"กรุงไทย" กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 12,582 ล้านบาท

"กรุงไทย" กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 12,582 ล้านบาท คืบหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจตามแผน ยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญการบริหารเงินทุน รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 12,582 ล้านบาท จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อและธุรกิจ Wealth บริหารค่าใช้จ่ายและคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ รักษา Coverage Ratio ระดับสูง เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ ยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง เสริมแกร่งการบริหารเงินทุน พร้อมสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รองรับการเติบโตยั่งยืน
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดย K-shape ขาขึ้นกระจุกตัวในภาคการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center ขณะที่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศได้จำกัด ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบ K-shape ขาล่าง โดยเฉพาะข้อจำกัดในการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนผ่านสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบช่วงปลายเดือนกันยายน ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ธนาคารจึงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ และเดินหน้าดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกตามกลุ่มเป้าหมายและฟื้นฟูศักยภาพทางการเงินอย่างสมดุล และการสนับสนุนมาตรการภาครัฐ อาทิ โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" "SMEs Credit Boost" และ "SMEs Secure Plus" เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน

ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,582 ล้านบาท สินเชื่อขยายตัวร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ สอดคล้องกับการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ มี NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ร้อยละ 2.93 รักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 205.3 ตั้ง Credit Cost ในระดับที่เหมาะสม และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง ร้อยละ 9.5 ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุก บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ร้อยละ 2.44 ธนาคารยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution

ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 38.4 จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย ขณะเดียวกัน ธนาคารเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล

เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวเล็กน้อย และธุรกิจ Wealth ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมุ่งเน้นการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และ การบริหารจัดการคุณภาพ portfolio อย่างระมัดระวัง

สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปี 2569 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,145 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 13.0 ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของธุรกิจ Wealth การขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 38.8 ลดลงจากร้อยละ 40.1 โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม โดยมี credit cost อยู่ที่ร้อยละ 0.98
ณ 30 กันยายน 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (%CET1) ที่ร้อยละ 18.66 และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (%CAR) ที่ร้อยละ 20.70 ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินกองทุน อย่างมีวินัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอโดยรักษาระดับของ Liquidity Coverage ratio (LCR) อย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนด

ในปี 2569 Fitch Ratings และ Moody's Investors Service ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคาร พร้อมปรับแนวโน้ม (Outlook) เป็น stable จาก negative สอดคล้องกับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

ธนาคารและกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้จัดตั้ง บจ. กรุงไทย อลิอันซ์ โฮลดิ้ง และ บจ. กรุงไทย แคปปิเทล โฮลดิ้ง เพื่อจัดโครงสร้างการบริหารตามประเภทธุรกิจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งด้าน Shared Service, Digital Technology and Innovation และ Wealth Creation ควบคู่กับการเข้าซื้อหุ้นสามัญของ บจ. วินเพอร์ฟอร์มานซ์ ซึ่งประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและติดตามหนี้ (Recovery Engine) การปรับโครงสร้างครั้งนี้มุ่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการเงินทุนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการเติบโตระยะยาวตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ธนาคารเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตาม 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างคุณค่า (Value-Led) ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และ โซลูชันทางการเงินที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น พร้อมต่อยอดนวัตกรรมบริการลงทุนด้วย "PromptFund" ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รองรับการซื้อขายกองทุนแบบเรียลไทม์ ซื้อรับหน่วยลงทุนทันที ขายรับเงินทันที ตอบโจทย์การลงทุนและบริหารสภาพคล่องของลูกค้า

ธนาคารยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยร่วมกับภาครัฐ ธนาคารโลก และพันธมิตรภาคเอกชน ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน เพื่อเชื่อมโยงโครงการ Low Carbon เข้ากับแหล่งเงินทุนและการลงทุนจริง พร้อมต่อยอดความร่วมมือบนเวที IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 สู่การขยายผลในระดับประเทศ ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามแนวคิด "60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต"