ทรัมป์กล่าวหาจีนเจาะข้อมูลเลือกตั้งสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2563
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเมื่อค่ำวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ว่า เขาได้สั่งการให้ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence) และสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ดำเนินการสอบสวนกรณีที่จีนถูกกล่าวหาว่าเจาะระบบข้อมูลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ โดยระบุว่าการแทรกแซงดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563
ทรัมป์ระบุว่า จีนได้ครอบครองข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งของชาวอเมริกันจำนวน 220 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการรั่วไหลของข้อมูลการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงของการเลือกตั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมเปิดเผยว่า ทำเนียบขาวได้เผยแพร่รายงานที่ได้รับการยกเลิกชั้นความลับ (declassified reports) ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลการเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว
ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนทั่วประเทศ ทรัมป์กล่าวหาว่า บุคคลบางส่วนที่เขาเรียกว่า Deep State พยายามทำให้การแทรกแซงของจีนดูรุนแรงน้อยกว่าความเป็นจริง พร้อมระบุว่า กระบวนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ มีความเปราะบางต่อการแทรกแซงจากต่างชาติ โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้รัฐสภาผ่านร่างกฎหมาย SAVE America Act ซึ่งกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงหลักฐานยืนยันการเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ก่อนจึงจะมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนก.พ. แต่ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ท่ามกลางข้อถกเถียงว่ากฎหมายดังกล่าวอาจสร้างอุปสรรคต่อการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง
ทรัมป์ยังโจมตีคู่แข่งทางการเมืองระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ และระบุว่าสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ถ่ายทอดสดคำปราศรัยของเขาควรถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ โดยก่อนหน้านี้ ABC, NBC และ CNN ได้ประกาศว่าจะไม่ถ่ายทอดสดคำปราศรัยดังกล่าว
การกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์มีขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับรัฐบาลของเขา ขณะที่ทรัมป์กำลังเผชิญกับคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อ และความไม่พอใจของประชาชนต่อภาวะเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์