‘พชร’ เสนอ 4 แนวทางเปิดทางให้อุตสาหกรรมเดิม-อุตสาหกรรมใหม่เติบโตไปด้วยกัน

“พชร” ชี้ ยุทธศาสตร์การลงทุนของไทยต้องสร้างสมดุล จี้ รัฐทบทวนอัตราภาษีสรรพสามิตให้เป็นเกิดความเป็นธรรม แนะ เปิดทางให้อุตสาหกรรมเดิม-อุตสาหกรรมใหม่เติบโตไปด้วยกัน พร้อมเสนอ 4 แนวทาง
16 สิงหาคม 2569 – นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกมาแสดงความเห็นถึงทิศทางและยุทธศาสตร์การลงทุนภาคอุตสาหกรรมของไทยในปัจจุบัน โดยกล่าวถึงแนวคิด Trickle-Down Effect เบื้องหลังของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยตั้งแต่แผนพัฒน์ฉบับแรกถึงปัจจุบัน ที่เชื่อว่า การทุ่มสิทธิประโยชน์ให้นักลงทุนรายใหญ่หรืออุตสาหกรรมดาวรุ่งก่อน แล้วผลประโยชน์จะไหลลงมาสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานเองในที่สุดนั้น จะใช้ได้จริงก็ต่อเมื่อประเทศมีกลไกบังคับหรือส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (local content) การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการพัฒนาบุคลากรร่วมกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่น
“ถ้าไม่มีกลไกเหล่านี้ Trickle-Down จะไม่เกิดขึ้นเอง เม็ดเงินลงทุนจะกระจุกอยู่ที่ผู้เล่นรายใหญ่และซัพพลายเชนที่นำเข้าจากต่างประเทศ” พชรกล่าว
พร้อมระบุว่าสิ่งนี้เป็นความเสี่ยงร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรม EV และ Data Center เนื่องจากทั้งสองอุตสาหกรรมใช้เงินลงทุนสูงแต่จ้างงานในประเทศต่อหน่วยการลงทุนค่อนข้างต่ำ หากไม่มีการวางเงื่อนไขที่ดีตั้งแต่ต้น
ชี้การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ใช่เกม “เลือกข้าง”
พชรกล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ควรถูกมองเป็นการเลือกข้างระหว่างอุตสาหกรรมเก่ากับอุตสาหกรรมใหม่ ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดึงการลงทุนระยะยาวมักไม่ทุ่มทุกอย่างไปกับเทรนด์ใดเทรนด์หนึ่ง แต่เน้นแชร์ส่วนร่วมของมูลค่าการผลิต (value capture) ให้ได้มากที่สุดจากทุกอุตสาหกรรมที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเดิมที่สั่งสมมากว่า 60 ปี หรืออุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังไหลเข้ามาตามกระแสโลก
“หน้าที่ของประเทศผู้รับการลงทุนไม่ใช่การเป็นกรรมการตัดสินว่าใครจะอยู่ใครจะไป แต่คือการอำนวยความสะดวก ส่งเสริม และจูงใจ ให้นักลงทุนทุกรายที่จริงใจสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในระบบเดียวกัน อย่างเท่าเทียม” พชรกล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก IEA ว่ายอดขายรถ EV และปลั๊กอินไฮบริดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งขึ้นถึง 62% ในช่วงมีนาคม-มิถุนายน โดยไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่โตเร็วที่สุดในภูมิภาค ซึ่งย้ำว่าเป็นการเติบโตฝั่งผู้บริโภค ไม่ใช่ตัวชี้วัดความเข้มแข็งด้านการผลิตโดยตรง ขณะที่จีนซึ่งเป็นฐานผลิต EV รายใหญ่ของโลกกลับมียอดขายในประเทศหดตัว 16% หลังตัดเงินอุดหนุน แล้วหันไปทุ่มส่งออกแทน โดยส่งออกรถของจีนโต 65% ในครึ่งปีแรก คิดเป็นราว 5 ล้านคัน โดยไทยเป็นหนึ่งในตลาดปลายทางหลักของรถส่งออกจีน แบรนด์จีนครองส่วนแบ่งเกือบ 30% ของยอดขายรถใหม่ในไทยแล้ว คำถามคือเรากำลังเป็นฐานการผลิต หรือเป็นแค่ตลาดที่รองรับสินค้าที่ถูก Transship เข้ามา
ฐานการผลิตจริงในไทยมีแล้ว แต่โจทย์คือ “มูลค่าเพิ่ม” มากพอหรือยัง
พชรยอมรับว่าตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิต EV เข้ามาตั้งฐานการผลิตจริงในไทยจำนวนมาก ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญา โดยข้อมูลจาก BOI ระบุว่ามีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรม EV ไปแล้วกว่า 198 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตรถ แบตเตอรี่ ไปจนถึงสถานีชาร์จ
เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่มากกว่าตัวเลขของจำนวนโรงงาน รัฐต้องตอบให้ได้ว่า เกิดการผลิตและจ้างงานมากน้อยแค่ไหน และ มูลค่าที่เกิดขึ้นนี้กระจายไปถึงซัพพลายเชนไทย ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และแรงงานไทยเท่าไหร่ พชรกล่าว พร้อม
ยกตัวอย่างเงื่อนไขผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV3.0 ซึ่งบังคับให้ผู้ผลิตที่รับสิทธิประโยชน์และนำเข้ารถมาขายในช่วงปี 2565-2566 ต้องผลิตชดเชยในประเทศ 1-1.5 เท่าของจำนวนที่นำเข้า ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องพิจารณาความเข้มงวดต่อเนื่องหลังมาตรการหมดอายุในปี 2570 เช่นเรื่องของมาตรการทางภาษีสรรพสามิตที่ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและไม่เป็นการเอื้อสิทธิให้อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบมากจนเกินไป
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงอุตสาหกรรม Data Center ว่ากำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน โดยตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะวางยุทธศาสตร์แบบเลือกผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่รายที่มาพร้อมเม็ดเงินก้อนโต แล้วทุ่มทรัพยากร ที่ดิน พลังงาน และสิทธิประโยชน์ทั้งหมดให้ หรือจะวางระบบที่เปิดกว้างให้ผู้เล่นทุกระดับ ตั้งแต่ hyperscaler ระดับโลกไปจนถึงผู้ให้บริการ cloud ระดับภูมิภาค เข้ามาแข่งขันและเติบโตร่วมกันได้
หลักการเดียวกับที่ใช้ได้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ใช้ได้กับ Data Center เช่นกัน คือ อย่าเลือกผู้ชนะแทนตลาด สิ่งที่ประเทศต้องการจริงๆ ไม่ใช่จำนวนโครงการหรือมูลค่าการลงทุนท แต่คือมูลค่าที่อยู่ในประเทศจริง” พชรกล่าว พร้อมเตือนว่าหากรัฐเลือกอุ้มรายใหญ่ไม่กี่รายด้วยแรงจูงใจพิเศษที่รายอื่นเข้าไม่ถึง สุดท้ายอาจเกิดปัญหาเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ คือได้ผู้เล่นรายใหม่มา แต่ระบบนิเวศเดิมและผู้เล่นรายอื่นถอยหนี และสุดท้ายมูลค่าทางเศรษฐกิจสุทธิของประเทศอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นจริงตามตัวเลขโครงการที่ประกาศ
โดยสรุปแนวทางที่รัฐบาลควรพิจารณา 4 ประการ ได้แก่
หนึ่ง อย่าเลือกอุตสาหกรรมแทนตลาด โดยระบุว่ารัฐบาลไม่ควรตัดสินใจแทนตลาดว่าอุตสาหกรรมไหนควรอยู่หรือควรไป เพราะเทคโนโลยีและความต้องการผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่านโยบายเสมอ หน้าที่ของรัฐคือสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ใช้มาตรการภาษีหรือแรงจูงใจไปบิดเบือนทิศทางตลาดจนอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งถูกบังคับให้ล้มก่อนเวลาอันควร
สอง ปฏิบัติต่อนักลงทุนทุกรายอย่างเท่าเทียม การให้สิทธิพิเศษเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่หรือรายที่มาทีหลัง จนนักลงทุนรายเดิมเสียเปรียบ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นในระยะยาว เพราะส่งสัญญาณว่ากติกาสามารถเปลี่ยนได้ตามแรงกดดันของแต่ละยุคสมัย
สาม วางเงื่อนไขให้เกิดการแชร์มูลค่าจริง โดยเสนอให้วัดความสำเร็จของการลงทุนจากสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงานไทย และการสร้างศูนย์วิจัยพัฒนาในประเทศ ไม่ใช่แค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนที่ประกาศ
สี่ สร้างความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบาย พชรย้ำว่านักลงทุนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่กลัวความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐ และเรียกร้องให้มาตรการภาษีและทิศทางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน ไม่ผันผวนไปตามการเมืองระยะสั้น
พชรทิ้งท้ายว่า ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทยว่าไม่เป็นรองใครในโลก และหากไทยวางยุทธศาสตร์บนหลักแชร์คุณค่าร่วมกันอย่างเท่าเทียม แทนการเลือกข้างระหว่างอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์สันดาป หรือ Data Center ไทยก็จะยังคงเป็นจุดหมายการลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
