รายงานชี้ โลกปฏิรูประบบอาหารล่าช้า เสี่ยงพลาดเป้าหมายปี

รายงานประเมินระบบอาหารโลกล่าสุดชี้ว่า การปฏิรูประบบอาหารทั่วโลกยังดำเนินไปอย่างล่าช้า โดยประเทศส่วนใหญ่มีความคืบหน้าไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้สำหรับปี 2573 โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหาร ซึ่งจากการประเมินในปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดมีแนวโน้มว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เป้าหมายระยะยาวภายในปี 2593 ยังคงมีความเป็นไปได้ หากแต่ละประเทศเร่งดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ผลการศึกษาจากโครงการ Food Systems Countdown Initiative (FSCI) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Food ถือเป็นการประเมินประสิทธิภาพระบบอาหารโลกที่ครอบคลุมที่สุดในปัจจุบัน โดยทำการศึกษาใน 197 ประเทศ ผ่านตัวชี้วัด 44 รายการ ครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1) อาหาร โภชนาการ และสุขภาพ, 2) สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และการผลิต, 3) การดำรงชีวิต ความยากจน และความเท่าเทียม, 4) การกำกับดูแล และ 5) ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว

เป้าหมายปี 2573 ยังห่างไกล

ผลการศึกษาพบว่า จากตัวชี้วัด 30 รายการ มีเพียงตัวชี้วัดเดียวที่ประเทศส่วนใหญ่ทำได้ตามเป้า คือจำนวนการลงทะเบียนใช้งานโทรศัพท์มือถือ ซึ่งใช้วัดด้านความเชื่อมโยงและความสามารถในการฟื้นตัว ส่วนประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหาร ซึ่งค่าเฉลี่ยทั่วโลกยังห่างจากเป้าหมายถึง 75% และหากการเปลี่ยนแปลงยังคงดำเนินไปในระดับความเร็วปัจจุบัน จะไม่มีประเทศใดบรรลุเป้าหมายนี้ได้เลย

เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค รายงานระบุว่าประเทศในแอฟริกาต้องปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างน้อย 15-20% ต่อปีใน 23 ตัวชี้วัด ขณะที่เอเชียต้องลดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารลงมากกว่า 63% ต่อปี ส่วนยุโรป แม้เป็นกลุ่มประเทศรายได้สูง แต่ยังมีถึง 19 ตัวชี้วัดที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายปี 2573 ได้

นอกจากนี้ รายงานยังพบว่าหลายตัวชี้วัดมีแนวโน้มถดถอย ได้แก่ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ความรับผิดชอบของภาครัฐ ยอดขายอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) การใช้น้ำเพื่อการเกษตร การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหาร

ดร.บิอังกา คาร์ดุชชี ผู้เขียนหลักของงานวิจัย เปิดเผยว่า การศึกษาครั้งนี้แตกต่างจากปีก่อน ๆ เนื่องจากไม่ได้พิจารณาเพียงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัด แต่ยังประเมินด้วยว่าแต่ละประเทศอยู่ห่างจากเป้าหมายมากเพียงใด และต้องเร่งปรับปรุงในอัตราเท่าใดจึงจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนการติดตามให้กลายเป็นเครื่องมือตรวจสอบความรับผิดชอบ

ด้าน ดร.มาริโอ แฮร์เรโร อาจารย์มหาวิทยาลัยคอร์แนล กล่าวว่า ความคืบหน้าในการปฏิรูประบบอาหารจำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดัน มิฉะนั้นความพยายามอาจกลายเป็นเพียงการดำเนินงานเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง และโลกไม่สามารถยอมรับความล่าช้าในระดับนี้ได้อีกต่อไป

สัญญาณบวกยังมี เป้าหมายปี 2593 ยังเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการประเมินสำหรับปี 2573 จะสะท้อนความท้าทาย แต่รายงานยังชี้ถึงสัญญาณบวก โดยพบว่า 7 จาก 33 ตัวชี้วัด มีประเทศอย่างน้อยหนึ่งในสามที่กำลังมุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อบรรลุเป้าหมาย ขณะที่ตัวชี้วัดครึ่งหนึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นในระดับโลก นอกจากนี้ รายงานยังประเมินอัตราการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมายภายในปี 2593 ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายระยะยาวยังเป็นไปได้ หากมีการเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน รายงานยังใช้เกณฑ์เปรียบเทียบตามภูมิภาคและระดับรายได้ เพื่อกำหนดหมุดหมายที่สมจริงและสร้างแรงจูงใจให้แต่ละประเทศ เช่น ประเทศในแอฟริกาอยู่ห่างจากเกณฑ์มาตรฐานโลกด้านการเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพในราคาเหมาะสม เฉลี่ย 58.7% แต่ช่องว่างจะแคบลงเหลือ 32.2% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานระดับภูมิภาค

ดร.เจสสิกา ฟานโซ อาจารย์มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า เป้าหมายระดับโลกมีความสำคัญต่อการสร้างแรงผลักดัน แต่หากเป้าหมายดูไกลเกินเอื้อมก็อาจกลายเป็นอุปสรรค เกณฑ์เปรียบเทียบตามภูมิภาคและกลุ่มรายได้จึงช่วยให้แต่ละประเทศมองเห็นแนวทางที่จับต้องได้มากขึ้น

การกำกับดูแลภาครัฐมีบทบาทสำคัญ

บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การปรับปรุงประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลของรัฐบาลคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกส่วนของระบบ และการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการดำเนินงานที่รวดเร็วขึ้นจากประชาคมโลก โดยเฉพาะเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบาง

ดร. โฮเซ โรเซโร มอนคาโย หัวหน้านักสถิติและผู้อำนวยการฝ่ายสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวปิดท้ายว่า การประเมินที่ครอบคลุมในลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลและทุกภาคส่วนในการจัดลำดับความสำคัญ จัดสรรการลงทุนและทรัพยากร รวมถึงการยกร่างนโยบาย

ระบบอาหารโลกของเราต้องการการดำเนินการที่เร่งด่วนและเด็ดขาดตั้งแต่ตอนนี้ เขากล่าว

สำหรับผลการศึกษาฉบับนี้มีชื่อว่า Food Systems Performance Evaluated Against Targets and Benchmarks Reveals Urgent Gaps and a Path to 2050 เผยแพร่พร้อมรายงานสรุป The Food Systems Countdown Report 2026: Assessing Performance, Driving Change โดยจะมีการนำเสนอผ่านงานสัมมนาออนไลน์ (Webinar) ในวันที่ 25 ก.ย. 2569 เวลา 09.30-10.30 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ตรงกับเวลา 20.30-21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย)

ทั้งนี้ Food Systems Countdown Initiative (FSCI) เป็นความร่วมมือด้านการวิจัยแบบสหวิทยาการระดับโลก นำโดยมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์, มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และกลุ่มพันธมิตรระดับโลกเพื่อโภชนาการที่ดีขึ้น (GAIN) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำรายงานติดตามผลประจำปีและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ และสร้างความรับผิดชอบในการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอาหารโลก

โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/ปรียพรรณ มีสุข