ทุนจดทะเบียนธุรกิจใหม่ ก.ค.พุ่ง 252% แตะ 5.36 หมื่นล้าน ต่างชาติ 7 เดือนขนเงินลงทุนไทย 2.19 แสนล้าน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดสถิติธุรกิจเดือน ก.ค. 2569 จัดตั้งใหม่ 7,512 ราย แม้ลดลงทั้ง MoM และ YoY แต่ทุนจดทะเบียนพุ่ง 252.23% จากเดือนก่อน แตะ 53,647 ล้านบาท หลังมีบริษัทพลังงานรายใหญ่จดทะเบียนกว่า 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ 7 เดือนแรกตั้งธุรกิจใหม่สะสม 52,285 ราย เพิ่ม 1.43% ด้านต่างชาติได้รับอนุญาตลงทุน 736 ราย เงินลงทุน 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จีนครองแชมป์จำนวนผู้ลงทุน ส่วนสิงคโปร์นำด้านมูลค่าเงินลงทุน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนกรกฎาคม 2569 ว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,512 ราย ลดลง 5.85% จากเดือนมิถุนายน 2569 ที่มี 7,979 ราย และลดลง 2.57% จากเดือนกรกฎาคม 2568 ที่มี 7,710 ราย
อย่างไรก็ตาม ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 53,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 252.23% จากเดือนมิถุนายนที่มีทุนจดทะเบียน 15,231 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 143.65% จากเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 22,018 ล้านบาท
สาเหตุสำคัญมาจากมีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัท บ้านปู จำกัด ทุนจดทะเบียน 40,496 ล้านบาท ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน
7 เดือนตั้งธุรกิจใหม่ 5.22 หมื่นราย
สำหรับช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม มีธุรกิจจัดตั้งใหม่สะสม 52,285 ราย เพิ่มขึ้น 737 ราย หรือ 1.43% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 51,548 ราย
ส่วนทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สะสมอยู่ที่ 164,848 ล้านบาท ลดลง 6,310 ล้านบาท หรือ 3.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 171,158 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาธุรกิจที่มีอัตราการจัดตั้งใหม่ขยายตัวน่าสนใจ พบ 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 1,529 ราย เพิ่มขึ้น 53.21% ทุนจดทะเบียน 2,508 ล้านบาท ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร 2,492 ราย เพิ่มขึ้น 17.66% ทุนจดทะเบียน 4,064 ล้านบาท และธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า 624 ราย เพิ่มขึ้น 92.59% ทุนจดทะเบียน 847 ล้านบาท
ธุรกิจเลิกกิจการ 7 เดือนเพิ่ม 13.72%
ขณะที่การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวน 2,152 ราย เพิ่มขึ้น 22.27% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 17.92% จากเดือนกรกฎาคม 2568
ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 6,776 ล้านบาท ลดลง 0.47% จากเดือนก่อน และลดลง 66.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนช่วง 7 เดือนแรกของปี มีธุรกิจเลิกกิจการสะสม 9,176 ราย เพิ่มขึ้น 13.72% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 105,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 108.35%
ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยมีนิติบุคคลจดทะเบียนสะสมทั้งสิ้น 2,102,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.69 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ยังดำเนินกิจการอยู่ 1,009,681 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.05 ล้านล้านบาท
ธุรกิจบริการมีจำนวนมากที่สุด 550,199 ราย คิดเป็น 54.49% ของนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มค้าส่งและค้าปลีก 330,788 ราย คิดเป็น 32.76% และกลุ่มการผลิต 128,694 ราย คิดเป็น 12.75%
ต่างชาติ 7 เดือนลงทุนไทย 2.19 แสนล้าน
ด้านการลงทุนของชาวต่างชาติภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต เดือนกรกฎาคม 2569 มีต่างชาติได้รับอนุญาตให้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 96 ราย เงินลงทุนรวม 31,594 ล้านบาท โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มาจากจีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
สำหรับช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีต่างชาติได้รับอนุญาตให้เข้ามาลงทุน 736 ราย เพิ่มขึ้น 153 ราย หรือ 26% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 583 ราย ขณะที่เงินลงทุนรวมอยู่ที่ 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59,748 ล้านบาท หรือ 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 159,460 ล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนผ่านช่องทางขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 177 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 559 ราย
จีนแชมป์จำนวนราย-สิงคโปร์นำมูลค่าลงทุน
เมื่อแยกตามประเทศ พบว่า จีนมีจำนวนผู้ลงทุนสูงสุด 133 ราย คิดเป็น 18% เงินลงทุน 38,603 ล้านบาท รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา 121 ราย เงินลงทุน 6,226 ล้านบาท สิงคโปร์ 97 ราย เงินลงทุน 61,112 ล้านบาท ญี่ปุ่น 94 ราย เงินลงทุน 45,085 ล้านบาท และฮ่องกง 72 ราย เงินลงทุน 14,077 ล้านบาท
หากพิจารณาในด้านมูลค่าเงินลงทุน สิงคโปร์มีมูลค่าสูงที่สุดที่ 61,112 ล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 45,085 ล้านบาท และจีน 38,603 ล้านบาท
EEC ดูดเงินต่างชาติ 8.56 หมื่นล้าน
สำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วง 7 เดือนแรกของปี มีนักลงทุนต่างชาติ 220 ราย คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
มูลค่าการลงทุนใน EEC อยู่ที่ 85,615 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด โดยจีนมีนักลงทุน 80 ราย เงินลงทุน 30,042 ล้านบาท ญี่ปุ่น 31 ราย เงินลงทุน 22,636 ล้านบาท ฮ่องกง 26 ราย เงินลงทุน 4,803 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 83 ราย เงินลงทุนรวม 28,134 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตัวเลขจากข้อมูลต้นทางระบุว่าเงินลงทุนต่างชาติ 7 เดือนเพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน ไม่ใช่ 2.13% ตามข้อความในพาดหัวต้นฉบับ จึงยึดตัวเลข 37% ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่า 219,208 ล้านบาท เทียบกับ 159,460 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2568.
