สรุปผลงาน 3 เดือนล่าสุด ก.ล.ต. บังคับใช้กฎหมาย ปรับรวมกว่า 15.1 ล้านบาท ปรากฏชื่อ ‘สารัชถ์ – อภินันท์’ ถูกปรับฐานเปิดเผยข้อมูลล่าช้า

สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายในรอบ 3 เดือนล่าสุด รวม 96 รายการ คิดเป็นค่าปรับจากการเปรียบเทียบรวมกว่า 15.1 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นความผิดฐานรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลล่าช้า ซึ่งเป็นความผิดเชิงธุรการ ในจำนวนนี้ปรากฏชื่อผู้บริหารและนักธุรกิจรายใหญ่หลายราย รวมถึง สารัชถ์ รัตนาวะดี ซีอีโอ GULF และ อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ซีอีโอ KKPS ขณะที่ค่าปรับก้อนใหญ่ที่สุดมาจากกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและบริษัทจัดการกองทุน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของสำนักงาน (ปรับปรุงล่าสุด 9 สิงหาคม 2569) พบรายการทั้งสิ้น 96 รายการ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการประเภท ‘การเปรียบเทียบ’ หรือการชำระค่าปรับเพื่อยุติคดีในชั้นเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นมาตรการทางปกครอง ไม่ใช่การตัดสินคดีอาญาหรือการชี้มูลความผิดฐานทุจริต

THE STANDARD WEALTH รวบรวมข้อมูลทั้ง 96 รายการ พบว่า มูลค่าค่าปรับรวมอยู่ที่ 15,096,800 บาท โดยการดำเนินการกระจายอยู่ใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ วันที่ 25 พฤษภาคม (14 รายการ), 30 มิถุนายน (14 รายการ) และ 6 สิงหาคม 2569 (68 รายการ)

จุดที่น่าสนใจคือ แม้จำนวนรายการส่วนใหญ่จะเป็นความผิดฐาน ‘รายงานหรือเปิดเผยข้อมูลล่าช้า’ ที่มีค่าปรับต่อรายไม่สูงนัก แต่เม็ดเงินค่าปรับก้อนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและบริษัทจัดการกองทุนที่มีความบกพร่องเชิงระบบงาน

‘สารัชถ์–อภินันท์’ ถูกปรับฐานเปิดเผยข้อมูลล่าช้า

ในบรรดารายชื่อผู้ถูกดำเนินการ ปรากฏชื่อนักธุรกิจและผู้บริหารรายใหญ่ที่ตลาดคุ้นเคยหลายราย โดยทั้งหมดเป็นความผิดฐานรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลล่าช้า ซึ่งเป็นความผิดเชิงธุรการ ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างราคา การใช้ข้อมูลภายใน หรือการฉ้อโกงแต่อย่างใด

สารัชถ์ รัตนาวะดี ถูกปรับ 175,500 บาท รวม 38 กระทง ตามมาตรา 59 โดยขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) และถือหุ้นในบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รวมกันเกิน 30% เมื่อ GULF มีการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ INTUCH ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ถึง 8 เมษายน 2565 สารัชถ์จึงมีหน้าที่จัดทำและเปิดเผยแบบ 59 ต่อสำนักงาน แต่ได้ยื่นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนด

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ถูกปรับรวม 121,200 บาท จำนวน 4 กระทง กระทงละ 30,300 บาท ตามมาตรา 300 ประกอบมาตรา 81 ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ซึ่งเป็นบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของ KKPS ในการนำส่งรายงานผลการขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงระยะสั้น แต่มิได้สั่งการหรือกระทำการตามหน้าที่ ทำให้ KKPS นำส่งรายงานล่าช้ากว่ากำหนด (7 พฤษภาคม 2567)

นอกจากนี้ยังมีชื่อผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนรายอื่นที่ถูกปรับตามมาตรา 59 เช่น ทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ถูกปรับ 5,200 บาท กรณีคู่สมรสขายหุ้น CRC และเปิดเผยแบบ 59 ล่าช้า 4 วัน

ค่าปรับกระจุกที่ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ และ ‘ระบบงานบกพร่อง’

เมื่อจำแนกตามฐานความผิด พบว่ากลุ่มที่มีมูลค่าค่าปรับสูงที่สุดคือความผิดตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จำนวน 6 รายการ คิดเป็นค่าปรับรวม 5,313,000 บาท หรือราว 35% ของค่าปรับทั้งหมด นำโดย

บริษัท คอยส์ ทีเอช จำกัด (Coins TH) และผู้บริหารที่รับผิดชอบ ถูกปรับรายละ 1,330,500 บาท กรณีการคำนวณและจัดทำรายงานการดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (แบบ ดจ.1) ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

บริษัท บิทาซซ่า จำกัด (Bitazza) และผู้บริหารที่รับผิดชอบ ถูกปรับรวม 4 รายการ กรณีระบบงานกำกับดูแลการปฏิบัติงาน (compliance) บกพร่อง และระบบควบคุมการโฆษณาบกพร่อง โดยมีการเผยแพร่โฆษณาที่อาจทำให้สำคัญผิดในสาระสำคัญ ค่าปรับอยู่ระหว่าง 633,000–693,000 บาทต่อรายการ

ส่วนค่าปรับเดี่ยวที่สูงที่สุดในรอบนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ลีฟแคปปิตอล จำกัด ที่ถูกปรับ 1,874,500 บาท จากการจัดการกองทุนส่วนบุคคลโดยมีระบบงานวิเคราะห์ คัดเลือก ติดตาม และเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายแก่ลูกค้าบกพร่อง นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เฟิร์ส พลัส (ประเทศไทย) ยังถูกปรับรวม 4 รายการ (รวม 1,289,000 บาท) จากการดำรงเงินกองทุนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และการแจ้งเหตุล่าช้า

ค่าปรับ ‘รายงานถือครองหลักทรัพย์ล่าช้า’ มีจำนวนมากสุด

ในเชิงจำนวน ความผิดที่พบมากที่สุดคือการรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลล่าช้า แบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก คือ

มาตรา 81 (รายงานผลการขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงล่าช้า) 30 รายการ รวม 782,600 บาท ครอบคลุมทั้งธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB), บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) และ บล.เอเซีย พลัส (ASPS) พร้อมผู้บริหารที่รับผิดชอบ

มาตรา 59 (รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของกรรมการ/ผู้บริหารล่าช้า) 27 รายการ รวม 2,409,800 บาท

ขณะที่ความผิดตามมาตรา 56 (การจัดทำและนำส่งงบการเงินและรายงานประจำปีล่าช้า) มี 20 รายการ รวม 2,929,200 บาท โดยรายที่ถูกปรับสูงในกลุ่มนี้คือกรณีบริษัท ทาพาโก้ (TAPAC) และกรรมการผู้จัดการ ซึ่งถูกปรับหลายกระทงจากการนำส่งงบการเงินหลายรอบล่าช้า

สำหรับค่าปรับตามมาตรา 59 ที่สูงที่สุด ตกเป็นของ ศิรินันท์ ดารารัตนโรจน์ กรรมการบริษัท นิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี (TNR) ที่ถูกปรับ 886,800 บาท จากการเปิดเผยแบบ 59 ล่าช้าจากกำหนดปี 2564 ไปจนถึงปี 2568

ABOUT THE AUTHOR

THE STANDARD WEALTH

สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD