ปริญญากำลังเสื่อมมนต์ขลัง ค่าจ้างที่คนจบปริญญาเคยได้เหนือคนไม่จบ ลดลงติดกัน 4 ปี รวมเกือบ 10%

ความเชื่อที่ว่าวัยรุ่นทุกคนควรมุ่งเข้ามหาวิทยาลัยเพราะปริญญามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และปริญญาเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับนายจ้างเพราะบ่งบอกว่าคนคนนั้นมีทักษะขั้นสูงที่ตลาดต้องการ ถูกยึดถือกันมาหลายทศวรรษราวกับเป็นสัจธรรม

ทว่า จอห์น เบิร์น-เมอร์ด็อก คอลัมนิสต์และหัวหน้าผู้สื่อข่าวสายข้อมูลของ Financial Times เขียนในบทความ Opinion ว่าความชอบธรรมของทั้งสองข้อกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ

เขาชี้ว่าหากย้อนอ่านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอย่างละเอียด จะพบว่าเรื่องนี้ควรถูกมองว่าขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละยุคมาตั้งแต่แรก ไม่ใช่กฎตายตัว

บทเรียนจากอดีต การเรียนสูงไม่ได้ให้ผลตอบแทนเท่าเดิมเสมอไป

กรอบคิดที่เบิร์น-เมอร์ด็อกใช้อธิบายมาจากงานของนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ อย่าง คลอเดีย โกลดิน, ลอว์เรนซ์ แคตซ์ และ เดวิด ออเตอร์ ซึ่งศึกษาเรื่องการแข่งขันระหว่างการศึกษากับเทคโนโลยี

งานชิ้นดังกล่าวชี้ว่าไม่มีอะไรรับประกันว่าคนที่เรียนสูงขึ้นจะเจอกับความต้องการทักษะเหล่านั้นที่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าคนที่มีทักษะแบบนั้นมีมากน้อยแค่ไหน และเทคโนโลยีหลักในยุคนั้นต้องการทักษะแบบใด

ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การเปลี่ยนจากงานช่างฝีมือไปสู่ธุรกิจที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้น ทำให้ตลาดต้องการแรงงานที่มีการศึกษา และคนกลุ่มนี้ก็ได้ค่าจ้างสูงกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าเมื่อการศึกษาระดับมัธยมปลายขยายตัวในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความได้เปรียบด้านค่าจ้างดังกล่าวก็ค่อยๆ หายไป

ต่อมาการปฏิวัติข้อมูลข่าวสารทำให้งานมีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้นมาก จนเกิดการเติบโตยาวนานของงานที่ต้องใช้ความรู้ ซึ่งช่วยพยุงให้คนจบปริญญายังได้ค่าจ้างสูงกว่าคนไม่จบตลอด 40 ปีที่ผ่านมา แม้จำนวนคนที่เรียนจบปริญญาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

ประเด็นสำคัญที่เบิร์น-เมอร์ด็อกชี้คือขณะนี้เรากำลังก้าวออกจากช่วงเวลาอันยาวนานนั้นแล้ว

ค่าจ้างบัณฑิตลดลง 4 ปีติด ทั้งที่คนจบปริญญาไม่ได้ล้นตลาด

หลักฐานที่ถูกหยิบมาสนับสนุนคือบทวิเคราะห์ชิ้นใหม่ของนักเศรษฐศาสตร์ โฆเซ อาซาร์, มิเรอา ฆิเน และ ฆาเวียร์ ซานซ์-เอสปิน ซึ่งพบว่าหลังจากไต่ขึ้นมาหลายทศวรรษ ช่องว่างค่าจ้างระหว่างคนจบปริญญากับคนไม่จบในสหรัฐฯ กลับแคบลงในทุกปีตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

เมื่อรวมกันแล้วช่องว่างดังกล่าวหดลงเกือบ 10% ซึ่งถือเป็นการลดลงต่อเนื่องครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970

เบิร์น-เมอร์ด็อกระบุว่าเมื่อเขาขยายการวิเคราะห์ดังกล่าวไปยังอังกฤษ ก็พบภาพที่คล้ายกัน โดยค่าจ้างของคนจบปริญญาที่เคยสูงกว่าคนไม่จบนั้นลดลงมานานแล้ว และยิ่งลดเร็วขึ้นในช่วง 4 ปีหลัง

ที่น่าสังเกตคือแม้แต่กลุ่มที่เคยยืนระยะได้ดีจนถึงไม่นานมานี้ก็ยังเจอสภาพเดียวกัน ทั้งคนที่จบสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) รวมถึงบัณฑิตในกรุงลอนดอนซึ่งเป็นตลาดงานที่ใช้ความรู้เข้มข้น

จุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจที่สุดคือค่าจ้างของบัณฑิตลดลงในจังหวะที่จำนวนคนจบปริญญาในทั้งสองประเทศเริ่มหยุดเพิ่มพอดี

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากคนที่มีคุณสมบัติแบบหนึ่งเริ่มหายากขึ้น ราคาหรือค่าจ้างของคนกลุ่มนั้นควรถูกดันให้สูงขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม

อาซาร์และคณะตีความปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นหลักฐานว่าความต้องการบัณฑิตกำลังลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าศตวรรษ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากค่าจ้างที่โตช้าในงานออฟฟิศที่ถูก AI กระทบมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เบิร์น-เมอร์ด็อกเสนอว่าอาจตีความกลับด้านได้เช่นกัน นั่นคือการมาของ AI ก็เหมือนการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งก่อนๆ ที่ทำให้งานซึ่งต้องใช้ความรู้ทั้งซับซ้อนขึ้นและมีปริมาณมากขึ้น

เพียงแต่สิ่งที่ต่างออกไปคือคนทำงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่ามาก เพราะผู้เล่นหน้าใหม่จำนวนมากในตลาดตอนนี้คือ AI Agent ที่เข้ามาทำงานแทนคน

ไม่ว่าจะตีความทางใด สิ่งที่เห็นตรงกันคือเงินที่นายจ้างยินดีจ่ายเพิ่มให้คนมีปริญญากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้เกิดจากภาวะบัณฑิตล้นตลาด หากเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

ใบปริญญาที่ไม่ใช่ตัวแทนของทักษะอีกต่อไป

ในแง่ความหมายที่ลึกกว่านั้น แมตต์ บรูนิก นักวิจารณ์ชาวอเมริกัน เปรียบเทียบว่าในยุคก่อนหน้านี้ ความแข็งแรงของร่างกายเคยเป็นตัวกำหนดว่าใครทำงานได้มากกว่ากัน และยังกำหนดสถานะทางสังคมของคนคนนั้นด้วย

เขามองว่าต่อไปเราอาจมองความเชื่อมโยงระหว่างผลการเรียน, มูลค่าทางเศรษฐกิจ และคำว่าคุณธรรมความสามารถ ว่าเป็นสิ่งตกค้างจากยุคที่กำลังจะผ่านพ้นไปเช่นกัน

ในมุมที่จับต้องได้มากกว่านั้น นายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐโต้แย้งกันมานานแล้วว่าหลังจำนวนคนเข้ามหาวิทยาลัยพุ่งสูงขึ้น ใบปริญญาก็เลิกเป็นเครื่องยืนยันความสามารถที่ใช้ทำงานได้จริง ยกเว้นในสถาบันชั้นนำและสาขาวิชาชีพเฉพาะทาง

ทุกวันนี้คนที่ถือใบปริญญาเหมือนกันจึงมีระดับทักษะต่างกันมาก อีกทั้งหลายสาขาก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นที่ต้องการแค่ไหนในตลาดงานข้างหน้า

ฆิเนให้สัมภาษณ์กับเบิร์น-เมอร์ด็อกว่าเธอคาดว่าการรับคนเข้าทำงานจะหันไปพึ่งการทดสอบความถนัดเฉพาะตำแหน่งและการสัมภาษณ์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เธอยกตัวอย่างบริษัทอย่าง Palantir ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมองหาคนมีทักษะแม้ไม่จบปริญญาโดยเฉพาะ ควบคู่กับการรับบัณฑิตจำนวนมากเช่นกัน แล้วฝึกอบรมให้ระหว่างทำงานจริง

เบิร์น-เมอร์ด็อกระบุว่าตนเห็นด้วยกับ อเล็กซ์ อีมาส นักเศรษฐศาสตร์ของ Google ที่มองว่าคนน่าจะยังมีงานทำในระดับสูงต่อไป แม้ในอนาคตที่ AI ครองบทบาทหลัก

เพียงแต่ความสามารถที่ตลาดยอมจ่ายให้ รวมถึงเส้นทางในการสร้างความสามารถเหล่านั้น อาจมีหน้าตาต่างไปจากที่เป็นมาตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ข้อสรุปของเบิร์น-เมอร์ด็อกคือแม้ยังไม่มีใครรู้ว่าโลกการทำงานจะลงตัวในรูปแบบไหน แต่สิ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือวุฒิการศึกษากับโอกาสในอาชีพเริ่มเชื่อมโยงกันน้อยลงแล้ว

ภาพ : Rawpixel.com / Shutterstock

อ้างอิง: