ไทยยังมีโทษ "ประหารชีวิต" อยู่จริงหรือไม่? ย้อนรอยนักโทษประหารคนล่าสุด ปี 2561

จากข่าวคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่มีจุดเริ่มต้นจากการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย นำไปสู่การขุดค้นพบพฤติการณ์สุดโหดเหี้ยมของแก๊งทรชนที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อุ้มฆ่า ชิงทรัพย์ ล่วงละเมิดทางเพศ และขุดหลุมฝังดินอำพรางศพเหยื่อรวมถึง 5 ชีวิต บริเวณรอบเขาชีจรรย์

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนและสะเทือนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างรุนแรง แต่ยังกระตุกขวัญสังคมด้วยความจริงอันน่าหวาดหวั่นที่ว่า “ผู้ก่อเหตุหลักเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำได้เพียง 2 เดือน”

พฤติกรรมกระทำผิดซ้ำซากโดยไม่เกรงกลัวต่ออาญาบ้านเมือง ได้ปลุกกระแสความโกรธแค้นของสังคมให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง คำถามเดิมที่เคยเงียบหายไปนานเริ่มถูกส่งเสียงเรียกร้องอย่างกึกก้องบนโลกออนไลน์ “อาชญากรไร้จิตสำนึกเช่นนี้ ควรได้รับโอกาสกลับคืนสู่สังคมอีกจริงหรือ?” 

เมื่อมีคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ หรือคดีกระทำผิดซ้ำซากเกิดขึ้น กระแสสังคมส่วนใหญ่มักเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิต เพื่อคืนความยุติธรรมให้เหยื่อและครอบครัว และปกป้องสังคมจากผู้กระทำผิดซ้ำ ไม่ให้มีโอกาสกลับออกมาทำร้ายใครอีก

ย้อนรอยนักโทษประหารคนล่าสุดของไทย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 สังคมไทยเคยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อกรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการประหารชีวิต นายธีรศักดิ์ หลงจิ นักโทษเด็ดขาดในคดีฆ่าชิงทรัพย์อย่างทารุณ 24 แผล เหตุเกิดที่ จ.ตรัง ตั้งแต่ปี 2555

การประหารชีวิตในครั้งนั้น ถือเป็น การประหารชีวิตครั้งล่าสุดของประเทศไทย หลังจากว่างเว้นมายาวนานเกือบ 9 ปี และนับเป็นรายที่ 7 นับตั้งแต่ไทยเปลี่ยนวิธีประหารจาก "ยิงเป้า" มาเป็น "ฉีดยา" เมื่อปี 2546

จุดเริ่มต้นของคดีอุกฉกรรจ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2555 ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อตำรวจ สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญบริเวณสวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนครินทร์ 95 ในที่เกิดเหตุพบศพ นายดนุเดช อายุเพียง 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 นอนเสียชีวิตจมกองเลือด โดยสภาพศพถูกทำร้ายและมีบาดแผลถูกแทงด้วยมีดทั่วร่างกายรวมถึง 24 แผล

จากการสอบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุนายดนุเดชถูกชายวัยรุ่น 2 คนไล่ทำร้ายและใช้มีดแทงมาจากบริเวณหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 200 เมตร เหยื่อพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอดเข้ามาในสวนสาธารณะ โดยมีแฟนสาวพยายามเข้าช่วยเหลือ พยายามห้ามและร้องให้คนช่วย ทว่าผู้ก่อเหตุซึ่งขณะนั้นอายุ 19 ปี ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา กลับไม่สนใจคำร้องขอ เขาลงมือทำร้ายและกระหน่ำแทงนายดนุเดชอย่างโหดเหี้ยมจนเสียชีวิต ก่อนจะกวาดเอาทรัพย์สินของเหยื่อแล้วหลบหนีไป

ตำรวจตามจับกุมนายธีรศักดิ์ได้พร้อมของกลางเป็นมีดที่ใช้ก่อเหตุ เมื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม พบว่านายธีรศักดิ์เคยถูกจับกุมมาแล้วหลายครั้งในหลายข้อหา ไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติด คดีอาวุธปืน ตลอดจนมีประวัติเกี่ยวโยงกับคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นมาก่อน

แม้ในชั้นสอบสวน นายธีรศักดิ์จะให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ด้วยพยานหลักฐานที่แน่นหนา กระบวนการยุติธรรมจึงดำเนินไปตามขั้นตอน โดยส่วนผู้ร่วมก่อเหตุอีกรายก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นกัน

กระบวนการทางศาลดำเนินมาตามลำดับ โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ ประหารชีวิต นายธีรศักดิ์ หลงจิ ต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษประหารชีวิตเช่นเดียวกัน เป็นผลให้คดีถึงที่สุด

ยุทธ บางขวางอาหารมื้อสุดท้ายของนักโทษ

ไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ "ยกเลิกโทษประหาร" ในทางปฏิบัติ

De facto abolitionist หรือ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ หมายถึงประเทศที่ยังมีกฎหมายรองรับโทษประหารชีวิตอยู่ แต่ในทางปฏิบัติจริงไม่ได้มีการประหารชีวิตนักโทษเลยเป็นระยะเวลานาน ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หากประเทศใดไม่มีการประหารชีวิตจริงเลยเป็นเวลา 10 ปีติดต่อกัน ประเทศนั้นจะถูกพิจารณาให้อยู่ในกลุ่ม "ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ" (Abolitionist in practice)

นั่นหมายความว่า หากนับจากคดีล่าสุดเมื่อปี 2561 และไม่มีการฉีดยาประหารใครเพิ่มอีกเลยจนถึง 18 มิถุนายน 2571 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สถานะนั้นทันที

แม้สถิติล่าสุดจากกรมราชทัณฑ์จะมีผู้ต้องขังที่ได้รับโทษประหารชีวิตสะสมรวมหลายร้อยราย แต่ในความเป็นจริง ผู้ต้องขังส่วนใหญ่อยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์-ฎีกา หรือได้รับการลดหย่อนโทษตามขั้นตอนทางกฎหมาย

นักโทษประหารในไทย

สถิตินักโทษประหารชีวิต ตัวเลขล่าสุดของกรมราชทัณฑ์เมื่อเดือนพ.ค.2569 อยู่ที่จำนวน 480 คน เป็นชาย 419 คน และหญิง 61 คน

จากฐานความผิด 3 คดีคือ คดียาเสพติด คดีความผิดทั่วไป และคดีความมั่นคง จำนวนนี้เป็นคดีระหว่างอุทธรณ์ 439 คดี คดีระหว่างพิจารณาฎีกา 13 คดี และคดีเด็ดขาดถึงที่สุด 28 คดี

ย้อนรอย 5 คดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ "ตัดสินประหารชีวิต" แต่ยังไม่ได้ถูกประหารจริง

1. คดี “แอม ไซยาไนด์” มหันตภัยยาพิษล้างหนี้

2. คดี “ผอ.กอล์ฟ” ปล้นร้านทองลพบุรี กราดยิงกลางห้าง

3. คดี “ผู้กำกับโจ้” ทรมานผู้ต้องหาด้วยถุงดำจนเสียชีวิต

4. คดี “น้องแก้ม” ภัยมืดบนขบวนรถไฟ

5. คดี “ครูพี่ณัฐ” ทารุณกรรมเด็กกวดวิชาจนเสียชีวิต

คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้กระบวนการยุติธรรมไทยจะมีโทษ "ประหารชีวิต" อยู่ในกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติจริง บทลงโทษดังกล่าวมักถูกบรรเทาด้วยกระบวนการอุทธรณ์-ฎีกา การรับสารภาพ หรือการได้รับพระราชทานอภัยโทษตามวาระต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยแทบจะไม่มีการประหารชีวิตจริงเกิดขึ้นเลยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา