ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวกวันที่ 3 ติดต่อกัน รับแรงหนุนผลประกอบการ

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันในวันอังคาร (28 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Unilever ซึ่งช่วยผลักดันหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และชดเชยการอ่อนตัวของหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ ขณะที่การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเริ่มคึกคักมากขึ้น

ดัชนี STOXX 600 ปิดเพิ่มขึ้นจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้นที่พึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภค ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นและสินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟือยปรับตัวดีขึ้น หลังบริษัทหลายแห่งรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

ดัชนีหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวขึ้น 2.8% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2.3% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในดัชนี STOXX 600

หุ้น Unilever พุ่งขึ้น 8% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่มากที่สุดในรอบ 4 ปี หลังบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่รายงานยอดขายไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยแรงหนุนดังกล่าวยังช่วยให้ดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นลอนดอนปรับตัวขึ้น 0.8%

หุ้น Mercedes-Benz เพิ่มขึ้น 2.9% หลังผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเยอรมนีรายงานกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 22%

หุ้นกลุ่มสินค้าหรูได้รับแรงหนุนเช่นกัน หลัง LVMH เปิดเผยยอดขายรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 3% แม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทจะทรงตัว แต่ดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าหรูของยุโรปปรับตัวขึ้น 1.5%

นักวิเคราะห์ของ ICG ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้

ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงได้รับความสนใจ หลังเว็บไซต์ The Information รายงานว่า จีนได้เริ่มผลิตเครื่องลิโทกราฟีแบบอิมเมอร์ชันชนิด Deep Ultraviolet (DUV) ที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศ ซึ่งสร้างความกังวลครั้งใหม่เกี่ยวกับการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI

รายงานดังกล่าวมีขึ้นในสัปดาห์ที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ หรือ Big Tech จะทยอยประกาศผลประกอบการ ซึ่งนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินว่า กระแสการเติบโตของธุรกิจ AI ยังมีโอกาสเดินหน้าต่อไปหรือไม่

ด้าน Barclays ร่วงลง 4.8% แม้รายงานกำไรครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 17% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าผลการดำเนินงานของธุรกิจซื้อขายหุ้นยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ หลังธนาคารคู่แข่งในวอลล์สตรีทรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 2.4% หลังราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่อง จากความหวังเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอีกครั้ง ภายหลังสหรัฐฯ ระงับการโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นักลงทุนจะจับตาถ้อยแถลงด้านนโยบายการเงินของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธนี้ โดยตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปีนี้

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช