ประธาน กมธ.ปปช. เผยดีเอสไอลุยสอบ 'โกงท้องถิ่น' เฉพาะ จ.ศรีสะเกษ เสียหายพุ่ง 300 ล้านบาท
ประธาน กมธ.ป.ป.ช. เผย ดีเอสไอลุยสอบทุจริตท้องถิ่นที่ศรีสะเกษ พบโยงโควตาหลักร้อยราย เงินสะพัดเฉพาะจังหวัดพุ่ง 300 ล้านบาท เตรียมใช้ “ศรีสะเกษโมเดล” ขยายผลทั่วประเทศ ย้ำผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีได้เงินคืน 20 ส.ค.นี้
10 สิงหาคม 2569 - เวลา 10.30 น. ที่ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ทางเจ้าหน้าที่ DSI ได้เรียกผู้ต้องหาและผู้เสียหายจากคดีเรียกรับเงินการทุจริตการสอบท้องถิ่นมาให้ปากคำ โดยในวันนี้มีผู้ต้องหามาสอบปากคำจำนวน 3 คน คือ 1.นายประยูร 2.นายณัฐกฤต 3.นายประวิทย์ (เฮง) ส่วนผู้เสียหายที่จ่ายเงินมา 1 คน คือ นายบุญร่วม วรรณวงษ์
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์หลังการเข้าสังเกตการณ์ว่า ก่อนหน้าที่จะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางเข้ามาสอบสวนในพื้นที่ ตนได้ยื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานทุกหน่วยงานที่มาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ที่รัฐสภา โดยบอกว่าการทุจริตไม่ได้มีแค่ 5,925 ราย แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งระดับล่างสุดที่จ่ายเงินไปแล้ว แต่สอบไม่ผ่านซึ่งเขาได้มาแจ้งความไว้ จำนวน 19 คดีที่ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเจ้าหน้าที่ DSI เห็นเอกสารจึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ จนกระทั่งทราบว่าเป็นเรื่องจริง จึงประสานงานว่าจะลงพื้นที่มาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
เมื่อเจ้าหน้าที่ DSI มาลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ ตร.ภูธรจังหวัดศรีสะเกษ โดยเชิญผู้ต้องหาและผู้เสียหามาสอบปากคำในวันนี้และพรุ่งนี้ (11 ส.ค.) ซึ่งวันนี้มีผู้ต้องหามาแล้วจำนวน 3 คน จากการสอบสวนปรากฏว่า นายประวิทย์ หรือ เฮง ที่เป็นผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย
ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวว่า คนที่มาแจ้งความที่จังหวัดศรีสะเกษ 19 คดี เป็นคนที่เดือดร้อนมาก ทุกข์ใจมาก เขาถึงมาแจ้งความ เขาหมดหนทาง ผู้เสียหายที่มาแจ้งความมีเงินเพียง 2-3 หมื่นบาท แต่อยากให้ลูกรับราชการท้องถิ่น ผู้ต้องหาหลอกว่าต้องจ่ายเงิน 6.5 แสนบาท เขาก็ไปหาเงิน ไปกู้นอกระบบ เอารถไปขาย เอาทรัพย์สินไปขายจนหมด ปรากฎว่าประกาศผลไม่มีชื่อ สอบไม่ผ่าน เขาก็เดือดร้อน จึงไปทวงในแชทไลน์ตามที่เป็นข่าว เพราะภาระวันนี้คือเขาต้องจ่ายดอกรายวัน
“เมื่อมีข่าวว่า DSI ลงพื้นที่ และเรียกผู้ต้องหาและผู้เสียหายมาให้ปากคำวันนี้ มีคนหนึ่งที่ไปรับเงินคือนายหน้าที่ไปรับเงินมา ติดต่อหาคนที่จ่ายเงินบอกว่าวันนี้ไม่ต้องมาจะคืนเงินให้ทั้งหมดในวันที่ 20 ส.ค.นี้ เขาก็ตกลงตามนั้น แต่สุดท้ายผู้เสียหายไม่เชื่อใจก็มาให้ปากคำกับ DSI ไว้ก่อน สิ่งที่อยากจะย้ำคือ ใครที่จ่ายเงินให้มาแจ้งความ เพราะยังมีโอกาสได้เงินคืน คนพวกนี้เริ่มกลัว โดยจะติดต่อคนที่จ่ายเงิน เพราะถ้าวันที่ 20 ส.ค.ไม่จ่ายเงินคืนจะโดนคดีหนัก” นายอาสพลธ์ กล่าว
ประธาน กมธ. ป.ป.ช. กล่าวว่า 19 คดีที่แจ้งความไว้ เป็นข้าราชการท้องถิ่น ระดับปลัด อบต.ระดับผอ. ต่างๆ วันนี้ปรากฏเป็นข่าว ผวจ.ศรีสะเกษสอบถามไปยังตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ โดยผู้ว่าฯบอกว่าจะดำเนินความผิดทางวินัยต่อ จะเห็นว่าเหตุการณ์วันนี้ไม่มีแค่ 19 คดี จากข้อมูลที่ปรากฏในวันนี้มีผู้ถูกหลอกลวงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 600-700 คน แสดงว่ามีผู้เสียหายอีกเป็นร้อยที่ได้รับผลกระทบ และยังไม่ได้มาแจ้งความ
ชื่อว่าไม่มีจังหวัดศรีสะเกษที่เดียว ผู้มาให้ปากคำบอกว่า เขารับเงินเสร็จเขานำเงินไปจ่ายให้ใครบางคนที่ส่วนกลางโดยเอาเงินสดไปจ่าย เฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ เป็นเงิน 300 ล้านบาท ถ้า 77 จังหวัดอาจจะเป็นหมื่นล้านก็ได้ ไม่ใช่ 4,000-5,000 ล้านบาทอย่างที่ออกข่าว จังหวัดศรีสะเกษจะเป็นโมเดลแรกในการขยายผลต่อไป ซึ่งกรรมาธิการ ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฎร จะทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอข้อมูลรื้อคดีจากโรงพักทั่วประเทศ และจะส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อ
ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวว่า วันนี้ DSI มาสอบปากคำเพิ่มเติมแล้ว เราก็จะส่งข้อมูลนี้ให้กับ ปปง.เพราะว่าเป็นความผิดมูลฐานเช่นกันให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและเอาคนผิดมาลงโทษ แยกกัน ส่วน DSI เป็นคดีอาญา หากพบว่าเป็นการหลอกลวงก็จะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน หรือหากปรากฏหลักฐานที่ทำเป็นกระบวนการ ก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ในส่วน ปปง.เป็นคดีแพ่ง เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินเจอหมดจะได้ส่งเส้นทางการเงินให้ DSI ให้ ปปท. สุดท้ายถ้า DSI สามารถสอบปากคำเพิ่มเติมและได้ข้อเท็จจริงมาโยงกับคดีใหญ่ส่วนกลาง คดีที่จังหวัดศรีสะเกษจะผูกรวมเข้าไป ป.ป.ช.นอกจากมีรายชื่อ 6,000 กว่า ยังจะเพิ่มเข้าไปในคดีใหญ่อีก
“วันนี้ทั้ง สถ. มหาดไทย ได้ทำเอ็มโอยู 5 หน่วยงานแล้ว สถ.ได้ส่งรายชื่อ 5,925 รายให้กับ กสถ.และ กสถ.ส่งให้กับ ก.กลาง แล้ว ก.กลางส่งให้ กองจังหวัดทั่วประเทศ คำถามคือว่า 5,925 ราย สถ.จะส่งให้กับ ปปง.และ ป.ป.ช.หน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำเอ็มโอยูเมื่อไหร่ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาจะได้มาผนวกข้อมูลรวมกัน
ที่พูดแบบนี้เพราะข้อมูลหลักอยู่ที่ ป.ป.ช. ถ้าป.ป.ช.ส่งมาให้ ปปง. 200 ราย ปปง.ก็ตรวจได้แค่ 200 ราย แต่วันนี้เราเห็นแล้วว่ามีผู้ทุจริตที่สอบตกเป็นสอบผ่าน 5,925 ราย ขอให้ส่งให้ ปปง.ด้วย เขาจะได้ตรวจสอบ เพราะวันนี้สังคมถามว่าจะเอาผิดคนแค่ 20 คน หรือ 100 คน ทั้งที่เราเห็นเป็น 1,000 คน แต่ ปปง. อยากทำมั๊ย เขาก็อยากทำ แต่วันนี้เราไม่รู้ว่าเขาได้ข้อมูลจาก ป.ป.ช.ทั้งหมดหรือไม่ รู้แค่ว่า ป.ป.ช.ส่งให้ 200 คน อาจจะเป็นการตัดตอน แต่วันนี้ถ้า ปปง.สอบ 5,925 คน เงินโยงไปโยงมาจนถึงระดับ 11 หรือสูงกว่านั้นก็ว่ากันไป ก็ต้องจัดการทั้งหมด” นายอาสพลธ์ กล่าว