“อนุทิน” ชู 3 เสา ปูทางไทยเติบโตแบบทวีคูณ ดันคนเรียนรู้เร็ว-นวัตกรรม-รัฐทันสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเสวนาระดับชาติ หัวข้อ “The INTANIA Forum: SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญจากคำกล่าวปาฐกถาว่า นายกรัฐมนตรีเสนอให้ปรับหัวข้อการเสวนาจาก “SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER” เป็น “SURVIVING UNDER THE NEW WORLD DISORDER” หรือ “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกไร้ระเบียบ” เพื่อสะท้อนสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความผันผวน และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระเบียบโลกเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยโลกาภิวัตน์ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน กำลังถูกท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัญหาสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ประเทศไทยจึงต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในและพึ่งพาตนเองบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีภูมิคุ้มกันและยั่งยืน
สำหรับภาพประเทศไทยในอนาคต นายกรัฐมนตรี ต้องการเห็นการพัฒนาที่กระจายไปสู่ทุกภูมิภาค มีมหานครและศูนย์กลางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ให้สามารถแข่งขันในระดับสากล เชื่อมโยงเส้นทางทั้งแนวเหนือ–ใต้ และตะวันตก–ตะวันออก
ทั้งนี้ ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ เปลี่ยนสถานะจากประเทศทางผ่านไปสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ โดยมีปัจจัยสำคัญ 3 ด้านที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่
ด้านที่ 1 การพัฒนาคน เนื่องจากโลกยุคใหม่แข่งขันกันด้วยคุณภาพของกำลังคน ประเทศที่มีคนเก่ง เรียนรู้เร็ว และปรับตัวได้ จะมีความได้เปรียบ จึงจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาคน และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
ด้านที่ 2 การวิจัยและนวัตกรรม โดยต้องยกระดับความสามารถในการต่อยอดงานวิจัยไปสู่สินค้าและบริการเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งสร้างผู้ประกอบการ และผลักดันนวัตกรรมให้เป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้านที่ 3 ระบบของรัฐหรือระบบราชการ ซึ่งรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบราชการให้เอื้อต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้บริการภาครัฐมีความรวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้ พร้อมพัฒนาทักษะข้าราชการและส่งเสริมการทำงานแบบ Work Smart

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ว่า ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีโอกาสรับฟังวิสัยทัศน์ด้าน AI และเสนอแนวคิด “4P” เป็นกรอบสำหรับการใช้และพัฒนา AI อย่างสมดุล ประกอบด้วย Prevention การป้องกันความเสี่ยงจาก AI, Prosperity การใช้ AI ยกระดับเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน, Potential การเสริมศักยภาพภาครัฐ ภาคธุรกิจ และกำลังคน และ Protection การคุ้มครองประชาชนให้เข้าถึง AI อย่างปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล
นายกรัฐมนตรี ยังเปรียบการบริหารประเทศท่ามกลางโลกที่ผันผวนกับหลัก Critical Path Method หรือ CPM โดยรัฐบาลต้องค้นหาเส้นทางสำคัญของประเทศ จัดลำดับความสำคัญ รู้จังหวะในการเร่งหรือชะลอ และปรับตัวตามสถานการณ์ เพื่อรักษาแรงส่งและนำประเทศไปสู่ภาวะที่มีความมั่นคงและยั่งยืน
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การยกระดับประเทศไทยสู่ “Exponential Thailand” หรือประเทศไทยที่เติบโตแบบทวีคูณ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมเป็น “ตัวคูณ” ในการสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้สามารถรับมือกับระเบียบโลกใหม่ และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืน