เช็กด่วน! 6 สัญญาณเตือน ภัยเงียบ มะเร็งลำไส้ใหญ่
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ถือเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่มักแฝงตัวมาอย่างเงียบเชียบ โดยในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยหลายคนอาจไม่พบสัญญาณเตือนที่ชัดเจนอย่างเลือดสดปะปนมากับอุจจาระ แต่ร่างกายอาจส่ง "สัญญาณเตือนเงียบ" ออกมาในรูปแบบอื่นที่เราอาจมองข้ามไป บทความนี้ได้รวบรวม 6 อาการสำคัญที่คุณควรสังเกตเพื่อการรับมือและรักษาได้ทันท่วงที
1. ภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย และเหนื่อยหอบง่าย
การมีเลือดออกภายในลำไส้ใหญ่อย่างช้าๆ อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานได้ถึง 6 เดือนโดยที่ไม่สามารถมองเห็นเลือดในอุจจาระได้ด้วยตาเปล่า ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียเม็ดเลือดแดงและธาตุเหล็กโดยไม่รู้ตัว นำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ซึ่งแสดงออกผ่านอาการอ่อนเพลีย ผิวหน้าดูซีดเซียว เวียนศีรษะ และเนื่องจากเลือดมีความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนลดลง คุณอาจรู้สึกเหนื่อยหอบได้ง่ายแม้ทำกิจกรรมปกติ
2. ท้องอืด แน่นท้อง และปวดเกร็งเรื้อรัง
เมื่อเนื้องอกหรือติ่งเนื้อเริ่มเจริญเติบโตจนขวางทางเดินอาหาร ระบบขับถ่ายจะเริ่มเกิดการอุดตัน ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกท้องอืด แน่นท้อง หรือมีอาการปวดเกร็งคล้ายลมในท้องอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ หากเริ่มมีอาการปวดตึงหรือปวดเรื้อรังบริเวณ ท้องข้างขวา อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าโรคเริ่มพัฒนาเข้าสู่ระยะลุกลามไปยังตับ
3. ท้องผูกอย่างรุนแรงและเป็นต่อเนื่อง
แม้ว่าอาการท้องผูกทั่วไปจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมการกิน แต่หากคุณเผชิญกับภาวะท้องผูกอย่างรุนแรง เป็นเรื้อรัง และไม่ตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรม นี่อาจเป็นสัญญาณของสิ่งอุดกั้นภายในลำไส้ใหญ่ที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์อย่างเร่งด่วน
4. รูปร่างอุจจาระเปลี่ยนไป (อุจจาระลีบเล็ก)
การสังเกตลักษณะอุจจาระเป็นอีกหนึ่งวิธีตรวจเช็กสุขภาพลำไส้ที่สำคัญ หากพบว่าอุจจาระที่เคยมีขนาดปกติกลับมีลักษณะเล็กลีบ หรือเรียวยาวเป็นเส้นเหมือนแท่งดินสออย่างต่อเนื่อง อาจเกิดจากการมีก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อคอยบีบแคบช่องทางเดินของลำไส้ นอกจากนี้ อาการท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุก็เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่พบได้เช่นกัน
5. สีของอุจจาระผิดปกติ
หลายคนมักเข้าใจว่าเลือดจากลำไส้ใหญ่ต้องเป็นสีแดงสดเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เลือดที่ออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบนหรือผ่านการย่อยมาแล้ว จะทำให้อุจจาระมีสีดำเข้ม เหนียว หรือมีลักษณะคล้ายยางตาดำ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของภาวะเลือดออกในลำไส้ที่ควรรีบไปพบแพทย์
6. เลือดออกภายในแบบแฝงเร้น
ในกรณีที่ไม่ได้เป็นการตกเลือดอย่างรุนแรง ร่างกายจะพยายามปรับตัวด้วยการเพิ่มปริมาณพลาสม่าในกระแสเลือดเพื่อคงปริมาตรเลือดไว้ แต่ไม่ได้เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดง ทำให้ผู้ป่วยไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติจากการเสียเลือด จนกระทั่งเริ่มแสดงอาการจากการที่ร่างกายขาดแคลนออกซิเจนอย่างหนัก
ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!