ดัชนีหุ้นไทยสิ้น ก.ค. เพิ่มขึ้น 28.9%

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • หุ้น 
  • หุ้นไทยผู้จัดการ360° 
  • ดัชนีหุ้นไทยสิ้น ก.ค. เพิ่มขึ้น 28.9%

    เผยแพร่: 6 ส.ค. 2569 16:38   ปรับปรุง: 6 ส.ค. 2569 16:38   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




    ดัชนีหุ้นไทย สิ้นเดือน ก.ค. 2569 ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 28.9% จากต้นปี รับแรงหนุนจากเงินทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 7.59 หมื่นล้านบาท หรือมูลค่าซื้อขายสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี แตะที่ระดับ87,397 ล้านบาท ส่วนยอดจองบอนด์ออมพลัสทะลุ 1.6 หมื่น

    นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และ 28.9% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตสำรองของโลก และผลักดันราคาน้ำมันขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณแสดงความกังวลความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย สร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกเผชิญการปรับฐานหลังราคาได้สะท้อนการคาดหวังกำไรระดับสูงแล้ว ประกอบกับความกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนในเทคโนโลยี AI ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปสงค์การใช้ทรัพยากรประมวลผลให้ลดลง

    ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากมีองค์ประกอบของ Sector ที่หลากหลาย อีกทั้งมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนในหลายมิติ อาทิ การปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยกระทรวงการคลังจาก 1.6% สู่ระดับ 2.5% และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยโดยนักวิเคราะห์ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคมยังสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ด้วย

     

     โดยภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และ 28.9% จากสิ้นปี 2568

    กลุ่มทรัพยากรและกลุ่มธุรกิจการเงินให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นในเดือนกรกฎาคม 2569 ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยังคงให้ผลตอบแทนนำตลาด

    ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน อยู่ที่ 69,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    โดยผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิสะสมรวม 75,864 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.3% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.3% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.3% และบริษัทหลักทรัพย์ 7.1%

    สำหรับ Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 15.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.4 เท่า ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 4.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.8%

    สำหรับภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนกรกฎาคม 2569 พบว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 563,065 สัญญา ลดลง 10.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures, Gold Online Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 554,436 สัญญา เพิ่มขึ้น 30.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน



    เผยยอดจองบอนด์ออมพลัสทะลุ 1.6 หมื่น

    สำหรับตัวเลขการจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส (ครั้งที่ 1) วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท ที่กระทรวงกรคลังเสนอขาย (ครั้งที่ 1)ปี 2569 ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect และแอปพลิเคชัน Streaming เมื่อ3–5 ส.ค. 2569 นั้นพบว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม

    โดยมีผู้จองซื้อรวม 21,113 ราย หรือ 27,321 รายการ มูลค่าการจองซื้อรวม 16,511.65 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินจำหน่ายถึง 8.2 เท่า สะท้อนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำและภาวะที่อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อมีความไม่แน่นอน

     ทั้งนี้  ตัวเลขการจัดสรรพันธบัตรออมพลัสครั้งที่ 1 ปี 2569 แบ่งเป็นรุ่นอายุ 3 ปี จำนวนผู้ได้รับการจัดสรร 9,390 ราย มูลค่ารวม 704,479,000 บาท และรุ่นอายุ 10 ปี จำนวนผู้ได้รับการจัดสรร 13,916 ราย มูลค่ารวม 1,295,521,000 บาท

    สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนเพิ่มกระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมพลัสรอบถัดไป ระหว่างวันที่ 7–9 ก.ย. 2569 โดยจะประกาศอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

    ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรได้ผ่านเว็บไซต์[www.settrade.com/bondallocation](http://www.settrade.com/bondallocation) รวมถึงช่องทางของธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ผู้จัดจำหน่ายทั้ง 24 แห่ง โดยกรณีไม่ได้รับจัดสรรเต็มจำนวน ระบบจะทยอยคืนเงินเข้าบัญชีภายในวันที่ 6 ส.ค. 2569