‘อาสพลธ์’ เปิดข้อมูลทุจริตสอบท้องถิ่นศรีสะเกษ เงินสะพัด 300 ล้าน จ่อขยายผลรื้อคดีทั่วประเทศ

วันนี้ (10 สิงหาคม) เวลา 10.30 น. ที่ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เรียกผู้ต้องหาและผู้เสียหายจากคดีเรียกรับเงินในการทุจริตการสอบท้องถิ่นเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม โดยวันนี้มีผู้ต้องหาเข้าสอบปากคำ 3 คน ได้แก่ ประยูร เดชหาญ, ณัฐกฤต ไตรรัตน์ และประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ ‘เฮง’ ขณะที่มีผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินเข้าสอบปากคำ 1 คน คือ บุญร่วม วรรณวงษ์

อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยหลังเข้าสังเกตการณ์ว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นข้อมูลต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช. ที่รัฐสภา โดยระบุว่า การทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ได้มีเพียง 5,925 ราย แต่ยังมีกลุ่มผู้เสียหายที่จ่ายเงินไปแล้วแต่สอบไม่ผ่าน และเข้ามาแจ้งความในจังหวัดศรีสะเกษแล้ว 19 คดี

เมื่อ DSI เห็นข้อมูลดังกล่าว จึงประสานตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษและลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม พร้อมเชิญผู้ต้องหาและผู้เสียหายเข้าสอบปากคำระหว่างวันที่ 10-11 สิงหาคม โดยวันนี้มีผู้ต้องหาเข้าสอบปากคำแล้ว 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ประวิทย์ หรือ ‘เฮง’ ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งอาสพลธ์ระบุว่า เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นว่ามีนักการเมืองระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

อาสพลธ์กล่าวว่า ผู้ที่แจ้งความทั้ง 19 คดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลายรายมีเงินเพียง 20,000-30,000 บาท แต่อยากให้บุตรหลานเข้ารับราชการท้องถิ่น จึงถูกเรียกรับเงินสูงถึง 650,000 บาท ทำให้ต้องกู้เงินนอกระบบ ขายรถและทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาจ่าย แต่เมื่อประกาศผลสอบกลับไม่มีชื่อและสอบไม่ผ่าน จึงพยายามทวงเงินคืนผ่านแชตไลน์ ขณะที่บางรายยังต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยรายวัน

อาสพลธ์กล่าวว่า หลังมีข่าวว่า DSI ลงพื้นที่สอบสวน มีนายหน้ารับเงินรายหนึ่งติดต่อผู้ที่จ่ายเงิน โดยแจ้งว่าไม่จำเป็นต้องมาให้ปากคำและจะคืนเงินทั้งหมดในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อใจ จึงเดินทางมาให้ปากคำกับ DSI ไว้ก่อน

“สิ่งที่อยากจะย้ำคือ ใครที่จ่ายเงินให้มาแจ้งความ เพราะยังมีโอกาสได้เงินคืน คนพวกนี้เริ่มกลัว โดยจะติดต่อคนที่จ่ายเงิน เพราะถ้าวันที่ 20 ส.ค. ไม่จ่ายเงินคืนจะโดนคดีหนัก” อาสพลธ์กล่าว

ประธาน กมธ.ป.ป.ช.กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบว่าคดีที่แจ้งความไว้ 19 คดี ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับข้าราชการท้องถิ่น ทั้งระดับปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลและระดับผู้อำนวยการ ขณะที่ข้อมูลล่าสุดพบว่ามีผู้ถูกหลอกลวงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษประมาณ 600-700 คน สะท้อนว่ายังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความ

นอกจากนี้ ผู้มาให้ปากคำยังให้ข้อมูลว่า หลังรับเงินจากผู้เสียหายแล้ว มีการนำเงินไปจ่ายต่อให้บุคคลบางรายที่ส่วนกลาง โดยเป็นการนำเงินสดไปจ่าย และเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษมีเงินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวประมาณ 300 ล้านบาท หากขยายผลไปยัง 77 จังหวัด อาจมีมูลค่าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท ไม่ใช่เพียง 4,000-5,000 ล้านบาทตามตัวเลขที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้

อาสพลธ์ระบุว่า จังหวัดศรีสะเกษจะถูกใช้เป็น ‘ศรีสะเกษโมเดล’ ในการขยายผลตรวจสอบทั่วประเทศ โดย กมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร เตรียมทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอข้อมูลคดีในลักษณะเดียวกันจากสถานีตำรวจทั่วประเทศ ก่อนส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพิ่มเติม

สำหรับการดำเนินคดี อาสพลธ์กล่าวว่า จะส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากเข้าข่ายความผิดมูลฐาน ขณะที่ DSI จะดำเนินการในส่วนคดีอาญา หากพบว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน หรือมีหลักฐานว่าดำเนินการเป็นขบวนการ อาจเข้าข่ายความผิดฐานอั้งยี่ซ่องโจร ส่วนข้อมูลด้านเส้นทางการเงินจะส่งต่อให้ DSI และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

อาสพลธ์กล่าวว่า หาก DSI สอบปากคำเพิ่มเติมและพบข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับคดีใหญ่ในส่วนกลาง คดีที่จังหวัดศรีสะเกษก็อาจถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคดีดังกล่าว และอาจมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากรายชื่อกว่า 6,000 รายที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ส่วนกรณีรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง 5,925 ราย อาสพลธ์ตั้งคำถามว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งข้อมูลดังกล่าวให้ ปปง. และ ป.ป.ช. อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน หลังจากมีข้อมูลว่าปัจจุบัน ป.ป.ช. ส่งข้อมูลให้ ปปง. ตรวจสอบประมาณ 200 ราย

“วันนี้เราเห็นแล้วว่ามีผู้ทุจริตที่สอบตกเป็นสอบผ่าน 5,925 ราย ขอให้ส่งให้ ปปง.ด้วย เขาจะได้ตรวจสอบ เพราะวันนี้สังคมถามว่าจะเอาผิดคนแค่ 20 คน หรือ 100 คน ทั้งที่เราเห็นเป็น 1,000 คน แต่ ปปง. อยากทำไหม เขาก็อยากทำ แต่วันนี้เราไม่รู้ว่าเขาได้ข้อมูลจาก ป.ป.ช.ทั้งหมดหรือไม่ รู้แค่ว่า ป.ป.ช.ส่งให้ 200 คน อาจจะเป็นการตัดตอน แต่วันนี้ถ้า ปปง.สอบ 5,925 คน เงินโยงไปโยงมาจนถึงระดับ 11 หรือสูงกว่านั้นก็ว่ากันไป ก็ต้องจัดการทั้งหมด” อาสพลธ์กล่าว