เข้าใจประกันชีวิต 4 แบบ ให้ลึกกว่าผลตอบแทน! เพราะเราจ่ายเพื่อความคุ้มครอง ต้องเก็ทเงื่อนไขก่อนซื้อ

ช่วงนี้มีหลายข้อสงสัยเกี่ยวกับ “ประกันสะสมทรัพย์” ที่มักโฆษณาว่าได้เงินคืนหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอมาคำนวณอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) อาจได้ไม่ถึง 3% ต่อปีด้วยซ้ำ นำสู่คำถามที่ว่า คุ้มไหมถ้าจะซื้อประกันสะสมทรัพย์เพื่อลงทุน…ก่อนจะตอบคำถามนี้ Thairath Money อยากชวนมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ประกันชีวิตมีกี่แบบ และมีไว้เพื่อเป้าหมายอะไรได้บ้าง?  

ก่อนซื้อ…แยกให้ชัดว่าเป็นประกันชีวิตแบบไหน?

หลายคนซื้อประกันฯ รู้แค่ว่าต้องจ่ายเบี้ยปีละเท่าไร และจะได้เงินคืนมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อนซื้อคือ เป็นประกันภัยแบบไหนเพราะนี่จะกลายเป็นต้นทุนของเรา สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบพื้นฐานจะแบ่งเป็น 4 แบบหลักๆ คือ

1. แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)

เน้นคุ้มครองกรณีการเสียชีวิตในช่วงระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น 1, 5, 10, 20 ปี กรณีเสียชีวิตก็เคลมได้ตามทุนเอาประกันภัยที่ซื้อไว้ แต่ถ้ากรมธรรม์จบไปแล้วยังมีชีวิตอยู่จะไม่ได้เงินคืนหรือผลประโยชน์อื่นๆ ลองนึกภาพการซื้อประกันภัยรถยนต์ (ประกันวินาศภัย) ที่เราจ่ายเงินค่าเบี้ยเพื่อความคุ้มครองในช่วง 1 ปี เป็นต้น

อัตราเบี้ยประกันภัย: ถือว่าต่ำกว่าแบบประกันชีวิตประเภทอื่นๆ เพราะคุ้มครองชั่วระยะเวลา 

Checklist ก่อนซื้อ: ไม่มีเงินเวนคืนกรมธรรม์, ไม่มีส่วนการออมทรัพย์, กู้เงินกรมธรรม์ไม่ได้, ค่าเบี้ยมักเพิ่มขึ้นตามอายุ

2. แบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

เน้นคุ้มครองกรณีเสียชีวิตแต่เป็นระยะยาวตลอดอายุขัยของผู้เอาประกันภัย กฎหมายไทยตอนนี้กำหนดให้สูงสุดที่ 99 ปี ดังนั้นถ้าเสียชีวิตตอนไหนก็เคลมได้ตามทุนเอาประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ส่วนใหญ่จะมีการกำหนดความคุ้มครองไปถึงอายุ 90, 99 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละสัญญา ถ้าเรามีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญาจะได้เงินผลประโยชน์คืนตามเงื่อนไข

อัตราเบี้ยประกันภัย: ค่าเบี้ยจะสูงกว่าแบบชั่วระยะเวลา

Checklist ก่อนซื้อ: จ่ายเบี้ยกี่ปี-คุ้มครองไปถึงอายุเท่าไร, มีเงินคืนในปีไหนบ้าง, ดูตารางมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ว่าจุดคุ้มทุนอยู่ที่ปีไหน เผื่อจำเป็นต้องกู้เงินกรมธรรม์ หรือพิจารณาว่ายกเลิกกรมธรรม์แล้วคุ้มไหมจะขาดทุนแค่ไหน

3. แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)

เน้น 2 เรื่องหลักคือ 1) คุ้มครองกรณีเสียชีวิตตามสัญญากรมธรรม์ 2) มีชีวิตจนครบสัญญาจะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้ มักเป็นแบบประกันที่ระบุปีให้ชัดเจน เช่น 10, 15, 20 ปี หรือจะจ่ายเงินให้เมื่ออายุครบปี xx เป็นต้น 

อัตราเบี้ยประกันภัย: ค่าเบี้ยมักสูงกว่า แบบชั่วระยะเวลา และแบบตลอดชีพ

Checklist ก่อนซื้อ: ขอดูตารางมูลค่าเวนคืนฯ ก่อนตัดสินใจซื้อ, ดูว่าทุนเอาประกันในแต่ละช่วงอยู่ที่เท่าไร เพราะทุนเอาประกันอาจทยอยเพิ่มขึ้นตามเบี้ยฯ ที่จ่ายเข้าไป, กรณีขอยกเลิกสัญญาก่อนหลังทำไปไม่กี่ปีอาจได้เงินคืนน้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไป, ถ้าเน้นเรื่องผลตอบแทนเป็นเงินลองเทียบ IRR ไว้ด้วย (วิธีคำนวณ IRR)

4. แบบบำนาญ (Annuity Insurance)

เน้นการจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แบบสม่ำเสมอ เช่น ถ้าในสัญญาระบุว่า เมื่อผู้เอาประกันอายุ 55 ปีขึ้นไป บริษัทประกันฯ จะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้ จะเป็นรายปีหรือรายเดือนก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราไปซื้อ และบริษัทฯ จะจ่ายให้เรื่อยๆ จนกว่าจะครบกำหนดในสัญญาหรือจนกว่าผู้เอาประกันเสียชีวิต ในช่วงที่ผู้เอาประกันถึงอายุที่เริ่มรับเงินผลประโยชน์ (ขอเรียกว่าเงินบำนาญ) มูลค่าเงินสดหรือความคุ้มครองชีวิตอาจทยอยลดลงไปเรื่อยๆ อย่าลืมดูจุดนี้ก่ออนซื้อ

อัตราเบี้ยประกันภัย: เบี้ยถือว่าสูงกว่าแบบประกันอื่นๆ 

Checklist ก่อนซื้อ: อายุที่เริ่มรับเงินบำนาญ, การันตีจ่ายผลตอบแทนกี่ปี, เช็ก IRR ว่าอยู่ในจุดที่รับได้ไหม, กรณีเริ่มรับเงินบำนาญแล้วเกิดเสียชีวิตระหว่างทางจะได้ผลประโยชน์เท่าไร, ขอดูตารางมูลค่าเวนคืนฯ ก่อนเสมอ เพราะบางกรมธรรม์ถึงอยู่รับเงินบำนาญจนครบสัญญา แต่ภาพรวมอาจได้เงินไม่เท่ากับการเวนคืนระหว่างทาง  ต้องลองคำนวณให้ดี

ตัวอย่างจาก finnomena คำนวณเบื้องต้นบนเงื่อนไข Term 15/15, Whole Life 99/20 และ Endowment 15/25

ทุนประกันชีวิต 1 ล้านบาทค่าเบี้ยประกัน (ผู้ชาย อายุ 35 ปี)
แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)ราว 5,000 - 6,000 บาท
แบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)ราว 24,000 - 26,000 บาท
แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)ราว 70,000 - 90,000 บาท

*ประกันบำนาญอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันในแต่ละสัญญาจึงไม่ได้ยกตัวอย่างมาไว้ในที่นี้

นอกจากนี้ประกันชีวิต 4 แบบนี้ ยังมี กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบพิเศษที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกเพราะ “ควบการลงทุน” คือ Unit Linked และ Universal Life เน้นทั้งคุ้มครองชีวิตและการลงทุน โดยมีจุดที่แตกต่างคือ 

ใครที่จะซื้อประกันชีวิต อาจต้องใช้เวลาศึกษา และทำการบ้านก่อนว่าจะซื้อประกันไปเพื่ออะไร เพราะแต่ละสัญญากรมธรรม์อาจมีเงื่อนไขเฉพาะที่แตกต่างกันไป (ยังมีทั้งแบบปันผลและไม่มีเงินปันผลอีก)

ตัวแทนไม่โอเค เจอปัญหาเรื่องประกัน ต้องทำยังไง

สำหรับดราม่าประกันสะสมทรัพย์ครั้งล่าสุดนี้ หลายฝ่ายมองว่า บางกรณีก็เกิดจากความไม่เข้าใจ หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วนของตัวแทนประกันชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทประกันภัยก็หาทางแก้ไขกันมาตลอดว่าจะทำยังไงให้ตัวแทนโปร่งใส รู้จริง อธิบายได้ชัดเจน จนออกมาเป็นมาตรการต่างๆ  (พยายามมาเยอะแต่ก็มีข้อร้องเรียนกันมาตลอดเหมือนกัน)

เบื้องต้นเพื่อช่วยคัดกรองก่อนจะซื้อประกันชีวิตสักกรมธรรม์อยากให้ลองเช็กลิสต์ 3 ข้อนี้ 

1. ซื้อเพื่ออะไร โจทย์ของเราต้องชัดเจน เช่น ซื้อเพราะถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิดจะมีเงินก้อนไว้ให้คนข้างหลัง, ซื้อเพราะอยากคุ้มตัวเงิน อยากใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฯลฯ นอกจากนี้ข้อสำคัญคือ ซื้อแล้วจ่ายไหวจนจบสัญญาไหม เพราะทุนเอาประกันสูง ค่าเบี้ยก็สูงตาม และส่วนใหญ่สัญญาประกันชีวิตต้องจ่ายเบี้ยไปหลายปี ถ้ายกเลิกกลางทางเพราะบางปีเราเจอเรื่องไม่คาดคิดจนจ่ายไม่ไหว สุดท้ายก็อาจเสียทั้งเวลาและเงินที่จ่ายไป

2. ตัวแทน/นายหน้าประกันชีวิตคนนี้ตัวจริงหรือเปล่า ลดความเสี่ยงเจอตัวแทนฯ เถื่อนเราสามารถเช็กผ่านเว็บไซต์ของคปภ. ได้ที่ https://smart.oic.or.th/eservice/Menu1 หรือถ้าตัวแทนฯ พูดข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนก็สามารถร้องเรียนไปที่บริษัทประกันชีวิตต้นสังกัด ถ้าเรื่องไม่เดินหน้า ก็แจ้งร้องเรียนกับ คปภ. ได้เช่นกัน (สายด่วน คปภ. 1186, LINE OA : @oicconnect) (ที่สำคัญคือ ตอนจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัย ต้องจ่ายเข้าบริษัทประกันชีวิตโดยตรง) 

3. ศึกษาทำความเข้าใจเงื่อนไขสำคัญก่อนซื้อ เช่น ความคุ้มครอง, ทุนเอาประกัน, เงื่อนไขยกเว้นการจ่ายผลประโยชน์, วันที่ต้องจ่ายค่าเบี้ย, จ่ายเบี้ยเท่าไร, ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) ในกรณีประกันสุขภาพหรือโรคร้ายแรง

หลังได้รับกรมธรรม์ลองเช็กก่อนว่า ข้อมูลส่วนตัวถูกต้องไหม รายละเอียดในแบบประกันฯตรงกับสิ่งที่คุยกันไว้ไหม เพราะผู้ซื้อยังมีสิทธิ “ยกเลิกกรมธรรม์” ภายใน 15 วัน หรือ 30 วันสำหรับการซื้อผ่านโทรศัพท์ โดยจะได้รับเงินคืนหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าตรวจสุขภาพ (ถ้ามี) ตามเงื่อนไขที่กำหนด

สุดท้ายนี้ ก่อนจะซื้อประกันภัย เราต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนเสมอ ซึ่งถ้าถามว่า ประกันชีวิตซื้อยังไงให้คุ้มค่าที่สุด ก็ต้อง “…” สุดท้ายแล้ว ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือทางการเงินแบบหนึ่งที่ช่วยบริหารความเสี่ยงในชีวิตเราได้ แต่อาจต้องวางแผนและตีโจทย์ตัวเองให้ชัดเจน เพราะเราอาจจะไม่คุ้มในตัวเงิน แต่ถ้าซื้อแล้วลดความกังวลเมื่อเจอเรื่องไม่คาดคิดนี่อาจเป็นความคุ้มค่าในอีกทางหนึ่งก็ได้  

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney