กคช.เร่ง “บ้านเพื่อคนไทย” 4.4 หมื่นหน่วย ลุย Senior Complex ชลบุรี–ฟื้นฟูเมือง

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • หุ้น 
  • ข่าวอสังหาริมทรัพย์ 
  • กคช.เร่ง “บ้านเพื่อคนไทย” 4.4 หมื่นหน่วย ลุย Senior Complex ชลบุรี–ฟื้นฟูเมือง

    เผยแพร่: 8 ส.ค. 2569 15:40   ปรับปรุง: 8 ส.ค. 2569 16:14   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


    ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ (ซ้าย)
    การเคหะแห่งชาติเดินหน้าขับเคลื่อน "บ้านเพื่อคนไทย" เร่งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูเมืองในหลายพื้นที่ ทุ่งสองห้อง รามอินทรา และห้วยขวาง รวมทั้ง Senior Complex ชลบุรี พร้อมนำที่ดิน Sunk Cost และ Land Bank มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร ควบคู่การขับเคลื่อนพลังงานสะอาดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า ครึ่งแรกของปี 69 ที่ผ่านมา กคช. เร่งขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตาม 8 นโยบายหลัก “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพทรัพย์สินของภาครัฐ เพื่อสร้างรายได้กลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยการเคหะแห่งชาติเร่งเดินหน้าขับเคลื่อน

    โดยโครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในทำเลที่เหมาะสม ภายใต้แนวคิด Universal Design ที่รองรับการใช้งานของคนทุกช่วงวัย โดยมีเป้าหมายสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ครอบคลุมโครงการรวมกว่า 44,000 หน่วย ซึ่งจะนำเสนอ ครม.พิจารณาในปี 2570 -2575 ได้แก่ 1.โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ระยะที่ 1 จำนวน 5 โครงการ 4,102 หน่วย อยู่ระหว่างทบทวนแผนคาดว่าจะนำเสนอ ครม. ภายในเดือนมีนาคม 2570 2.โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ระยะที่ 2 จำนวน 4 โครงการ 2,155 หน่วย อยู่ระหว่างสำรวจความต้องการและทบทวนรายละเอียดและการเงิน คาดว่าจะนำเสนอ ครม. ภายในเดือนเมษายน 2570 3.โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ระยะที่ 3 จำนวน 45 โครงการ 10,906 หน่วย คาดว่าจะนำเสนอ ครม.เพื่อขออนุมัติในเดือนตุลาคม 2570 และ 4.โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ระยะที่ 4 จำนวน 21,861 หน่วย และระยะที่ 5 จำนวน 5,279 หน่วย

    นอกจากนี้ การเคหะฯ ยังเตรียมเดินหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) จังหวัดชลบุรี นำร่องในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จำนวน 1,696 หน่วย ภายใต้แนวคิด “เมืองสร้างสุข” เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยออกแบบตามหลัก Universal Design รองรับการใช้งานของคนทุกช่วงวัย พร้อมจัดสรรพื้นที่กิจกรรมทั้งแบบ Active Activity เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และ Passive Activity สำหรับการพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ การดำเนินงานจะใช้รูปแบบ Design & Build + Invest ภายใต้รูปแบบการเช่าที่ราชพัสดุระยะยาว 30 ปี พร้อมสิทธิต่ออายุสัญญาเช่าอีก 30 ปี เพื่อให้สามารถพัฒนาและบริหารโครงการได้อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการลงทุนและเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในวัยเกษียณ


    ผู้ว่าฯกคช. กล่าวถึงภารกิจด้านการพัฒนาเมืองเพิ่มเติมว่า กคช. ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาพื้นที่ให้เป็นชุมชนเมืองที่มีความทันสมัย ปลอดภัย และน่าอยู่อาศัย โดยปัจจุบันโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 (รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม) มีความคืบหน้าตามแผนการดำเนินงานในทุกระยะ ประกอบด้วย อาคารพักอาศัยแปลง A (อาคาร A1) อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารพักอาศัยสูง 32 ชั้น จำนวน 635 หน่วย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

    ขณะที่อาคารพักอาศัยแปลง D1 (อาคาร D2) อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารพักอาศัยสูง 35 ชั้น จำนวน 612 หน่วย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 และอาคารพักอาศัยแปลง C (อาคาร C1) จะจัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยสูง 34 ชั้น จำนวน 816 หน่วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้าง และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการได้ภายในปี 2569 พร้อมกันนี้ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่รองรับผู้อยู่อาศัยใหม่ในระยะต่อไป รวม 13,746 หน่วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาในการปรับปรุงแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในปี 2570 ก่อนศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) ต่อไป

    ขณะเดียวกันยังเร่งผลักดัน โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นโครงการที่มีความพร้อมการเคหะแห่งชาติมากที่สุดให้สามารถเริ่มก่อสร้างและรองรับผู้อยู่อาศัยได้โดยเร็ว ส่วนโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนรามอินทรา และห้วยขวาง อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายละเอียดโครงการ โดยการเคหะแห่งชาติจะเร่งรัดการดำเนินงานในทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามแผน เพื่อผลักดันการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้กคช.ยังอยู่ระหว่างการสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่ คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และจัดประชุมนัดแรกภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารอาคารอย่างต่อเนื่อง


    นายทวีพงษ์ กล่าวถึงแนวทางสำคัญของการบริหารทรัพย์สินว่า กคช.มีแผนนำที่ดินแปลงว่างในกลุ่ม Land Bank และ Sunk Cost มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) และกิจการด้านการเกษตร พื้นที่บางพลีคอมเพล็กซ์ เพื่อพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่ร่มเกล้าและประชานิเวศน์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเชิงพาณิชย์และสร้างรายได้ในอนาคตทั้งนี้ยังมีที่ดินและโครงการในทำเลศักยภาพอีกหลายแห่งที่พร้อมรองรับการลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของรัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

    อีกมิติหนึ่งการเคหะแห่งชาติยังคงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด โดยร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) ภายในพื้นที่การเคหะแห่งชาติ สำนักงานใหญ่ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2570 พร้อมทั้งอยู่ระหว่างคัดเลือกพื้นที่ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวม 79 พื้นที่ทั่วประเทศ และมีแผนจะทยอยเปลี่ยนรถยนต์ราชการที่ครบกำหนดสัญญาเช่าในปี 2569 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการลดการใช้พลังงานฟอสซิลและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

    “การเคหะแห่งชาติจะยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนได้อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ทันสมัย และมีมาตรฐานที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย ควบคู่กับการบริหารทรัพย์สินและการใช้ที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างรายได้กลับมาพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้การเคหะแห่งชาติเป็นองค์กรที่มั่นคงทางการเงิน และเป็นที่พึ่งด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนไทยตลอดไป” ผู้ว่ากคช. กล่าว