ฝ่ายค้านวิจารณ์ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน แผนพลังงานไม่ชัด เสี่ยงขัดวินัยการคลัง ประเดิมนัดแรกเปิดสมัยประชุม
พรรคร่วมฝ่ายค้านประเดิมการตรวจสอบโครงการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าขาดความชัดเจนและอาจส่งผลเสียต่อหนี้สาธารณะ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกหลังการเปิดสมัยประชุมในวันนี้ (26 สิงหาคม)
ตั้งแต่เวลา 9.00 น. เป็นต้นมา สส. ได้ทยอยเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยบรรดาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาด้วย
การอภิปรายเริ่มต้นด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเน้นย้ำถึงความไม่ชัดเจนของแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยระบุว่าแม้จะไม่คัดค้านเงิน 200,000 ล้านบาทแรกเพื่อการเยียวยา แต่เงินอีกครึ่งหนึ่งมีทางเลือกจัดหาจากรัฐวิสาหกิจและเอกชนโดยไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม การที่รัฐบาลเพียงแค่ระบุว่าจะจัดซื้อจัดจ้างโครงการพลังงานสะอาดหรือ Solar Rooftop นั้นไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในภาพรวม
ผู้นำฝ่ายค้านยังเสนอแผนการเปลี่ยนผ่านระยะ 12 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่การลงทุนในพื้นที่ที่ใช้ไฟมาก จนถึงการพัฒนาระบบ Smart Grid เพื่อเป้าหมายพลังงานถูก สะอาด และดึงดูดนักลงทุน
“หากรัฐบาลไม่สามารถอธิบายแหล่งเงินทุนที่ชัดเจน พรรคประชาชนก็ไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้” ณัฐพงษ์กล่าว
ด้าน กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้รุนแรงเหมือนในอดีต การแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินไม่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง โครงการโซลาร์เซลล์ไม่สามารถทำได้ทันกรอบเวลา และหนี้สาธารณะจะแตะเพดาน 70% ซึ่งส่งผลกระทบต่องบลงทุนในอนาคต นอกจากนี้ กรณ์ยังได้อ้างอิงถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 6 ท่านที่ศาลรัฐธรรมนูญเชิญมา ว่าไม่มีใครเห็นชอบกับการออก พ.ร.ก.
ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงเป้าหมายของ พ.ร.ก. กู้เงินว่า เพื่อการประคองเศรษฐกิจในปัจจุบัน การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ยังยืนยันว่า การเบิกจ่ายจะมีคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาความคุ้มค่าและตรวจสอบอย่างเข้มงวด และจะกู้เงินเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง
ขณะเดียวกัน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายตั้งข้อสังเกตโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือชั่วคราวเหมือนทำเพื่อหาเสียง พร้อมทั้งเสนอให้คืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแก่ผู้ถือบัตรรายเก่าทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนและเปิดช่องทุจริต พร้อมเสนอให้สนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานพืชแทนเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
สำหรับการพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 วินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก. ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังคงตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งหากสภาผู้แทนราษฎรมีมติอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็จะมีผลบังคับใช้เป็นพระราชบัญญัติต่อไป แต่หากไม่อนุมัติ พ.ร.ก. ก็จะตกไปตามกฎหมาย

















ABOUT THE PHOTOGRAPHER
ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD