต็มคำ —-
แล้วเรื่องจากสำนวนของไม้ เมืองเดิมก็หยุดลงตรงนั้น

ไม่มีคำอำลา ไม่มีการปิดฉาก ไม่มีลางบอกเหตุ เสมากำลังจะตอบคำถาม กำลังชี้มือ และ “มิใคร่ถนัดปากเต็มคำ” ว่าจะไปไหน ตามจังหวะของบทสนทนาย่อมมีคำตอบตามมา
แต่คำนั้นไม่มีอยู่ในต้นฉบับของไม้ เมืองเดิม
คำว่า ‘เขียนไม่จบ’ ในกรณีของ ขุนศึก จึงมีความหมายตามตัวอักษร สิ่งที่หายไปเริ่มตั้งแต่ ‘คำถัดไป’ หลังเครื่องหมายขีดบนหน้ากระดาษ ก่อนจะไปถึงบทถัดไปหรือเล่มถัดไปเสียอีก
เส้นขีดนั้นกลายเป็นรอยแบ่งโดยบังเอิญระหว่างสิ่งที่ก้านยังมีเวลาเขียน กับสิ่งที่เขาไม่มีโอกาสเขียนอีกแล้ว
เมื่อขุนศึกต้องเดินต่อด้วยมือของน้องชาย
การตายของไม้ เมืองเดิมทำให้เรื่องหยุดกลางประโยค แต่ไม่ได้ทำให้ความต้องการรู้ตอนจบของผู้อ่านสิ้นสุดตามไปด้วย ภาระจึงตกแก่ กิ่ง พึ่งบุญ ณ อยุธยา น้องชายของก้าน ผู้ใช้นามปากกาว่า สุมทุม บุญเกื้อ
สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ทาบทามให้เขาเขียน ขุนศึก ต่อ แต่สุมทุมรู้ว่ากำลังถูกขอให้เขียนต่อจากงานที่พี่ชายรักและตั้งความหวังไว้สูง ในคำนำ ขุนศึกตอนจบ เขากล่าวว่าไม้ เมืองเดิม
“ได้วาดไว้อย่างวิจิตรบรรจงเป็นอันดับสูงสุดในชีวิตการประพันธ์ของเขา”
สุมทุมเห็นว่าการทำให้สำนวนของตนมี “รสชาติกลมกลืนหรือไล่เรี่ยเข้าถึงฉบับเดิม” แทบเป็น “สิ่งสุดวิสัย” เมื่อได้รับการทาบทามครั้งแรก เขาจึงปฏิเสธ โดยเขียนถึงความรู้สึกในเวลานั้นว่า
“ท้อใจเป็นที่สุดเมื่อตรองแล้วก็สิ้นหวังมองไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้จึงตอบปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาด”
หลายปีต่อมา เมื่อเพลินจิตต์นำ ขุนศึก กลับมาตีพิมพ์อีกครั้ง คุณเวช กระตุฤกษ์ และเหม เวชกรพยายามชักชวนสุมทุม คนสำคัญยังเป็นเหม ผู้ซึ่งสุมทุมเคารพ ‘เสมือนพี่ชาย’ เหมทั้งชี้แจง สั่งสอน ปลุกปลอบ และในที่สุด ตามถ้อยคำของสุมทุมเอง ถึงกับ “ใช้ไม้ตายคือบังคับให้เขียน”
สุมทุมจึงยอมรับปาก
การเขียนต่อครั้งนั้นยังไม่สำเร็จ เพราะ เพลินจิตต์รายวัน ปิดตัวลง ขุนศึก จึงค้างอีกครั้ง จน พ.ศ.2494 สำนักพิมพ์เพลินจิตต์นำกลับมาจัดพิมพ์ใหม่ สุมทุมเขียนต่อจนจบบริบูรณ์ จัดเป็นชุดปกแข็ง 14 เล่ม ข้อมูลของประยุกต์ บุนนาคระบุว่าสุมทุมใช้เวลาประมาณสี่เดือนเขียนส่วนตอนจบ
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ตอนจบของขุนศึกเป็นของใคร
ในระดับถ้อยคำและการบรรยาย ย่อมเป็นงานของสุมทุม และเจ้าตัวไม่เคยพยายามปิดบังรอยต่อ แต่เขายืนยันหลักฐานสำคัญไว้ในคำนำลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2494 ที่บ้านกล้วยว่า
“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าขอรับรองด้วยความสัตย์จริงว่า เค้าโครงเรื่องส่วนใหญ่ของขุนศึกตอนจบนี้เป็นเค้าโครง ซึ่งพี่ชายของข้าพเจ้าได้วางแนวไว้แต่ครั้งตัวเขายังมีชีวิตอยู่ ฉะนั้นจึงเป็นอันหวังได้ว่าถึงแม้ขุนศึกในบั้นปลายจะจบลงด้วยน้ำมือผู้อื่นผิดจาก ‘ไม้เมืองเดิม’ แต่โครงเรื่องส่วนใหญ่นั้นเป็นของ ‘ไม้เมืองเดิม’ โดยแท้จริงข้าพเจ้ามีส่วนเพียงเป็นผู้บรรยายเรื่องราวโดยละเอียดสู่ท่านผู้อ่านอีกทอดหนึ่งเท่านั้น”
ขุนศึก ตอนปลายจึงมีการประพันธ์สองชั้น เค้าโครงส่วนใหญ่ตามคำยืนยันของสุมทุมมาจากพี่ชาย ส่วนการทำเค้าโครงให้กลายเป็นตัวบทเป็นงานของน้องชาย รอยต่อระหว่างนักประพันธ์สองคนไม่ได้ถูกลบออกจากประวัติหนังสือ แต่ผู้เขียนคนหลังประกาศรอยต่อนั้นแก่ผู้อ่านด้วยตนเอง
เรื่องยังมีสีสันขึ้นอีกเมื่อ มนัสจรรยงค์ เขียนบทความ “เขาตายแล้วแต่บอกพล็อตให้นักเขียนได้” ลงในหนังสือ ชาติไทย วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 สองปีก่อน ขุนศึก ฉบับจบบริบูรณ์
มนัสเล่าว่า เช้าวันหนึ่ง ตองพึ่งบุญณอยุธยา ฝันว่าไม้ เมืองเดิมผู้เป็นพี่ชาย (บ้างก็ว่าเป็นน้องชาย) มาปลุกและเขย่าตัว พร้อมสั่งให้ไปบอกสุมทุมว่า ตอนจบต้องให้ พันฤทธิ์ “ไปกราบตีนขุนศึก”
บ่ายวันเดียวกัน สุมทุมมาหาพี่สาวด้วยความดีใจ
“พี่ฉันคิดเรื่องต่อได้แล้ว”
“ว่าอย่างไร?”
“ตอนจบให้อ้ายพันฤทธิ์ไปกราบตีนขุนศึก”
เมื่อถามว่าใครบอก สุมทุมตอบว่า
“ฉันฝันเขามาสั่นฉันปลุกแล้วบอกว่าตอนจบให้เป็นอย่างนี้”
เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องใช้พิสูจน์เรื่องเหนือธรรมชาติ คุณค่าของมันอยู่ที่การเป็นหลักฐานเรื่องเล่าร่วมสมัย ตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.2492 ก่อนฉบับจบบริบูรณ์สองปี และบอกเราว่าเจ็ดปีหลังการตายของก้าน คนในครอบครัวและวงนักเขียนยังรู้สึกว่า ตอนจบของ ขุนศึก ต้องมีเจตนาของไม้ เมืองเดิมอยู่ในนั้น
อนึ่ง เมื่อเทียบกับ ขุนศึก ฉบับสำนักพิมพ์บางหลวง พ.ศ.2542 จำนวน 10 เล่ม ซึ่งเป็นฉบับพิมพ์ครบชุดที่มีระยะเวลาห่างจากปัจจุบันน้อยที่สุดเท่าที่ผู้เขียนตรวจสอบพบ บรรทัดสุดท้ายจากสำนวนของไม้ เมืองเดิมตรงกับ เล่มที่ 7 หน้า 150 จากหน้าถัดไปจึงเป็นรอยต่อสำคัญของตัวบท ก่อนที่เรื่องราวจะดำเนินต่อด้วยฝีมือของสุมทุม บุญเกื้อ ผู้เป็นน้องชาย
การเรียกไม้ เมืองเดิมว่าเป็นนักเขียนแห่งยุค 2475 ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเขาเป็นนักเขียนการเมืองหรือเขียนสนับสนุนคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยตรง สิ่งที่กล่าวได้คือ ชีวิตนักประพันธ์ของเขาเกิด เติบโต และสิ้นสุดในสังคมภายใต้ระบอบประชาธิปไตยหลัง พ.ศ.2475 โลกหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และการอ่านเพื่อความบันเทิงกำลังขยายตัว นักเขียนสามารถสร้างชื่อและดำรงอยู่ด้วยตลาดผู้อ่านจำนวนมาก
ไม้ เมืองเดิมเป็นหนึ่งในนักเขียนที่เติบโตขึ้นในโลกเช่นนั้น ชื่อเสียงของเขาไม่ได้มาจากตำแหน่งราชการหรือการอุปถัมภ์ของผู้มีอำนาจ หากมาจากคนอ่านซึ่งรอผลงานของเขา
ในแง่นี้ การวางเขาเคียงกับยาขอบ ศรีบูรพา และ ป.อินทรปาลิต ทำให้เห็นความหลากหลายของวรรณกรรมในห้วงเดียวกันได้ดี ยาขอบสร้างโลกวีรบุรุษจากพงศาวดาร ศรีบูรพาสร้างโลกของปัญญาชน ความรัก ชนชั้น และความคิดทางสังคม ป.อินทรปาลิตสร้างโลกคนเมือง ซึ่งเคลื่อนไปพร้อมความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ไม้เมืองเดิมสร้างโลกของคนสามัญ
และเมื่อมาถึง ขุนศึก เขาทำสิ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้น คือเอาคนสามัญเข้าไปวางในประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ สงคราม และบ้านเมือง พงศาวดารให้โครงใหญ่ ส่วนจินตนาการเติมความรัก ความแค้น การสร้างตัว การเลื่อนฐานะ และชีวิตของผู้คนที่พงศาวดารไม่ได้จดชื่อเอาไว้
ชะตากรรมของ ขุนศึก หลังการตายของผู้ประพันธ์ยังชวนให้นึกถึงวรรณกรรมสำคัญอีก 2 ชิ้น ในไทยคือ ผู้ชนะสิบทิศ ของ ‘ยาขอบ’ ซึ่งเขียนค้างไว้จนสิ้นชีวิต ขณะที่ช่วงหลังเขาหันไปทุ่มเทความสนใจแก่วรรณกรรมจีนอย่าง สามก๊ก จนไม่ได้กลับมาเขียนเรื่องเดิมให้จบ อีกกรณีคือวรรณกรรมจีนระดับโลก ความฝันในหอแดง ( 红楼梦) ของ เฉาเสวี่ยฉิน (曹雪芹, ค.ศ.1715-1763) ตัวบทฉบับ 120 ตอนมีประวัติการประพันธ์ซับซ้อน 80 ตอนแรกสัมพันธ์กับเฉาเสวี่ยฉิน ส่วน 40 ตอนหลังมีปัญหาเรื่องผู้ประพันธ์และการสืบต่อ จนเกิดศาสตร์เฉพาะเรียกว่า ‘หงเสวีย’ (红学) หรือศาสตร์แห่ง ความฝันในหอแดง ครอบคลุมการศึกษาผู้ประพันธ์ ตัวบท ฉบับต่างๆ ประวัติการสืบทอด และปัญหาผู้ประพันธ์ 40 ตอนท้าย แม้ครั้งหนึ่งจะนิยมถือว่า เกาเอ้อ (高鹗) เป็นผู้แต่งต่อ แต่ข้อสรุปนี้ถูกตั้งคำถามมาเป็นเวลานาน
การวาง ขุนศึก เคียงกับ ความฝันในหอแดง ไม่ได้หมายถึงการเทียบคุณค่าหรืออิทธิพลของงานสองเรื่อง ซึ่งต่างกันมากทั้งภาษา ยุคสมัย และสถานะทางวรรณกรรม ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ชะตากรรมของตัวบทเมื่อผู้สร้างจากไปก่อนงานในรูปที่คนรุ่นหลังรู้จักจะเสร็จสมบูรณ์
ยังมีความบังเอิญที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง ใน ความฝันในหอแดง ฉบับ 120 ตอน ชะตาปลายทางของเจี่ยเป่าอวี้ (贾宝玉) คือการละทิ้งโลกฆราวาส ส่วน ขุนศึก ฉบับที่สุมทุมเขียนต่อก็พาเสมาไปสู่ชีวิตทางธรรมเช่นกัน ตัวละครสองคนต่างประเทศ ต่างภาษา ต่างศตวรรษ คนหนึ่งเกิดในตระกูลขุนนางมั่งคั่งแห่งราชวงศ์ชิง อีกคนถือกำเนิดในโรงตีเหล็กจากสำนวนลูกทุ่งของนักเขียนไทยยุคคณะราษฎร แต่ปลายทางที่ตัวบทฉบับสมบูรณ์มอบให้กลับมาบรรจบกันตรงการสละโลก
ความคล้ายคลึงนี้ย่อมเป็นเพียงความบังเอิญ จึงไม่ควรขยายไปสู่ข้อเสนอเรื่องอิทธิพลระหว่างกัน สิ่งที่สองกรณีช่วยให้มองเห็นคือ หนังสือสามารถมีชีวประวัติยืนยาวกว่าชีวิตของผู้สร้างมัน
ชีวิตนักประพันธ์ของไม้ เมืองเดิมเริ่มจากชายผู้เคยบอกเพื่อนว่าอยากเป็นนักเขียน แต่ “เกรงว่าจะเป็นไม่ได้” ต้นฉบับสองเรื่องแรกถูกปฏิเสธ เขาทดลองเขียนในชื่อ ‘กฤษณะ พึ่งบุญ’ และอยู่เบื้องหลังงานของ ‘ฮ. ไพรวัลย์’ ก่อนภาพกระต๊อบกลางทุ่งซึ่งเหม เวชกรชี้ให้ดูจะทำให้เขาพบ แผลเก่า พร้อมกับนาม ‘ไม้ เมืองเดิม’
จากกระต๊อบหลังนั้นเกิดขวัญกับเรียม จากโลกบ้านทุ่งขยายไปถึงเสมา จากลูกช่างตีเหล็กผู้ใช้ดาบสองมือ เสมาเดินเข้าสู่ราชการทหาร สนามรบ และพงศาวดาร ขณะที่ก้านตั้งใจสร้าง ขุนศึก ให้เป็น ‘วรรณกรรมที่ไม่ตาย’
แล้วในปลายชีวิต เหม เวชกร คนเดิมกลับเป็นผู้วาดภาพเพื่อนนอนป่วยอยู่บนเตียง บอกต้นฉบับให้ภริยาเขียนแทนมือของตน ท่ามกลางกรุงเทพฯ ในยามสงคราม

วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2485 ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา จากไป
ห้าสิบเอ็ดวันต่อมา หนังสือเล่มสุดท้ายจากสำนวนของเขาเดินทางถึงมือผู้อ่าน เสมากำลังสนทนากับหมื่นสิน ช่างตีเหล็กชี้มือและ “มิใคร่ถนัดปากเต็มคำ” ว่าตนกำลังจะไปไหน
แล้วประโยคก็ขาดลง
ก้านเคยตั้งใจสร้าง ขุนศึก ให้เป็น ‘วรรณกรรมที่ไม่ตาย’ แต่เขาไม่มีเวลาเขียนมันจนจบ หลังจากนั้นน้องชายต้องรับช่วง สำนักพิมพ์ต้องพยายามนำเรื่องกลับมา ผู้อ่านยังต้องการรู้ชะตาของเสมา และหลายสิบปีต่อมา คนรุ่นหลังก็ยังตามหาฉบับพิมพ์ครั้งแรก ตรวจวันออกหนังสือ ตรวจว่าใครวาดภาพประกอบ อ่านคำนำของสุมทุม และย้อนกลับไปค้นว่าบรรทัดสุดท้ายจากไม้ เมืองเดิมอยู่ตรงไหน
ความปรารถนาของ ‘ไม้เมืองเดิม‘ ได้สำเร็จลงแล้วโดยสัจจะขุนศึกกลายเป็น ‘วรรณกรรมที่ไม่ตาย‘ เป็นอกาลิโกที่ก้าวพ้นอายุขัยของผู้ประพันธ์และกาลเวลาที่ให้กำเนิดมัน ขณะเดียวกัน ก็ยังประทับร่องรอยของยุค 2475 ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงที่กระตุ้นเร้าเสรีภาพทางความคิดและความสร้างสรรค์ชีวิตของก้านสิ้นสุดลงในวัยเพียง 37 ปี แต่วรรณกรรมของไม้เมืองเดิมยังมีชีวิตและนั่นคือความเป็นอมตะที่นักประพันธ์ปรารถนา
บรรณานุกรม
นริศ จรัสจรรยาวงศ์. เสถียรโพธินันทะจาก “คฤหัสถ์ขมังเวทย์” สู่ “ฆราวาสมุนี”. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แสงดาว, 2568.
จักรพันธ์ เดชานุรักษ์นุกูล. “ค่านิยม ‘นักเลง’ ในงานเขียนของ ‘ไม้ เมืองเดิม’.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2529.
ไม้ เมืองเดิม. ขุนศึก. ภาค 5 เล่ม 6. เพลินจิตต์, 30 มีนาคม พ.ศ. 2485. โรงพิมพ์ศิริอักษร.
ไม้ เมืองเดิม. ขุนศึก. ภาค 5 เล่ม 7. เพลินจิตต์, 24 เมษายน พ.ศ. 2485. โรงพิมพ์ศิริอักษร.
ไม้ เมืองเดิม. ขุนศึก. 10 เล่ม. บรรณาธิการ เริงศักดิ์ กำธร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บางหลวง, 2542.
สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. จินตนาการไม้เมืองเดิมในนิยายอิงพระราชพงศาวดารเรื่องขุนศึก. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545.
สุวรรณ เชื้อนิล. “วิเคราะห์นวนิยายเรื่องขุนศึกของไม้เมืองเดิม.” ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2523.
สิลปิน. เล่ม 1–3 (พ.ศ. 2485). ฉบับพิมพ์ใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555.
อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “กว่าอ้ายขวัญจะรักอีเรียม: ‘ไม้ เมืองเดิม’ เคยเขียนนวนิยายหญิงรักหญิง.” The MATTER. https://thematter.co/entertainment/book/mai-muang-derm-once-wrote-lesbian-novel/99626
ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ขุนศึก นริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักเขียนไทย ประวัติศาสตร์วรรณกรรม วรรณกรรมยุค 2475 วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ วรรณกรรมไทย แผลเก่า ไม้ เมืองเดิม
เรื่อง: นริศ จรัสจรรยาวงศ์
สิกขาค้นคว้าสรรพหนังสือเก่ากรอบเพื่อรื้อฟื้นเรื่องราวเหล่าวิญญูชนคนสามัญผู้ถูกลืมให้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง ด้านอาณาจักร สนใจในบริบทสังคมระยะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ด้านพุทธจักร ใฝ่ฉันทะชีวประวัติสตรีผู้เป็นพุทธมามิกาและงานแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาพากย์จีน