ทำไม "ผู้หญิง" อายุยืนกว่า เปิด 3 แต้มต่อชีววิทยาที่ "ผู้ชาย" ไม่มี

จากสถิติทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพศหญิงยังคงครองสถิติอายุขัยยืนยาวกว่าเพศชายอย่างต่อเนื่อง ทว่าในความจริงนั้น กลับพบว่าช่วงบั้นปลายชีวิตของผู้หญิงมักต้องอยู่กับภาวะเจ็บป่วยยาวนานกว่าผู้ชายเช่นกัน

ในรายการ "On the way with Chom" โดย "Life Dot" ได้ร่วมพูดคุยกับ "นพ.อรรถสิทธิ์ ศักดิ์สุธาพร" เพื่อร่วมเจาะลึกถึงสาเหตุทางชีววิทยา พันธุกรรม และฮอร์โมน ที่กลายเป็นแต้มต่อสำคัญของร่างกายผู้หญิง พร้อมวิธีปิดช่องว่างทางสุขภาพเพื่อให้มีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

นพ.อรรถสิทธิ์ ศักดิ์สุธาพร ในรายการ On the way with Chom

"นพ.อรรถสิทธิ์ ศักดิ์สุธาพร" อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง Lifespan และ Healthspan ในรายการ "On the way with Chom"

ช่องว่างระหว่าง Lifespan กับ Healthspan: ปัญหาที่แท้จริงของผู้หญิง

"นพ.อรรถสิทธิ์ ศักดิ์สุธาพร" อธิบายว่า ในปัจจุบันวงการแพทย์ให้ความสำคัญกับคำว่า Lifespan (ความยาวของอายุขัย) และ Healthspan (ช่วงเวลาของชีวิตที่มีสุขภาพดีและมีคุณภาพ) ซึ่งผู้ชายมักจะมี Healthspan ใกล้เคียงกับ Lifespan มากกว่า

ขณะที่ผู้หญิงทั่วโลกมีช่องว่างระหว่าง Lifespan กับ Healthspan ห่างกันเฉลี่ยประมาณ 5 ปี แต่สำหรับประเทศไทยพบว่าช่องว่างนี้กว้างถึง 7 ปีกว่า หมายความว่าผู้หญิงไทยมีชีวิตอยู่ยืนยาวกว่า แต่ต้องเผชิญกับโรคภัยและความเสื่อมถอยของร่างกายในบั้นปลายยาวนานกว่าผู้ชาย

แม้พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ชาย เช่น การดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือการใช้ชีวิตผาดโผน จะเป็นตัวเร่งให้อายุขัยสั้นลง แต่หากตัดปัจจัยเหล่านี้ออก ร่างกายของผู้หญิงก็ยังมีแต้มต่อทางชีววิทยาที่เหนือกว่าผู้ชายอย่างชัดเจนถึง 3 ประการ

แต้มต่อที่ 1: ความได้เปรียบทางพันธุกรรม โครโมโซม XX มีอะไหล่สำรอง

ความได้เปรียบประการแรกเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่เกิดมาเป็นเพศหญิง ด้วยโครโมโซมเพศแบบ XX ในขณะที่ผู้ชายเป็น XY การที่ผู้หญิงมีโครโมโซม X ถึงสองตัว เปรียบเสมือนการมี "อะไหล่สำรอง" (Spare Part) หากยีนหรือ DNA บนโครโมโซม X ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเกิดความเสียหาย ร่างกายยังมี X อีกตัวคอยสนับสนุนและทำงานทดแทน ผิดกับผู้ชายที่มี X เพียงตัวเดียว หากเสียหายจะแสดงอาการเจ็บป่วยทันที

การปกป้องความเสถียรของสารพันธุกรรม (Genomic Stability) ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญตามหลัก Hallmarks of Aging ซึ่งมีสารอาหารและเอนไซม์ที่มีส่วนช่วยในการตอบสนองต่อความเสียหายของ DNA (DNA Damage Response) โดยเฉพาะ NMN ร่วมกับ Resveratrol ที่มีงานวิจัยรองรับด้านการส่งเสริมการทำงานของเซลล์

แต้มต่อที่ 2: Estrogen Shield เกราะป้องกันทางชีวภาพ

แต้มต่อที่สองคือบทบาทของฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะ Estrogen ซึ่งเปรียบเสมือน "สูตรโกง" และเป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ประจำตัวของผู้หญิง Estrogen Shield ช่วยปกป้องการทำงานของหลอดเลือด กระดูก หัวใจ และสมอง ทำให้ร่างกายเกิดอนุมูลอิสระน้อยกว่าและเสื่อมช้ากว่าผู้ชาย

นอกจากนี้ Estrogen ยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง ทำให้ในอดีตผู้หญิงมีอัตราการรอดชีวิตจากการติดเชื้อมากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วัยประมาณ 50 ปี ร่างกายจะปิดระบบการผลิตฮอร์โมนนี้ลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความเสื่อมถอยทางสุขภาพถาโถมเข้ามาทันที

สำหรับการตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพื่อประเมินความสมดุล ควรตรวจให้ตรงตามรอบเดือน โดยวันที่แม่นยำที่สุดคือ 7 วันก่อนมีประจำเดือน หรือใช้ชุดตรวจการตกไข่แบบแสดงสัญลักษณ์หน้ายิ้ม แล้วนับถัดไปอีก 7 วัน จึงเจาะเลือดตรวจเพื่อความแม่นยำสูงสุด

แต้มต่อที่ 3: ไมโทคอนเดรีย และสมมุติฐาน The Mother's Curse

แต้มต่อที่สามมาจากระดับเซลล์ นั่นคือ ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนโรงไฟฟ้าผลิตพลังงานให้แก่เซลล์ทั่วร่างกาย โดยมีสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า "The Mother's Curse" หรือคำสาปของคุณแม่ที่มีต่อลูกชาย

ความพิเศษของไมโทคอนเดรียคือ สารพันธุกรรม (Mitochondrial DNA) ทั้งหมดจะถูกส่งต่อผ่านทางคุณแม่เท่านั้น ไม่มี DNA ของคุณพ่อเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้วิวัฒนาการของไมโทคอนเดรียถูกปรับแต่งมาให้เหมาะสมและทำงานเข้ากับร่างกายของผู้หญิงได้ดีที่สุด

หลักการ 6 เสาหลักของเวชศาสตร์วิถีชีวิต Lifestyle Medicine

เสาหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) กุญแจสำคัญในการขยายช่วง Healthspan ให้ยาวนาน

เวชศาสตร์วิถีชีวิต 6 เสาหลัก: ปิดช่องว่างความแก่ เริ่มต้นที่ "การนอน"

แม้จะมีแต้มต่อทางธรรมชาติ แต่การจะขยาย Healthspan ให้ยาวนานทัดเทียม Lifespan จำเป็นต้องดูแลสุขภาพเชิงรุกผ่านเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ซึ่งประกอบด้วย 6 เสาหลัก ได้แก่ โภชนาการ, การนอนหลับ, การออกกำลังกาย, การหลีกเลี่ยงสารพิษ, การจัดการความเครียด และการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Connection)

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ติดตามผลยาวนานถึง 75 ปี ชี้ชัดว่า "คุณภาพของความสัมพันธ์รอบตัว" คือปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสุขและสุขภาพ อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติจุดเริ่มต้นที่บุคคลสามารถควบคุมและจัดการได้ทันทีคือ "การนอนหลับ"

การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นรากฐานของการฟื้นฟูเซลล์ หากนอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดภาวะอยากน้ำตาล (Sugar Craving) ขาดพลังงานในการออกกำลังกาย และส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญ ดังนั้นการเริ่มต้นปรับพฤติกรรมการนอนให้มีคุณภาพ จึงเป็นบันไดขั้นแรกที่ช่วยให้การดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ประสบความสำเร็จ