กรมการแพทย์อธิบายกลไกหัวใจวายเฉียบพลันจากหลอดเลือดตีบ 3 เส้น ย้ำ 4 นาทีทอง CPR-AED คือกุญแจยื้อชีวิต

วานนี้ (20 สิงหาคม ) สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนให้ตระหนักถึงอันตรายของ ‘ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ’ ซึ่งเป็นโรคเงียบที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เกิดจากการสะสมของพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นเวลานาน พร้อมเผยกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน และแนะขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า โดยปกติหัวใจอาศัย ‘หลอดเลือดโคโรนารี’ (Coronary Artery) หลัก 3 เส้น ในการลำเลียงเลือดและออกซิเจนเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง การเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นผลจากการสะสมของคอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์เม็ดเลือดขาวบริเวณผนังหลอดเลือดด้านใน จนกลายเป็น ‘คราบตะกรัน’ (Plaque) ที่พอกหนาขึ้นตามกาลเวลา

เมื่อหลอดเลือดหลักทั้ง 3 เส้นเกิดการตีบแคบพร้อมกัน กล้ามเนื้อหัวใจจะตกอยู่ในภาวะเปราะบางขั้นสุด เนื่องจากไม่มีหลอดเลือดเส้นอื่นสำรองเพื่อชดเชยการไหลเวียนของเลือดในภาวะฉุกเฉินได้ โดยปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็น:

ขณะที่ นพ.เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก ระบุว่า ในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบแคบรุนแรงขึ้น เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ จะเริ่มส่งสัญญาณเตือน ดังนี้:

สำหรับกลไกการเสียชีวิตกะทันหัน นพ.เขตต์ ชี้ว่า มักไม่ได้เกิดจากภาวะหลอดเลือดตีบเรื้อรังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากจุดเปลี่ยนสำคัญคือ คราบตะกรันเกิดการปริแตก (Plaque Rupture) ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างเกล็ดเลือดและลิ่มเลือดเข้ามาอุดรอยแตกทันที ส่งผลให้หลอดเลือดถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์แบบฉับพลัน

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและออกซิเจนกะทันหัน จะทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานล้มเหลว เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง (Ventricular Fibrillation) หัวใจจะสั่นพลิ้ว ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ผู้ป่วยจะหมดสติและหัวใจหยุดเต้นภายในไม่กี่นาที

4 ขั้นตอนกู้ชีพ CPR + AED ยื้อชีวิตก่อนถึงมือแพทย์

หากพบผู้หมดสติและหัวใจหยุดเต้น การช่วยเหลืออย่างถูกวิธีและรวดเร็วเพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองถือเป็นเรื่องวิกฤตที่สุด โดยปฏิบัติตามหลัก 4 ขั้นตอน:

สถาบันโรคทรวงอก เน้นย้ำว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด ได้แก่ การตรวจสุขภาพประจำปี, หลีกเลี่ยงอาหารไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว รสจัด, ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 30 นาที/วัน (5 วัน/สัปดาห์) และงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ หากมีอาการจุกแน่นหน้าอกขณะออกแรง ควรีบพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือเดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test) รวมถึงพิจารณาการตรวจพิเศษ เช่น CT Calcium Score (ตรวจหินปูนเกาะผนังหลอดเลือดหัวใจ) เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝัน