เปิดทุนสำรองฯ ไทยกลางปี 2569 ลดลง 3.4 พันล้านดอลลาร์จากสิ้นปีก่อน หลังบาทอ่อนค่าราว 7% กรุงศรีฯ มองไม่น่ากังวล ย้ำเสถียรภาพไทยยังแกร่ง
ทุนสำรองฯ ไทย ณ มิถุนายนปีนี้ลดลง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า ท่ามกลางการอ่อนค่าของเงินบาท ด้านกรุงศรีมองทุนสำรองฯ ไทยลดลง ไม่น่ากังวล เหตุการลดลงน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และเพียงพอสำหรับการนำเข้าได้ราว 6 เดือน สะท้อนว่ากันชนด้านเสถียรภาพไทยยังแกร่ง
- กรุงศรีประเมินทิศทางค่าเงินปลายปี ให้กรอบที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์
ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงให้เห็นว่า เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิ (Net International Reserves) ล่าสุดอยู่ที่ 3.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในมิถุนายน 2569 ลดลงจากช่วงสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 3.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางการอ่อนค่าของเงินบาทราว 7.37% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) จนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

รุ่ง สงวนเรือง ผู้อํานวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยจะลดลง แต่ลดน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้ ปัจจุบันทุนสำรองฯ ของไทยเพียงพอสำหรับการนำเข้าได้มากกว่า 6 เดือน สะท้อนว่ากันชนด้านเสถียรภาพของไทยยังอยู่ในระดับสูง
“ทุนสำรองฯ ของไทยที่ลดลง ถ้ามองในมุมกันชนด้านเสถียรภาพ ถามว่าน่ากังวลไหมว่า เงินบาทจะอยู่ในภาวะที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ เราคิดว่า กันชนยังอยู่ในระดับที่สูงพอ”
“โดยหากนำทุนสำรองฯ ที่มีอยู่มาใช้เพื่อรองรับการนำเข้าเพียงอย่างเดียว โดยสมมติให้การส่งออกเป็นศูนย์ ทุนสำรองฯ ของไทยตอนนี้จะสามารถช่วยให้อยู่รอดได้ถึง 6 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” รุ่งกล่าว

รุ่งกล่าวต่อว่า ทุนสำรองฯ ที่ลดระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนได้ว่าแบงก์ชาติอาจเข้าดูแลจังหวะที่บาทอ่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย และญี่ปุ่น ได้เข้าไปดูแลสูงกว่าไทยมาก ผ่านการขายดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วซื้อสกุลเงินตัวเอง
โดยตามข้อมูล ‘การเปลี่ยนแปลงของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ’ (Change in Foreign Currency Reserves) โดยวัดหน่วยเป็น ‘จำนวนเดือนของการนำเข้า’ (months of imports) นับตั้งแต่ความขัดแย้งในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นพบว่า อินเดีย เป็นประเทศที่ทุนสำรองฯ ลดลงมากที่สุด รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น
ส่วนไทยทุนสำรองฯ ลดลงประมาณ -0.3 เดือนของการนำเข้า นับตั้งแต่เกิดสงคราม ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ที่ทุนสำรองฯ ลดลงเช่นกันแต่น้อยกว่า

นอกจากนี้ รุ่งยังกล่าวต่อว่า การลดลงของทุนสำรองฯ ไทยที่ไม่เท่าบางประเทศในภูมิภาค สอดคล้องกับมุมมองของ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นว่า บาทอ่อนดีต่อส่งออกและท่องเที่ยว ดังนั้น ในความคิดของตลาดก็เลยมองว่า ธปท.คงปล่อยให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวระดับนี้ไปสักพัก
กรุงศรีประเมินทิศทางค่าเงินปลายปี ให้กรอบที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์
รุ่งยังคาดการณ์ว่า ตลาดการเงินโลกพยายามหันเหจุดสนใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบางตามกลยุทธ์การเจรจาและจะกระทบบรรยากาศการลงทุนอยู่เป็นระยะก็ตาม
ทั้งนี้ Fed ภายใต้การนำของประธานเควิน วอร์ช ตั้งใจปฏิรูปการสื่อสารและลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ในภาวะเช่นนี้ ราคาสินทรัพย์ต่างๆ จะมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นเมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หรือในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา ขณะที่ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงมีท่าทีระมัดระวัง แต่คาดว่าจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเยนต่อไป
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยอดนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการบริหารความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า มีปัจจัยประคองค่าเงินบาทอยู่บ้าง ได้แก่ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่แม้ผันผวนสูงแต่ซื้อขายห่างจากจุดสูงสุดของรอบอยู่พอสมควร รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า ขณะที่ภาวะขาดดุลแฝดของไทยอาจบรรเทาลงแม้ต้องใช้เวลา
โดยกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์มองว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแกว่งตัวในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 หาก Fed คงดอกเบี้ยตามสมมติฐานหลัก และดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการค่าเงิน นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะถูกตรึงไว้ที่ 1.00% ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า ตราบใดที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าในบริบทที่เงินเฟ้อด้านต้นทุนสูงขึ้นเพียงชั่วคราว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักกับภาวะอุปสงค์ และเสถียรภาพภายในประเทศมากกว่าแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

ภาพ: Charlie143 / Shutterstock